'อโยธยา' เมืองศักดิ์สิทธิ์ในอินเดีย แผ่เข้าไทย-ส่งไปร้อยเอ็ด โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
อโยธยาเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ในอินเดีย ต่อมาไทยรับชื่อศักดิ์สิทธิ์ว่าอโยธยา เมืองต้นกำเนิดอยุธยา
อโยธยามีอีกชื่อหนึ่งว่าเมืองสาเกต เป็นชื่อศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาพุทธ พบอยู่ในอุรังคธาตุ (ตำนานพระธาตุพนม) ปัจจุบันเชื่อกันว่าอยู่ จ.ร้อยเอ็ด หมายถึงเมืองร้อยเอ็ดประตู (ไม่ใช่ความเท็จ “สิบเอ็ดประตู”)
- วิหารพระราม เมืองอโยธยา
พระรามประสูติที่เมืองอโยธยา และเป็นกษัตริย์เมืองอโยธยา คือเรื่องเล่าศักดิ์สิทธิ์ตามมหากาพย์รามายณะ
รัฐบาลอินเดียสร้างเทวสถานเป็นที่สถิตพระราม เรียกวิหารพระราม (หรือวัดพระราม) ตามความเชื่อของประชาชนนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
วิหารพระราม รัฐบาลอินเดียสร้างขึ้นที่เมืองอโยธยา รัฐอุตตรประเทศ (สร้างใหม่ทดแทนวิหารหลังเก่าที่ถูกทำลายจากความขัดแย้งภายในทางศาสนา-การเมือง)
อโยธยาเป็นชื่อเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่บ้านเมืองสมัยแรกๆ ในอุษาคเนย์รับจากอินเดีย ใช้เรียกชื่อเมืองสำคัญของตน เพื่อสืบทอดความศักดิ์สิทธิ์ให้บ้านเมืองของตนนับพันๆ ปีมาแล้ว
ในไทยราวหลัง พ.ศ. 1600 เรียกเมืองบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า “อโยธยาศรีรามเทพนคร” ซึ่งเป็นที่รับรู้กว้างขวางในสมัยหลังจนปัจจุบันว่า “อโยธยา” เป็นเมืองต้นกำเนิดอยุธยา
อโยธยา อ่านว่า อะ-โย-ทะ-ยา เป็นชื่อดั้งเดิมตามอักขรวิธีจากอินเดีย
อยุธยา อ่านว่า อะ-ยุด-ทะ-ยา เป็นชื่อตามอักขรวิธีท้องถิ่นลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่กลาย
จากชื่ออโยธยา
- เมืองอโยธยา-สาเกตนคร
เมืองอโยธยากับเมืองสาเกตเป็นเมืองเดียวกัน
อโยธยา เป็นชื่อเรียกของกลุ่มนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
สาเกต เป็นชื่อเรียกของกลุ่มนับถือศาสนาพุทธ, ศาสนาชิน ฯลฯ
เมืองอโยธยา-สาเกตนคร มีคำอธิบายของเสฐียรโกเศศ (พระยาอนุมานราชธน) เมื่อ 92 ปีที่แล้ว (แต่งเมื่อ พ.ศ. 2475) จะคัดโดยสรุปมาดังนี้
“ราชธานีแคว้นโกศล ในรามายณะวาลมีกิ เป็นกรุงอโยธยาตลอดไป
ส่วนที่ปรากฏในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา, ชินศาสนาและในหนังสือชาติกรีกแต่งไว้ ว่าราชธานีแห่งแคว้นโกศล ชื่อกรุงสาเกต”
