เป็นสุดยอดอาชีพจอมโจรด้วยระบบคู่มือโจรกรรมเหนือโลก
ข้อมูลเบื้องต้น
น้ำ หนุ่มวัย 20 ผู้ประสบปัญหาด้านการเงินต้องดูแลน้องอีก 2 คน ได้ตัดสินใจสมัครเป็นผู้บุกเบิกที่ต้องไปลุยในโลกต่างมิติเพื่อเก็บกู้ทรัพยากรต่างๆกลับมายังโลกฝั่งปกติ เขาว่ากันว่าอาชีพนี้รายได้โคตรจะดีเลยเป็นสาเหตุที่ว่าเมื่อน้ำอายุครบ 20 ปีตามเกณฑ์ของสมาคมผู้บุกเบิกจึงได้มุ่งหน้าไปสมัครทันที
น้ำคิดว่าทุกอย่างมันน่าจะเป็นไปได้ด้วยดีหลังผ่านการทดสอบ แต่ดันกลายเป็นว่าเขาได้อาชีพ ‘หัวขโมย’ ซะงั้น !? หัวขโมยมีสกิลอะไรน่ะเหรอก็สกิลขโมยไงล่ะ ! ทักษะสกิลการต่อสู้แทบเป็นศูนย์แถมยังโดนหักหลังจากคนในปาร์ตี้ตั้งแต่วันแรกที่ไปโลกต่างมิติอีก
ทว่าจู่ๆเขาก็ได้รับหนังสือเล่มหนึ่งที่ไม่เคยมีใครใช้งานมันได้เลยจนกระทั่งมาอยู่ในมือเขา หนังสือที่มีชื่อว่า ‘คู่มือการโจรกรรม’ และตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมาชีวิตของน้ำในฐานะผู้บุกเบิกก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
เริ่มต้นระบบการชี้นำเส้นทางการโจรกรรม
By – Rain Cloud
บทนำ
บทนำ
“เฮ้อ…. ไอ้ระบบคู่มือนี่ก็นะ” น้ำเอ่ยขณะเรียกมีดยาวและสั้นสองเล่มออกมาถือ “จะให้ภารกิจมาทั้งทีก็ช่วยเลือกไอ้ที่มันระดับพอๆกับฉันหน่อยไม่ได้รึไง”
ที่พูดแบบนั้นเพราะตรงหน้าของน้ำมีไวเวิร์นตัวสีดำขนาดใหญ่พันธุ์หายากยืนจังก้าอยู่ กรงเล็บของมันที่พยายามโจมตีเขาทีเผลอเมื่อครู่จมดินจนพื้นยุบ—โดนไอ้นั่นเข้าไปทีเดียวมีหวังได้ตายแหง
มันขู่คำรามใส่อย่างมุ่งร้ายก่อนจะกางปีกบินขึ้นฟ้า
“เป็นแค่แย้ตัวใหญ่ที่มีปีกบินได้นิดหน่อยอย่าทำตัวเหลิงให้มันมากไอ้เวรนี่” เขาควงมีดยาวในมือ
แจ้งเตือน : เหลือเวลาทำภารกิจ 30 นาที
“ไอ้ระบบนี่ก็เร่งจังงั้นก็มาจบๆเรื่องให้ไวเลยดีกว่า น่าสนใจจริงๆว่าภารกิจเกินตัวระดับนี้จะให้อะไรตอบแทนกันนะ”
ไวเวิร์นดำพุ่งโฉบลงมาโจมตีน้ำอีกครั้ง คราวนี้เขาตั้งท่าเตรียมสวนกลับ
“เล็งจุดอ่อน” น้ำพูดก่อนจะเหยียดยิ้มชั่วร้าย “ปีกสวยดีนี่หว่า”
น้ำไม่เคยคิดเลยว่าการได้อาชีพหัวขโมยที่โดนดูถูกก่อนหน้านี้จากคนในสมาคมจะสามารถนำพาชีวิตเขาไปได้ถึงจุดไหน แต่ก็ต้องขอบคุณไอ้ระบบสุดโกงนี่ที่ช่วยให้อะไรๆมันง่ายขึ้น นับว่าเป็นโชคดีได้รึเปล่านะที่เรามีเจ้าระบบชี้นำนี้แค่คนเดียว
คิดถูกจริงๆที่เลือกมาสมัครเป็นผู้บุกเบิก
ย้อนกลับไปเมื่อไม่นานนี้
