หลี่หงเสวี่ย วีรสตรีทะลุภพ
ข้อมูลเบื้องต้น
ถึงผู้อ่านทุกท่านที่หลงมาอ่านนิยายเรื่องนี้
เนื่องจากไรท์เป็นนักเขียนฟูลไทม์ที่หาเงินจากนิยายเพียงอย่างเดียว ดังนั้นไรท์จะเริ่มทยอยลงนิยายเรื่องนี้ไปเรื่อยๆและเริ่มติดเหรียญอ่านล่วงหน้าตั้งแต่ตอนที่ 31 และติดเหรียญถาวรตั้งแต่ตอนที่ 51 เป็นต้นไป การลงเรื่องนี้อาจจะไม่สามารถรับรองได้ว่าลงวันละสองหรือสามตอน แต่หลักๆจะพยายามลงทุนวันไม่ให้ขาด แต่ถ้านิยายเรื่องเก่าลงจนจบเมื่อไหร่ก็จะเอาเวลามาแต่งและลงนิยายเรื่องนี้อย่างเต็มกำลังน้า
ขอฝากหลี่หงเสวี่ยเอาไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของทุกคนด้วย ใครอ่านแล้วชอบก็อย่าลืมกดติดตาม กดให้กำลังใจ คอมเมนต์และรีวิวนิยายได้ตลอดเลยงับ
ปล. ติดเหรียญก็จริงแต่ไม่แพงหรอกนะ
บทนำ องค์หญิงทะลุมิติ
ราชวังที่เคยสง่างามยิ่งใหญ่ฉายแสดงถึงความมั่งคั่งและอำนาจของบุคคลที่เป็นเจ้าของ จักรพรรดิแห่งแคว้นต๋าที่สามารถเปลี่ยนตนเองจากผู้นำชนเผ่านอกดินแดนจนกลายมาเป็นแคว้นใหญ่จากการก่อสงครามและแย่งชิงดินแดนของแคว้นต้าถังไปได้มากกว่าสี่ส่วนอีกทั้งยังสามารถยึดครองความได้เปรียบในสนามรบได้จนปัจจุบัน
ทว่ามันก็แค่ราชวังที่เคยสง่างามเท่านั้นเพราะในตอนนี้ราชวังที่โอ่อ่ากำลังถูกปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรง ที่ท้องพระโรงซึ่งลอกเลียนแบบมาจากท้องพระโรงของแคว้นต้าถังปรากฏร่างของจักรพรรดิองค์ใหม่ในชุดแต่งงานสีแดง และเพราะชุดที่เป็นสีแดงนี้จึงทำให้โลหิตที่ปกคลุมไปทั่วร่างดูกลมกลืนเป็นอย่างยิ่ง
ดวงตาของจักรพรรดิองค์ใหม่หรือก็คืออดีตรัชทายาทแห่งแคว้นต๋าที่เพิ่งได้ขึ้นครองราชย์ไม่ถึงหนึ่งปีถ้วนยังคงเบิกกว้างและฉายความไม่ยินยอมต่อความตายที่ตนเองได้รับ
เบื้องหน้าบัลลังก์นั้นกลับเป็นหญิงสาวที่งดงามในชุดแต่งงานสีแดงที่ดูเหมือนพญาหงส์ผู้งดงามและเย่อหยิ่ง ร่างของหญิงสาวเปื้อนไปด้วยโลหิตแต่สิ่งที่แตกต่างก็คือโลหิตบนร่างของนางไม่ใช่โลหิตของนางเอง แต่กลับเป็นโลหิตของจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งแคว้นต๋าและทหารองครักษ์ทั้งหลาย
กระบี่ยาวที่แย่งชิงมาจากองครักษ์และใช้แทงตัดขั้วหัวใจของคู่แต่งงานตนเองถูกสะบัดเพื่อสลัดคราบเลือดออก ดวงตาคู่งามกวาดมองเหล่าทหารที่กำลังรุมล้อมตนเองท่ามกลางเปลวเพลิงที่กำลังแผดเผ่าราชวังอย่างไม่หยุดยั้ง
แม้จะสังหารคู่แต่งงานของตนเองแต่บนใบหน้ากลับไม่มีความรู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกปล่อยวางและโล่งใจราวกับว่าตนเองได้บรรลุความปรารถนาสุดท้ายแล้ว
“เสด็จพ่อ โปรดอภัยที่ลูกอกตัญญูขัดคำสั่งและทำสิ่งนี้โดยพลการ หวังว่าจดหมายสุดท้ายของลูกจะถูกส่งถึงมือของท่าน”
ในฐานะองค์หญิงเพียงหนึ่งเดียวของแคว้นต้าถัง หลี่หงเสวี่ยผู้ถูกสั่งให้แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์เพื่อยุติสงครามระหว่างแคว้นได้ตัดสินใจที่จะสังหารจักรพรรดิองค์ใหม่ของแคว้นต๋าทิ้งก่อนที่อีกฝ่ายจะสามารถยืนหยัดในฐานะจักรพรรดิได้อย่างมั่นคง
เพื่อแผนการในวันนี้ นางได้ตัดสินใจที่จะละทิ้งชีวิตของตนเองและได้เตรียมการเอาไว้มากมายโดยที่มีเพียงคนสนิทไม่กี่คนและแม่ทัพหนุ่มผู้เป็นสหายตั้งแต่เยาว์วัยที่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้