“แคว้นโกศล สมัยพุทธกาลแบ่งออกเป็นสองแคว้น
แคว้นเหนือเรียกว่าอุตตระโกศล ตั้งราชธานีที่กรุงสาวัตถี ปัจจุบันเรียกว่าสะเหด
มะเหด (Sahet Mahet) นัยว่าเพี้ยนมาจากคำว่ามหาเสฏฐี คืออนาถบิณฑิก
แคว้นใต้เรียกว่าทักษิณโกศล มีราชธานีคืออโยธยาหรือสาเกต ปัจจุบันเรียกว่าโออุธ หรืออะอุธ (Oudh, Oud หรือ Audh) ซึ่งเพี้ยนมาจากอโยธยานั่นเอง แคว้นใต้นี้พระกุศโอรสพระรามได้ครอบครองต่อมา”
[หนังสืออุปกรณ์รามเกียรติ์ ของเสฐียรโกเศศ (พระยาอนุมานราชธน) สำนักพิมพ์ศยาม พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ. 2550 หน้า 12]
คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม) มีคำอธิบายสรุปสั้นๆ 3 ข้อ ดังต่อไปนี้
1.อโยธยา (Ayodhya) เป็นชื่อเมืองในรัฐอุตตรประเทศ (Uttar Pradash) ริมฝั่งแม่น้ำสรยู (Sarayu) ทางภาคเหนือของอินเดีย
2.เป็นเมืองเดียวกันกับสาเกต
3.เพราะสาเกตเป็นชื่อเก่าที่ปรากฏในวรรณกรรมทางฝ่ายพุทธศาสนาและศาสนาไชนะ รวมถึงชาติอื่นๆ เช่นกรีกใช้เรียกมากกว่า ทางฮินดูจึงนิยมใช้อโยธยาซึ่งเชื่อมโยงไปยังรามายณะ ซึ่งเกี่ยวกับเทพเจ้าของตัว
ข้อมูลล่าสุดจากการตรวจสอบสืบค้นเอกสารวิชาการพร้อมแผนที่ของศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ (นักวิชาการโบราณคดีเอกเทศ) สรุปดังนี้
“สาเกตุ” เป็นชื่อของเมืองที่ปรากฏอยู่ในเอกสารของศาสนาพุทธ และเชนว่าพระศาสดาในศาสนาของตนคือพระพุทธเจ้า และพระมหาวีระ ได้เคยเสด็จไปเยี่ยมเยียน และพํานักเป็นการชั่วคราวอยู่ที่เมืองดังกล่าว
โดยเฉพาะคัมภีร์ในศาสนาเชนนั้น ได้อ้างว่ามีตีรถังกร (ศาสดาผู้บรรลุธรรมในศาสนาเชน คล้ายกับอดีตพระพุทธเจ้าในศาสนาพุทธ) ประสูติที่เมืองสาเกตุถึง 5 องค์ ได้แก่ ฤษภนาถ (อาทินาถ เป็นตีรถังกรองค์แรกตามความเชื่อในศาสนาเชน), อชิตนาถ, อภินัทนนาถ, สุมตินาถ และอนันตนาถ ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงความสําคัญของเมืองแห่งนี้ โดยเฉพาะในแง่ของความศักดิ์สิทธิ์
เอกสารเก่าจํานวนมากในอินเดียช่วงตั้งแต่สมัยราชวงศ์คุปตะ (พ.ศ. 862-1093) เป็นต้นมา ต่างก็ระบุว่า “เมืองสาเกตุ” ก็คือเมืองเดียวกันกับ “เมืองอโยธยา” ซึ่งพวกพรหามณ์-ฮินดูถือว่าเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์