“มาติดต่อเรื่องอะไรคะ”
“ผมนายนที มาสมัครเป็นผู้บุกเบิกครับ” น้ำฉีกยิ้มกว้างและวางบัตรประชาชนลงบนเคาน์เตอร์ “อายุ 20 ปีบริบูรณ์แล้วตั้งแต่เมื่อวานช่วยรับพิจารณาด้วยครับ !! ”
บทที่ 1 : ผู้บุกเบิก
บทที่ 1
ผู้บุกเบิก
“ผมนายนที มาสมัครเป็นผู้บุกเบิกครับ” น้ำฉีกยิ้มกว้างและวางบัตรประชาชนลงบนเคาน์เตอร์ “อายุ 20 ปีบริบูรณ์แล้วตั้งแต่เมื่อวานช่วยรับพิจารณาด้วยครับ !! ”
พนักงานสาวที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์หยิบบัตรประชาชนไปดู
“เคยมารับการทดสอบไหมคะ ? ”
“ไม่ครับนี่เป็นครั้งแรกของผม” น้ำตอบอย่างอารมณ์ดี
“ได้ค่ะ” พนักงานสาวเริ่มคีย์ข้อมูลลงคอม “ช่วยนำเอกสารนี่—นี่ แล้วก็นี่ ไปเขียนข้อมูลให้ครบด้วยนะคะ เขียนเสร็จเมื่อไหร่ให้นำมาส่งที่นี่”
น้ำรวบเอาเอกสารประมาณ 5 แผ่นมาถือไว้ มองหาโต๊ะที่พอว่างแล้วพบว่ายังโถงสำนักงานมุมหนึ่งมีโต๊ะกระจกใสวางเรียงกันไว้เพื่อให้แขกหรือคนทั่วไปใช้ตามอัธยาสัย เขาจึงมุ่งตรงไปนั่งยังโซฟาและหยิบปากกาออกมาควงเล่นขณะอ่านข้อมูลที่ต้องกรอก
ต้องกรอกข้อมูลเยอะเหมือนกันนะเนี่ย
จากนั้นน้ำจึงเริ่มกรอกข้อมูลลงไป
สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นี้ก็คือการเขียนใบสมัครอาชีพผู้บุกเบิก และถ้าถามว่าผู้บุกเบิกคืออะไรนั้นอาจต้องเท้าความกันนิดหน่อย
เมื่อราวๆ 5 ปีที่แล้วได้เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติระดับโลกขึ้น ! ช่ายยย ระดับโลกเลยล่ะ ตอนนั้นผู้คนพากันแตกตื่นคิดว่าโลกคงจะต้องกลับไปสู่ยุคหิน—ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะมันมีอุกกาบาตจากนอกโลกที่กำลังพุ่งมา แต่ด้วยความร่วมมือกันของทุกประเทศสรุปสั้นๆง่ายๆก็ระเบิดอุกกาบาตได้ทันก่อนมันโหม่งโลก
แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือ เศษอุกกาบาตได้แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและมีบางชิ้นที่ผ่านพ้นชั้นบรรยากาศตกลงสู่พื้นโลกได้สำเร็จซึ่งมันกระจัดกระจายอยู่หลายที่ทั่วโลก หนึ่งในนั้นมันตกในประเทศไทยด้วย
ทว่าสิ่งเหนือธรรมชาติได้ตามมาหลังจากนั้น ดูเหมือนว่าอุกกาบาตพวกนี้ได้นำพาพลังงานลึกลับมาด้วย เพราะยังจุดที่อุกกาบาตหล่นได้เกิดรอยแยกของมิติ—ใช่ ฟังดูโคตรจะไซไฟและแฟนตาซีมากเลยล่ะ แต่มันก็เกิดขึ้นจริงแล้วนี่ รอยแยกเหล่านั้นได้เชื่อมกับโลกอีกมิติหนึ่ง ซึ่งที่นั่นเป็นโลกที่อุดมสมบูรณ์และเต็มไปด้วยทรัพยากรที่มนุษชาติต้องการ