นางจำไม่ได้แล้วว่าสหายแม่ทัพผู้นั้นเอ่ยห้ามตนเองมาแล้วกี่ครั้งและยังย้ำว่าเรื่องศึกสงครามและการฆ่าฟันศัตรูล้วนเป็นหน้าที่ทหารอย่างเขา ส่วนนางที่เป็นองค์หญิงสมควรที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขจนช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต
แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่เคยชนะนางได้เลยสักครั้ง
องค์หญิงแห่งต้าถังสะบัดกระบี่ในมืออีกครั้ง นางแตกต่างจากหญิงสาวสูงศักดิ์ทั่วไปมาโดยตลอด แทนที่จะชื่นชอบการร่ายกาพย์กลอนบรรเลงดนตรีแต่นางกลับสนใจด้านการรบ พิชัยสงคราม วิชาตัวเบา วรยุทธ์และศิลปะการต่อสู้ทุกรูปแบบ
จำได้ว่าตอนที่ยังเด็ก นางเริ่มจากแอบมองดูการร่ำเรียนฝึกฝนของเสด็จพี่องค์รัชทายาทจนถูกจับได้ สุดท้ายหลังออดอ้อนเสด็จพ่ออยู่นานเข้าในที่สุดนางก็ได้ร่ำเรียนสิ่งที่ตนเองสนใจอีกทั้งยังทำได้ดีจนแม้แต่เสด็จพี่องค์รัชทายาทรวมถึงองค์ชายสองก็ยังเทียบกับนางไม่ได้
องค์หญิงที่ได้รับความรักและเอาใจใส่จากฮ่องเต้และฮองเฮากลับต้องพบเจอความพลิกผันครั้งใหญ่ในชีวิตหลังจากที่แคว้นต๋าเริ่มทำการรุกรานต้าถังอย่างหนักหน่วงและสามารถช่วงชิงดินแดนไปได้หลายส่วน กองทัพของต้าถังแม้จะไม่ธรรมดาแต่เพราะฝ่ายแคว้นต๋าเชี่ยวชาญทัพม้าอีกทั้งยังมีม้าชั้นเลิศในมือมากมายจึงทำให้สามารถใช้กลยุทธ์เคลื่อนทัพเร็วบุกจู่โจมสลับเป้าหมายจนทำให้ต้าถังไม่สามารถหยุดยั้งเอาไว้ได้
แต่เมื่อเกือบหนึ่งปีที่แล้วอดีตผู้นำของแคว้นต๋าได้สิ้นใจเพราะอาการป่วย รัชทายาทจึงสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งแคว้นต๋าและได้เสนอเรื่องการเจรจาสงบศึกกับต้าถัง การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์เองก็เป็นหนึ่งในกระบวนการเจรจา
หลี่หงเสวี่ยไม่เชื่อว่ารัชทายาทผู้นี้ยินดีที่จะอยู่อย่างปรองดองและสงบสุขกับต้าถัง เหตุผลที่อีกฝ่ายเสนอการเจรจาและแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ก็แค่เพราะตัวเขาต้องการใช้เวลาเพื่อเสริมสร้างอำนาจของตนเองให้มั่นคงแทนที่จักรพรรดิองค์ก่อน ส่วนตัวนางที่ถูกส่งมาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ในอนาคตย่อมกลายเป็นจุดอ่อนที่แคว้นต๋าสามารถนำไปใช้ข่มขู่เสด็จพ่อและเสด็จพี่ของนางได้ เพื่อตัดไฟเสียแต่ต้นลมหลี่หงเสวี่ยจึงตัดสินใจกระทำการใหญ่ อาศัยโอกาสในวันอภิเษกสมรสลอบสังหารจักรพรรดิแห่งแคว้นต๋าทิ้งเสีย
หลี่หงเสวี่ยยังคงยืนหยัดเผชิญหน้าและฟาดฟันกระบี่ในมือเข้าฟาดฟันกับเหล่าทหารองครักษ์แห่งแคว้นต๋าท่ามกลางเปลวเพลิงในพระราชวังจนวาระสุดท้าย
สองวันถัดมาภายในท้องพระโรงเมืองหลวงแห่งแคว้นต้าถัง
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีทองงามสง่าที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์กำลังอ่านสาส์นที่ถูกส่งมอบด้วยมือของแม่ทัพหนุ่มผู้เดินทางย้อนกลับมาจากชายแดนหลังทำภารกิจส่งตัวองค์หญิงเข้าสู่แคว้นต๋า
สาส์นนั้นแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกก็คือรายงานที่เกี่ยวกับสถานการณ์ความวุ่นวายของแคว้นต๋ารวมถึงเรื่องการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งแคว้นต๋า แน่นอนว่ารวมถึงการสิ้นพระชนม์ขององค์หญิงหลี่หงเสวี่ยเองด้วยเช่นกัน
