เปิดเบื้องหลัง "ปากีสถาน" ตัวกลางระดับโลก ต่อจิ๊กซอว์หยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน
วันนี้ (8 เม.ย.2569) BBC รายงาน ในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่โลกจะได้รับข่าวดี เรื่องการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และ อิหร่าน ศูนย์กลางความเคลื่อนไหวทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่วอชิงตันหรือเตหะราน แต่อยู่ที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมทางการทูตที่เปราะบางที่สุดในโลก รายงานจากแหล่งข่าววงในระบุว่า การเจรจาดำเนินไปอย่างเร่งรีบและตึงเครียด โดยมีคณะทำงานกลุ่มเล็ก ๆ ของปากีสถาน ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสารสลับไปมา
บทบาทของ "นายพลคนโปรด"
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเจรจานี้ราบรื่นเกินคาด คือความสัมพันธ์ส่วนตัวที่แน่นแฟ้น โดย ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงขั้นเอ่ยปากเรียก "นายพลอาซิม มุนีร์" ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของปากีสถานว่าเป็น "นายพลคนโปรด" และยอมรับว่ามูนีร์คือผู้ที่รู้จักและเข้าใจอิหร่านดีกว่าใครในโลก ความไว้วางใจนี้ทำให้อเมริกา พร้อมเปิดใจรับฟังข้อเสนอจากปากีสถาน ขณะเดียวกัน ปากีสถานเองก็มีพรมแดนติดกับอิหร่านและเรียกขานกันว่าเป็น "ประเทศพี่น้อง" ทำให้มีอิทธิพลในการโน้มน้าวใจรัฐบาลเตหะรานอย่างสูง
อย่างไรก็ตาม หนทางสู่สันติภาพไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อิสฮาก ดาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของปากีสถาน เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นเกือบจะพังทลายลงหลังจากมีการโจมตีในภูมิภาค ทั้งจากฝ่ายอิสราเอลและเหตุการณ์ที่อิหร่านพุ่งเป้าไปที่ซาอุดีอาระเบีย สถานการณ์ในขณะนั้นทำให้นายพลมูนีร์ ต้องใช้วาจาที่แข็งกร้าวที่สุดต่ออิหร่านเท่าที่เคยมีมา โดยระบุว่าการโจมตีซาอุดีอาระเบียเป็นการ "ทำลายความพยายามที่จริงใจ" ในการสร้างสันติภาพ
อ่านข่าว : กลยุทธ์การทูตหลังบ้าน "ปากีสถาน" ผู้ถือไพ่ใบสุดท้ายในวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ
นักวิเคราะห์มองว่า ท่าทีที่ดุดันของปากีสถาน เป็นการส่งสัญญาณเตือนอิหร่านอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปากีสถานมีสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งหากถูกนำมาใช้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที แรงกดดันรอบด้านนี้เอง ที่ผลักดันให้อิหร่านต้องยอมถอยหนึ่งก้าว เพื่อความอยู่รอดทางการเมืองและการทูต
ชัยชนะยามดึกและการเริ่มต้นใหม่
หลังผ่านพ้นเที่ยงคืนอันยากลำบาก นายกฯ ปากีสถาน ประกาศผ่านโซเชียลมีเดีย เรียกร้องให้ทรัมป์ขยายเส้นตายและให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งในที่สุดข้อเสนอได้รับการตอบสนอง จนนำไปสู่การประกาศหยุดยิงอย่างเป็นทางการก่อนรุ่งสาง (ตามเวลาท้องถิ่นปากีสถาน) โดยปากีสถานได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพ จัดการเจรจาขั้นสุดท้ายในวันศุกร์ที่ 10 เม.ย.นี้
แม้จะมีความคืบหน้า แต่แหล่งข่าวความมั่นคงยังคงย้ำเตือนว่า "สถานการณ์ยังคงเปราะบางอย่างยิ่ง" เนื่องจากความไว้วางใจระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังอยู่ในระดับต่ำมาก ทุกย่างก้าวในอิสลามาบัดต่อจากนี้ จึงเป็นการเดินบนเส้นด้าย ที่โลกทั้งใบต้องลุ้นระทึกว่า สันติภาพที่ได้มาจะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว หรือเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นคงที่ยั่งยืน
"อาซิม มุนีร์" คีย์แมนไขประตูปิดสงคราม
นายพล อาซิม มุนีร์ (Field Marshall Asim Munir) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของปากีสถาน ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่มีอิทธิพลสูงที่สุดตำแหน่งหนึ่งในประเทศ ทั้งในด้านความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ เขาเป็นนายทหารที่มีประวัติโดดเด่นจากการเคยดำรงตำแหน่งสำคัญอย่าง ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองทหาร (MI) และผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองระหว่างบริการ (ISI) ทำให้เขาเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้ง ในด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกลุ่มอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียใต้
ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นายพลมุนีร์ได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากนานาชาติ โดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงขั้นยกย่องว่าเขาเป็น "นายพลคนโปรด" บทบาทของเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การดูแลกองทัพ แต่ยังรวมถึงการเป็น "นักปฏิบัติการทางการทูต" ที่สามารถเชื่อมต่อกับผู้นำระดับโลก เพื่อคลี่คลายวิกฤตการณ์ที่ซับซ้อนได้
นอกจากนี้ เขายังถูกมองว่าเป็นผู้นำทหารที่มีความเด็ดขาด และยึดถือผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์เป็นหลัก เห็นได้จากการที่เขาสามารถรักษาสมดุลความสัมพันธ์ ระหว่างปากีสถานกับกลุ่มประเทศมหาอำนาจในอาหรับอย่างซาอุดีอาระเบีย ไปพร้อม ๆ กับการรักษาความสัมพันธ์แบบ "ประเทศพี่น้อง" กับอิหร่าน ความเชื่อถือในตัวเขาจากทุกฝ่าย ทำให้เขากลายเป็นตัวละครสำคัญที่โลกจับตามองในฐานะ "กาวใจ" คนสำคัญ ที่จะช่วยประคับประคองสันติภาพ ที่เปราะบางในภูมิภาคนี้ให้ยั่งยืนต่อไป
อ่านข่าวอื่น :
นานาชาติแห่ชื่นชม "ปากีสถาน" กาวใจเชื่อมไมตรี สหรัฐฯ-อิหร่าน สำเร็จ
“ทรัมป์” ชี้ข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน “วันสำคัญของสันติภาพโลก”
ไล่ออก "ลูกจ้าง" ใช้รถส่วนตัวติดตรากรมอุทยานฯ ลอบขนคนจีนหนีเข้าเมือง