แต่แน่อยู่แล้ว มันไม่ใช่ว่าแค่เดินผ่านประตูมิติแล้วถือของกลับมาโลกนี้ได้ชิลๆ นั่นเพราะในโลกใบนั้นเต็มไปด้วยมอนสเตอร์หรือสัตว์อสูรต่างๆ มีภาพถ่ายจากทีมสำรวจถ่ายติดมังกรด้วย—ถึงตอนแรกจะมีแต่คนคิดว่าเป็นภาพตัดต่อ CG ก็เถอะ
“เรียบร้อยครับ”
พนักงานสาวรับเอกสารของน้ำไปอ่านผ่านๆก่อนจะเก็บมันและพูดกับเขาว่า “การตรวจสอบคุณสมบัติของการเป็นผู้บุกเบิกวันนี้จะเริ่มตอน 10 โมงเช้าค่ะ เข้าไปรอที่ห้อง C103 เดินตามทางเดินไปแล้วเลี้ยวขวาแยกที่สามนะคะ”
“ขอบคุณครับ ! ” น้ำขานรับอย่างฮึกเหิม
เอาล่ะ ไม่ว่าการทดสอบจะเป็นอะไรแต่ถ้าเขาผ่านล่ะก็…. จะได้บอกลาชีวิตยาจกแบบตอนนี้ซักที แล้วนิลกับนิวจะได้ใช้ชีวิตที่สุขสบายกว่านี้ด้วย
อาชีพ ผู้บุกเบิก นั่นคือชื่อเรียกของเหล่าคนที่ผ่านการทดสอบจากทางสมาคม ซึ่งงานของคนเหล่านี้คือการไปยังโลกต่างมิติและนำทรัพยากรอันมีค่ากลับมาที่โลกเราให้จงได้—เขาได้ยินมาว่าพวกผู้บุกเบิกเนี่ยรวยใช่ย่อย ต่อให้เป็นพวกปลายแถวแต่ก็มีเงินกินเงินใช้แบบสบายตัวพอควรเลยทีเดียว
ทว่าเงื่อนไขขั้นต่ำที่ทางสมาคมตั้งไว้คือต้องอายุ 20 ปีบริบูรณ์และผ่านการทดสอบจากทางสมาคมด้วย
“C103” น้ำเงยหน้ามองเลขที่ติดข้างประตู
แกรก
เขาเปิดเข้าไปข้างในและเห็นว่ามีผู้สมัครคนอื่นมานั่งรออยู่แล้ว 20 กว่าคนทั้งชายและหญิงปนกัน—นึกว่าคนจะเยอะกว่านี้ซะอีก แต่ก็นะเขาเปิดให้มาสมัครได้ทุกวันนี่นา
น้ำเลือกนั่งยังโต๊ะแถวสุดท้ายที่มีคนนั่งอยู่ไม่กี่คนจากนั้นจึงหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่หน้าจอมีรอยแตกออกมาดูเวลา—อีก 5 นาทีเหรอ ดีนะกะเวลาเดินทางมาด้วย
จากนั้นไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่ชายในชุดสูทสีดำเดินเข้ามาในห้อง
“สวัสดีครับทุกคน พวกคุณคงจะเป็นคนที่มาสมัครเป็นผู้บุกเบิกในวันนี้” เจ้าหน้าที่เอ่ย ในมือของเขาถือกระเป๋าเคสขนาดกลางสีดำมาด้วย “ผมคิดว่าอาจมีบางคนในนี้รู้แล้วว่าการทดสอบของเราเป็นยังไงแต่ผมขออนุญาตในการอธิบายให้คนที่ไม่รู้ทราบก่อนนะครับ”
เจ้าหน้าที่หนุ่มเดินไปยังโต๊ะตัวเล็กเพียงตัวเดียวที่อยู่หน้าสุด วางกระเป๋าเคสลงและเปิดมันออกก่อนจะหยิบสิ่งที่อยู่ภายในขึ้นมาโชว์ให้ทุกคนดู
“นี่คือใบไม้ครับ”
ใช่ ในมือของเจ้าหน้าที่หนุ่มนั้นคือใบไม้แห้งใบหนึ่ง—ว้าววว…. สุดยอดไปเลย….