โดยนอกจากจะเป็นเมืองของพระรามแล้ว ยังเป็นเมืองอันดับแรกในบรรดาเมืองศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 7 (อินเดียเรียก สัปตปุรี ประกอบไปด้วย อโยธยา, มยา, มถุรา, กาศี, กาญจี, อวันติกา และทวารวดี) อีกด้วย
ชาวอินเดียเชื่อว่าเมืองอโยธยาที่พระรามเคยครองราชย์อยู่นั้น ก็คือเมืองอโยธยา
(Ayodhya district) เดียวกันกับที่ในปัจจุบันนี้ ตั้งอยู่ที่รัฐอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย และต่างก็เป็นที่รู้กันดีว่าคือเมืองสาเกตุในตํานานของศาสนาพุทธ และเชนด้วย
อันที่จริงแล้ว ในคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู บางเล่มก็เรียกเมืองอโยธยาว่า เมืองสาเกตุ ดังเช่นที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ปุราณะฉบับสําคัญที่สุดฉบับหนึ่งอย่าง วิษณุปุราณะ เป็นต้น นอกจากนี้ ชื่อของเมืองสาเกตุนั้น ยังปรากฏอยู่ในเอกสารเก่าของทั้งกรีกและจีนด้วยเช่นกัน
เมืองสาเกต-เมืองร้อยเอ็ด
เมืองสาเกต หรือสาเกตนคร คือเมืองร้อยเอ็ดประตู (ปัจจุบันเรียกเมืองร้อยเอ็ด จ. ร้อยเอ็ด) ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ (ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอุรังคธาตุ) มีคำอธิบายพร้อมแสดงหลักฐานวิชาการ จะคัดมาดังนี้
[อ้างอิงข้อมูลจากตำนานอุรังคธาตุ ฉบับที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ประทานให้หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2444 เลขที่ 462/1 (เลขเดิม 36/ข) ระบุว่า อาชญาเจ้าพระอุปราชให้จารไว้ในปี พ.ศ. 2404 มีข้อความเกี่ยวกับเมืองสาเกตนครร้อยเอ็ดประตู จารด้วยตัวหนังสือ]
1.เรื่องเมืองร้อยเอ็ดประตูเดิมชื่อเมืองสาเกตนคร ดังนี้
ผูกที่ 1 ลานที่ 16 ด้านที่ 1 บรรทัดที่ 3-4 ความว่า
…ครั้นว่า พระตถาคตนีรพานแล้ว สุริยกุมาร จักได้เป็นพญาใหญ่กว่าท้าวพญา จักได้ก่อแรกพุทธศาสนา ตั้งไว้ใน เมืองร้อยเอ็ดปักตูด้วยอันหล่าชื่อว่าสาเกตนคร นั้นเสียก็มีแล…
อ่านว่า “เมืองร้อยเอ็ดปักตูด้วยอันหล่าชื่อว่าสาเกตนคร” แปลว่า “เมืองร้อยเอ็ดประตู ซึ่งเปลี่ยนมาจากเมืองมีชื่อว่า สาเกตนคร”
อ่านว่า เมืองร้อยเอ็ดปักตู แปลว่า เมืองร้อยเอ็ดประตู
อ่านว่า ด้วยอันหล่าชื่อว่า แปลว่า ซึ่งเปลี่ยนมาจาก(เมือง)ที่มีชื่อว่า
อ่านว่า สาเกตนคร แปลว่า สาเกตนคร
2.ความสัมพันธ์ของเมืองร้อยเอ็ดกับเมืองอโยธยาในตำนานอุรังคธาตุ