“อย่าเพิ่งทำหน้างงหรือคิดว่าผมกำลังกวนประสาททุกคนนะครับ” เขาหัวเราะเบาๆ “แต่มันคือบททดสอบของเรา ทุกคนช่วยลุกจากที่ เรียงเถียวเดินมาที่โต๊ะและลองจับใบไม้ใบนี้ดูด้วยครับ”
มีหลายคนมากๆที่ไม่เข้าใจกับคำสั่งนี้ในขณะที่บางคนเหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าการทดสอบคืออะไรก็ได้ลุกขึ้นและเดินตรงไปทันที และเพราะเหตุนั้นเองทุกคนจึงพากันกรูไปต่อแถวไม่เว้นแม้แต่น้ำ
ทุกคนค่อยๆหยิบใบไม้ขึ้นมาถือแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในขณะที่บางคนซึ่งเหมือนจะรู้ความหมายของมันอยู่แล้วได้ทำสีหน้าเจ็บปวดหรือไม่ก็เจ็บใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง ราวกับ…. ราวกับว่าพวกเขาได้สอบตกไปแล้ว
เฮ้ย เดี๋ยวๆๆ ! ทำไมแค่จับใบไม้ถึงได้เป็นการทดสอบไปได้ล่ะ ไม่ใช่ว่าการทดสอบเป็นผู้บุกเบิกที่ต้องไปสู้กับพวกมอนสเตอร์หรือสัตว์ประหลาดต้องทดสอบสมรรถภาพร่างกายเรอะ
“เอาล่ะ เธอเป็นคนสุดท้ายสินะ เชิญเลย”
“…. ครับ”
น้ำก้มมองซากใบไม้แห้งที่วางอยู่ในกระเป๋าเคสพร้อมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แต่เขาไม่รู้ว่ามันมีทริคหรืออะไรรึเปล่าเพื่อให้ผ่านการทดสอบนี้ สุดท้ายจึงได้แต่ทำตามแบบคนอื่น นั่นคือ
หยิบใบไม้ขึ้นมา….
วาบ
“หะ เฮ้ย !? ”
ทว่าจู่ๆใบไม้ที่เหี่ยวแห้งก็เปลี่ยนสภาพกลับเป็นใบไม้สดที่เหมือนเพิ่งเด็ดจากกิ่ง ไม่ใช่แค่นั้นใบของมันกลายเป็นสีรุ้งที่ไล่สีไปมาไม่หยุด
“โอ้ ! ยินดีด้วยนะเธอผ่านการทดสอบการเป็นผู้บุกเบิกแล้ว” เจ้าหน้าที่หนุ่มทำตาโต “ไม่มีผู้บุกเบิกคนใหม่มาเข้าทีมนานกี่สัปดาห์แล้วนะ”
“หะ ฮะ ? ผ่านแล้วเรอะครับ”
ไม่เห็นจะเข้าใจเลยว่าทำไมการทดสอบเป็นผู้บุกเบิกมันถึงได้เรียบง่ายขนาดนี้ แล้วไอ้ใบไม้เปลี่ยนสี RGB นี่มันอะไรฟะ !!
บทที่ 2 : เงื่อนไขขั้นต่ำ
บทที่ 2
เงื่อนไขขั้นต่ำ
หลังจากการทดสอบที่แสนงุนงงได้จบลงเหล่าผู้สมัครทุกคนก็ทยอยกันกลับด้วยความผิดหวังจะเหลือก็แค่น้ำคนเดียวที่ยังคงอยู่ในห้องคู่กับเจ้าหน้าที่หนุ่มซึ่งคาดว่าน่าจะอายุ 20 ปลายๆเห็นจะได้
“อืมมม มันต้องเริ่มจากตรงไหนนะ พอดีไม่มีคนผ่านการทดสอบมาน่าจะราวๆ 5 สัปดาห์ได้มั้งเลยลืมว่าควรจะอธิบายจากตรงไหนก่อนดีเกี่ยวกับการเป็นผู้บุกเบิก” ชายตรงหน้าหัวเราะ “จริงสิต้องแนะนำตัวก่อนใช่ไหม พี่ชื่อกวิ้นนะเป็นคนของฝ่ายบุคคล”
“กวิ้นที่มาจากเพนกวิ้นน่ะเหรอครับ ? ผมน้ำครับ”
“ฮะๆทำนองนั้นแต่เรียกกวิ้นเถอะ เราก็ไม่อยากเรียกพี่ว่าพี่เพนกวิ้นหรอกใช่ไหม” เจ้าหน้าที่หนุ่มยิ้มแหย
“ก็จริงครับ” เขาพยักหน้ารับ “แต่ผม…. ผ่านการทดสอบแล้วได้เป็นผู้บุกเบิกแล้วจริงๆใช่ไหม”
“คงคิดว่าแค่จับใบไม้แล้วผ่านมันดูง่ายเกินไปสินะ” พี่กวิ้นผู้มีฟันเขี้ยวให้เห็นนิดหน่อยเอ่ย “มันดูเรียบง่ายแต่ความหมายน่ะสุดยอดมากเลย นั่นเพราะการที่จะสามารถปลุกพลังของคนธรรมดาให้กลายเป็นผู้บุกเบิกและไปยังอีกมิติโดยไม่ตายได้น่ะใบไม้ใบนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก”
“ช่วยอธิบายเพิ่มได้ไหมครับ ? ”
“ที่อีกมิติหนึ่งจะมีสิ่งที่เรียกว่าประจุพลังงานเวทมนตร์แผ่ไปทุกหนทุกแห่งเหมือนกับออกซิเจนที่อยู่ในโลกเรานี่แหละ ซึ่งประจุพลังเวทมนตร์เหล่านั้นผู้บุกเบิกจะสามารถใช้มันเพื่อปลุกพลังพิเศษในตัวเองและปล่อยเวทมนตร์หรือทักษะพิเศษออกมาได้ ฟังดูตลกใช่ไหมแต่โลกฝั่งนั้นมันคือสิ่งที่เรายังไม่สามารถอธิบายในอะไรหลายๆอย่างได้”
“ครับผม” เขาพยักหน้าช้าๆ “ก็คือถ้าแตะใบไม้แล้วมันไม่เปลี่ยนสีก็หมายความว่าคนๆนั้นไม่สามารถปลุกพลังพิเศษออกมาได้สินะครับ”
“ถูกต้อง” พี่กวิ้นมีท่าทีพอใจ “หลังจากได้รับการปลุกพลังแล้วจะสามารถใช้ทักษะหรือความสามารถพิเศษที่อยู่ในตัวได้โดยแต่ละคนจะต่างกันออกไป ไว้หลังจากนี้เรารอฟังผู้เชี่ยวชาญเขาอธิบายโดยตรงน่าจะเห็นภาพง่ายกว่าเพราะถึงพี่จะดูรู้เรื่องพวกนี้แต่มันก็แค่ทฤษฏีเท่านั้น—อย่างที่เห็นพี่ไม่มีคุณสมบัติของผู้บุกเบิก”
ไม่ว่าเปล่าพี่กวิ้นหยิบใบไม้ที่ตอนนี้กลับไปแห้งกรอบแล้วขึ้นมา ทว่ามันไม่ได้เปลี่ยนสีแบบที่น้ำถือ
“เข้าใจแล้วครับ แล้วเราจะเดินทางไปโลกฝั่งนั้นได้วันไหน”
“ตามที่น้ำสะดวกเลย ประตูเชื่อมมิติสามารถเข้าออกได้ตลอดเวลาโดยผู้บุกเบิก”
“งั้นวันนี้เลยได้ไหมครับ ! ”
“มะ ไม่กระทันหันไปหน่อยเรอะ” พี่กวิ้นผงะ “เธอไม่ต้องคุยกับที่บ้านหรือเคลียร์ธุระอะไรให้เสร็จก่อนเหรอ”
“สบายๆครับ เดี๋ยวผมจะโทรไปลาออกจากงานพาร์ทไทม์ที่ทำ ส่วนที่บ้านผมก็อยู่กับแค่น้องชายน้องสาวจะโทรไปหาหลังจากนี้แหละว่าอาจไม่ได้กลับบ้านหลายวันหน่อย”
“ทะ ถ้าเราว่างั้น” พี่กวิ้นไม่ขัดอะไร “ในเมื่อน้ำจะไปวันนี้เลยเดี๋ยวพี่ทำเอกสารการใช้ประตูเชื่อมมิติให้หลังจากนี้ แต่ตอนนี้เรามาคุยเรื่องค่าตอบแทนเกี่ยวกับการทำงานให้กับทางสมาคมก่อนแล้วกัน”