ตำนานอุรังคธาตุกล่าวว่า พญาสาเกตนครแห่งเมืองสาเกตนคร (เมืองร้อยเอ็ดประตู) เป็นสหายกับพญากุรุนทะนครแห่งเมืองกุรุนทะนคร (ต่อมาเปลี่ยนเป็นศรีอโยธิยา)
ในปีที่พญาทั้ง 5 เมืองไปสร้างพระธาตุพนมที่ภูกำพร้า พญาสาเกตนครได้ไปเยี่ยมสหายที่เมืองกุรุนทะนคร และได้อยู่ปกครองเมืองกุรุนทะนครร่วมกัน
โดย ฐิตะกัปปิฤษี ได้มาทำพิธีราชาภิเษกพญาทั้งสองที่เมืองกุรุนทะนคร แล้วถวายพระนามพญาสาเกตนครว่า พญาศรีอมรณี และถวายพระนามพญากุรุนทะนครว่า พญาโยธิกา และตั้งชื่อเมืองใหม่ว่า เมืองศรีอโยธิยา
ปรากฏความในตำนานอุรังคธาตุ ผูกที่ 2 หน้าที่ 36 ความว่า
“…ท้าวพญาทั้ง ๒ เสวยราชที่นี้ก่อน เราหากจักมาเอาภายหน้าพุ้นแล เจ้ารัสสีสอนศาตรศิลป์แก่พญาทั้ง ๒ ไว้ว่า ให้แต่งยาสิทธิเพชรให้เจ้าสุริยกุมารกินเนอ ว่าดังนี้ ปลงนามกรนามเมืองว่า เมืองศรีอโยธิยา ด้วยเหตุเอาหมากนาวสีและขัดเค้าหนามพญามาก่อแรกหดสรงพาทั้ง ๒ นั้นเป็นนิมิต แลรัสสีเสี่ยงหนีไปทางอากาศ…”
3.ลำดับชื่อเมืองอโยธิยา ตามตำนานอุรังคธาตุ
เมืองอโยธยามีหลายชื่อดังนี้
- ชื่อ “ศรีอโยธิยาทวาราวัตินคร” ในอุรังคธาตุอธิบายว่า คำว่าทวาราวัตตินครที่มาต่อท้ายมาจากเสียงของผีเสื้อมรักษาประตูเมืองที่ร้องว่า “ละวา”
- ชื่อ “อโยธิยา” จากชื่อต้นไม้ที่ฤษีใช้ปรุงยาวิเศษให้พญาศรีอมรณีและพญาโยธิกาเสวย
- ชื่อ “กุรุนทะนคร” เป็นชื่อเดิมในปฐมกัป
- ชื่อ “กุรุฏฐะนคร” เป็นชื่อสมัยพระพุทธเจ้ากกุสันธะ
- ชื่อ “พาหละนคร” เป็นชื่อสมัยพระพุทธเจ้าโกนาคม
- ชื่อ “ทวารวดี” เป็นชื่อสมัยพระพุทธเจ้ากัสสปะ ได้มาจากเสียงร้องของผีเสื้อเมือง
- ชื่อ “กุรุนทะนคร” เป็นชื่อสมัยพระพุทธเจ้าโคดม โดยเรียกตามชื่อตามครั้งปฐมกัป
รายละเอียดปรากฏความในตำนานอุรังคธาตุ ผูกที่ 2 หน้าที่ 36 ความว่า (จัดย่อหน้าใหม่)
“…คนทั้งหลาย จึงเอาความอันนั้นมาว่า เมืองศรีอโยธิยา ตามชื่ออันนั้นเลาทำตื่มขึ้นชื่อว่า ทวาราวัตตินคร ตามอันผีเสื้อเมืองรักษาประตูเมือง ร้องเป็นเสียง ละวา นั้นก็มีแล
ชื่อว่าศรีอมรณีแลโยธิกานั้น เป็นชื่อพญาทั้งสองอันกินเมืองตามชื่อต้นไม้อันเป็นยาเจ้ารัสสีแต่งให้ชื่ออันว่า อโยธิยา นั้น เจ้ารัสสีใส่ชื่อก่อน พญาร้อยเอ็ดเมืองจึงว่าสืบความ
แลชื่อว่า กุรุนทะนคร นั้น ตามชื่อแต่ปฐมกัป
เมืองอันนี้เมื่อปางศาสนาพระพุทธกกุสันธเจ้า ชื่อว่า เมืองกุรุฏฐะนคร
เมื่อศาสนาพระเจ้าโกนาคมเจ้า ชื่อว่าเมืองพาหละนคร