“นี่ล่ะที่ผมรออยู่” ชายหนุ่มตาลุกวาว
จากนั้นพี่กวิ้นก็ได้อธิบายเรื่องเงินๆทองๆยาวเหยียดโดยสรุปได้คร่าวๆก็คือ—ค่าตอบแทนขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่หามาให้กับทางสมาคมผู้บุกเบิก โดยราคาของมันจะถูกกำหนดไว้แต่แรกแล้ว นอกจากนี้หากทำภารกิจที่มอบหมายให้โดยคนของสมาคมก็จะมีค่าตอบแทนพิเศษจ่ายเพิ่มให้อีกด้วย โดยค่าตอบแทนทั้งหมดจะได้รับภายใน 24 ชั่วโมงหลังส่งมอบของ โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารในโลกฝั่งนี้
ที่จริงมีเรื่องหยุมหยิมอีกเยอะแยะเพียงแต่หลักๆก็ประมาณนี้
“เดี๋ยวพี่จะปริ้นท์เอกสารรายละเอียดทั้งหมดให้หลังจากน้ำกลับจากโลกฝั่งโน้นแล้วกัน มีอะไรอยากถามเป็นพิเศษรึเปล่าที่เกี่ยวกับหน้าที่และเรื่องเงินๆทองๆเพราะถ้าเป็นเรื่องมอนสเตอร์เอยหรืออย่างอื่นนี่พี่ก็ตอบไม่ได้หรอก”
“ไม่มีเป็นพิเศษครับ”
“งั้นก็—นี่เกือบจะ 11 โมงแล้ว ถ้ายังไงจะกินมื้อเที่ยงก่อนไปโลกฝั่งโน้นไหม”
“สบายมากครับ ผมเพิ่งยัดข้าวเช้ามาเต็มที่กว่าจะหิวน่าจะบ่ายไม่ก็เย็นเลย” น้ำบอกอย่างให้ความมั่นใจ
ด้วยสถานการณ์ทางการเงินทำให้ตอนนี้น้ำสำเร็จเคล็ดวิชากินน้อยอยู่นานได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว !
“งั้นเจอกันตอนเที่ยงที่ห้องนี้เหมือนเดิม พี่ขอไปเดินเรื่องเอกสารก่อน”
“ได้ครับ ผมไม่ไปไหนหรอกจะคอยอยู่ที่นี่แหละ”
เมื่อแจ้งกำหนดการเสร็จสิ้นพี่กวิ้นก็ออกจากห้องไป นั่นจึงเป็นโอกาสให้น้ำได้หยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหาที่บ้าน
ตื๊ดด ตื๊ดดด—
‘ว่าไงพี่น้ำ ? ผลเป็นยังไงบ้าง’ เสียงของเด็กสาวคนหนึ่งดังที่ปลายสาย
“ก็บอกแล้วไม่ใช่รึไงว่ายังไงพี่ก็ผ่านการทดสอบ” น้ำพูดอย่างไว้เชิง—ถึงจะผ่านมาแบบงงๆก็เถอะ
‘จริงดิ ! นี่ไม่ได้โกหกกันใช่ไหม’
“แล้วพี่จะโกหกเธอไปทำไมเล่า” น้ำลำพองใจ “บางทีก็เหนื่อยใจน้านอกจากจะหน้าตาดีแล้วยังมีคุณสมบัติเป็นผู้บุกเบิกอีก ที่ชีวิตพวกเรา 3 พี่น้องต้องลำบากมาจนถึงทุกวันนี้คงเป็นการกลั่นแกล้งของพระเจ้าแน่ๆ”
‘ผู้ชายอะไรกล้าชมตัวเองว่าหน้าตาดี’ ปลายสายหัวเราะหึๆ ‘ถึงจะฟังดูเชื่อยากก็เถอะแต่พี่น้ำไม่เคยโกหกหนูนี่นะ แล้ววันนี้จะกลับมาห้องกี่โมง’
“โทษที วันนี้น่าจะไม่ได้กลับ พอดีพี่จะเดินทางเลยเพราะอยากรู้ว่าโลกอีกมิติจะเป็นยังไง แล้วเขาบอกว่าทำงานปุ๊บได้เงินไว แบบนั้นมันก็ฟังดูล่อตาล่อใจดีไม่ใช่เหรอ”
‘ตามใจพี่น้ำแล้วกัน ของที่บ้านหนูกับนิวก็น่าจะกินกันไปได้อีกหลายวันอยู่’
“แต่พี่จะรีบกลับบ้านภายใน 2 – 3 วันนี้ล่ะ ไม่อยากทิ้งให้พวกเราอยู่กันแค่ 2 คนนานเกินไป”
‘พวกหนูก็อายุไม่ใช่น้อยๆแล้วนะ’
“ใช้คำนำหน้าว่านางสาวมาได้แค่ปีเดียวอย่าได้ใจให้มันมากนักเลยยัยเด็กน้อย” เขาแอบจิกกัดน้องสาวตัวเอง
‘ก็พี่น่ะชอบเป็นห่วงหนูกับนิวมากเกินไปนี่นา นิวเองก็ ม.3 แล้วนะ’ เธอเอ็ดกลับเสียงขุ่น ‘แต่พี่ก็ดูแลตัวเองดีๆล่ะ ไม่รู้ว่าโลกฝั่งโน้นจะเป็นยังไงบ้าง’
“คร้าบคุณแม่” เขาบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ
‘นี่หนูพูดจริงๆนะพี่น้ำ ! ’ เธอเริ่มหงุดหงิด ก่อนจะเปลี่ยนเสียงให้อ่อนลง ‘แล้วก็…. ต้องกลับมาด้วยนะ’
“….”
เป็นคำพูดสั้นๆที่สำหรับเรา 3 พี่น้องนั้นมีความหมายเป็นอย่างมาก
“อื้อ ต้องกลับไปอยู่แล้วสิ” เขายิ้มและตอบกลับปลายสายไป “นิลกับนิวก็รู้ว่าพี่ไม่มีทางหนีไปไหนอยู่แล้ว”
‘ขอโทษนะพี่น้ำ…. ที่ตอนนี้หนูกับนิวเป็นตัวถ่วงทำให้พี่ต้องพยายามทำงานหนักเพื่อส่งพวกเราเรียนให้จบ’
“ไม่เอาน่า จะมาดึงดราม่าอะไรตอนนี้ พี่โทรมาเพราะอยากได้กำลังใจนะเฟ้ย” เขาหัวเราะเบาๆ “ช่วยบอกรักพี่ชายคนนี้ให้ชื่นใจหน่อยซิ”
‘ขนลุกตายชัก’ อีกฝ่ายพูดเสียงหลง
“เร็วเข้านิล พี่ต้องรีบไปแล้ว” เขาเร่งทั้งที่ก็ไม่ได้รีบไปไหนหรอก
‘….น้ำค่ะ’
“ฮะ เสียงมันเบา ว่าไงนะ”
‘ตลกหรอ ? ’ อีกฝ่ายหงุดหงิดหนักขึ้น
“เอ้า ! ก็ไม่ได้ยินจริงๆ เร็วเข้า ขอดังๆเข้มๆเป็นกำลังใจให้พี่ชายติดน้องหน่อย”
เขาได้ยินเสียงถอนหายใจแรงๆมาจากอีกฝั่งของโทรศัพท์
‘รักพี่น้ำค่ะ’
“ฟังดูไม่เต็มใจแต่ก็ดีกว่าไม่ได้” น้ำหัวเราะชอบใจ “แล้วไอ้เจ้านิวล่ะ มันก็น่าจะฟังอยู่ใกล้ๆใช่ไหม พูดมาเดี๋ยวนี้”
‘พี่น้ำแม่งโรคจิตว่ะ’ เสียงเด็กผู้ชายหลุดเข้ามาในสาย ‘รักครับรักพี่น้ำที่สุดเลย’
เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาโดยไม่สามารถอดกลั้นไว้
“งั้นพี่ไปก่อนนะ ไว้กลับมาที่โลกฝั่งนี้เมื่อไหร่จะโทรไปบอก ที่ทางโน้นคงไม่มีคลื่นมือถือให้โทรทะลุมิติมาได้แน่ๆ”
‘ค่ะ แล้วว่ากัน’
จากนั้นสายก็ตัดไปเขาเก็บมือถือเข้ากระเป๋าก่อนจะนั่งรอให้พี่กวิ้นกลับมา ภายในใจตอนนี้รู้สึกได้รับการเติมเต็ม
เพราะแบบนี้ไงถึงได้มีกำลังใจทำงานหาเงิน