เมื่อศาสนาพระเจ้ากัสสป ชื่อว่า ทวารวดี เหตุมีผีเสื้อเมืองรักษาประตูเวียง ร้องเป็นดังเสียง ‘ละวา’ ราชกุมารสิบตนมารุมเล็วเอาบ่ได้ ครั้นผีเสื้อเมืองนั้นฮอดแผ่นดินหากยะเอาเมืองนั้นหนีไปอยู่กลางน้ำสมุทร ครั้นว่า ราชกุมารเอารี้พลโยธาหนี เมืองผัดคืนมาตั้งอยู่ดังเก่าเป็นหลายเล่าหลายทีนัก ราชกุมารจึงไปไหว้รัสสีตนเป็นครู จึงบอกว่า ให้พ้อกับผีเสื้อเมือง แล้วจึงเอาลิ่มเหล็กไปตอกแม่เสาประตูเวียง แล้วเอายองซวนเหล็กผูกอยู่กับสบไถ แล้วไปเล็วเอา หากจักได้แล ว่าดังนี้จึงตามคำเจ้ารัสสี เมืองนั้นก็บ่หนีได้ กุมารทั้งสิบจึงได้เมือง แล้วรัสสีปันให้กินคนส่วน ราชกุมารไป ควาเล็วเอาเมืองหลายแห่งก็ได้ แล้วพญาเมือง ๑ เคียด จึงป้อยเวรไว้ปรารถนามาเป็นยักษ์ ตายแล้วก็ได้เป็นยักษ์มากินราชกุมารทั้งสิบตน จึงเป็นเสื้อเมืองอยู่แล
เมื่อพระเจ้าโคตมทัวรมาน ชื่อว่า กุรุนทะนคร ดังเก่าแล…”
[ชื่อทวารวดีที่ต่อท้ายชื่ออโยธิยาในตำนานอุรังคธาตุที่อ้างว่านำมาจากเสียงของผีเสื้อเมืองรักษาประตูที่ร้องว่า “ละวา” น่าจะเป็นร่องร่อยความทรงจำหนึ่งที่ยืนยันว่า คนแต่งอุรังคธาตุและคนในลุ่มแม่น้ำโขงรับรู้ว่าบรรพชนของอโยธิยามาจากทวารวดี]
- อโยธยา-ร้อยเอ็ด เครือญาติสยาม
(1.) เมืองร้อยเอ็ด (ลุ่มน้ำชี) เป็นเครือญาติชาวสยาม (พูดภาษาไท-ไต-ไทย) และเครือข่ายบนเส้นทางการค้าดินแดนภายในระหว่างเมืองเวียงจันท์ (ลุ่มน้ำโขง), เมืองเสมา หรือเมืองราด (ลุ่มน้ำมูล), กับเมืองอโยธยา (ลุ่มน้ำเจ้าพระยา)
(2.) เมืองอโยธยา (ลุ่มน้ำเจ้าพระยา) เผยแผ่พุทธศาสนา เถรวาท แบบลังกา ผ่านลุ่มน้ำมูล, ลุ่มน้ำชี, ลุ่มน้ำโขง ด้วยภาษาไทย เข้าถึงเมืองร้อยเอ็ด
(3.) ความสัมพันธ์ระหว่างอโยธยากับเวียงจันท์ พบในพงศาวดารลาวว่าครั้งหนึ่งกษัตริย์ล้านช้างเวียงจันท์ประชุมพลที่เมืองร้อยเอ็ด เพื่อทำสงครามกับอโยธยา-อยุธยา (เมืองล้านเพีย หรือล้านพญา) แต่พูดจาตกลงกันได้ว่าญาติกัน เลยไม่มีสงคราม
(4.) อโยธยากับร้อยเอ็ด น่าจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งมากกว่าที่ยกมานี้ แต่ขณะนี้ยังหาคำอธิบายไม่พบ
(5.) ประวัติศาสตร์ศิลปะสนับสนุนความสัมพันธ์เหล่านี้ แต่ไม่ใช่ตัวชี้ขาดประวัติศาสตร์ไทย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘อโยธยา’ เมืองศักดิ์สิทธิ์ในอินเดีย แผ่เข้าไทย-ส่งไปร้อยเอ็ด โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th