สาส์นส่วนแรกทำให้ผู้มีศักดิ์เป็นทั้งบิดาและผู้ปกครองแผ่นดินสั่นสะท้านเมื่อรู้ว่าบุตรสาวที่ตนรักใคร่ทะนุถนอมตัดสินใจพลีชีพแลกชีวิต แต่สาส์นส่วนที่สองซึ่งเป็น ‘จดหมาย’ ฉบับสุดท้ายที่หลี่หงเสวี่ยเขียนด้วยลายมือของตนเองกลับทำให้เขาไม่สามารถรักษาความสงบนิ่งเอาไว้ได้อีกต่อไป
“เสวี่ยเอ๋อ เหตุใดเจ้าจึงตัดสินใจเช่นนี้…” หลี่หลางคร่ำครวญด้วยความเสียใจโดยไม่สนใจว่าในท้องพระโรงมีขุนนางมากน้อยเพียงใดยืนอยู่ ในช่วงเวลาเช่นนี้ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว แม้ว่าจะมีขุนนางบางส่วนที่ไม่ชอบใจองค์หญิงหลี่หงเสวี่ยอีกทั้งยังมีบางส่วนที่สนับสนุนการส่งองค์หญิงไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์แต่การกระทำอันเด็ดเดี่ยวกล้าหาญขององค์หญิงในครั้งนี้ไม่ว่าใครที่ได้ฟังต่างก็รู้สึกสะเทือนใจและทำได้เพียงเคารพนับถือความกล้าหาญของนาง
“ถ้าหาก… ถ้าหากเพียงข้าไม่ส่งนางไปที่นั่น” หลี่หลางทิ้งสาส์นในมือลงอย่างอ่อนแรง
“เสด็จพ่อ นี่คือการตัดสินใจที่กล้าหาญและเด็ดเดี่ยวของเสวี่ยเอ๋อ พวกเราควรจะยอมรับและเชิดชูในสิ่งที่นางทำเพื่อให้นางสามารถพักผ่อนได้อย่างสงบสุข” รัชทายาทหลี่เหรินเต้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งหากแต่ดวงตาของเขากลับแดงก่ำและมือของเขาก็สั่นสะท้านขณะที่กุมประสานกันเอาไว้
“รัชทายาทกล่าวถูกต้องพะยะค่ะ องค์หญิงได้ตัดสินใจอย่างกล้าหาญเพื่อความสงบสุขของต้าถัง เพราะการเสียสละของพระองค์ทำให้ตอนนี้ชาวแคว้นต๋าเสียขวัญกำลังใจและระส่ำระสายอย่างหนัก พวกเราไม่ควรปล่อยโอกาสนี้ให้เสียเปล่าและรีบกรีฑาทัพกำราบแคว้นต๋าให้ราบคาบเพื่อตอบแทนการเสียสละของพระองค์” ขุนนางฝ่ายกลาโหมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
หลี่หลางหลับตาลงก่อนที่จะลืมตาขึ้นอีกครั้ง แม้จะเจ็บปวดเพียงใดแต่ด้วยฐานะผู้ครองแผ่นดินย่อมไม่อาจปล่อยให้ตนเองอ่อนแอและสูญเสียความเด็ดขาด “แม่ทัพซ่งรับคำสั่ง ข้าขอสั่งให้เจ้ากรีฑาทัพหลวงขึ้นเหนือ บุกให้ถึงเมืองหลวงของแคว้นต๋าและกำราบทัพต๋าให้สิ้นซาก”
“กระหม่อมรับราชโองการ” แม่ทัพหนุ่มผู้คุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรงตอบรับด้วยน้ำเสียงกึกก้อง องค์หญิงหลี่หงเสวี่ยอาจจะเป็นองค์หญิงสำหรับคนอื่นๆ แต่สำหรับเขาแล้วนางเป็นทั้งสหายวัยเยาว์ เป็นทั้งแสงสว่างและหญิงสาวที่เขาตกหลุมรักแต่กลับไม่อาจสมหวังเพราะสถานะที่แตกต่างกัน เดิมทีเขาคิดว่าขอเพียงได้เฝ้ามองนางไปตลอดชีวิตก็ยังดี แต่ใครจะรู้ว่าโชคชะตาจะกำหนดให้นางต้องแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับคนแคว้นต๋า
แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ก็แล้วไปเถิด แต่นางกลับยังคงเด็ดเดี่ยวกล้าหาญตัดสินใจวางแผนพลีชีพแลกชีวิตกับจักรพรรดิแคว้นต๋า เขาพยายามยืนกรานคัดค้านแต่กลับไม่สามารถโต้แย้งนางได้ สุดท้ายยังถูกนางบังคับให้ต้องรับหน้าที่ส่งจดหมายฉบับสุดท้ายให้กับฮ่องเต้ด้วยมือตนเอง ความอึดอัดคับแค้นนี้ทำให้เขาแทบคลั่งอยู่ตลอดเวลา ในตอนนี้มีโอกาสที่จะระบายมันออกไปกับสงครามเสียที
หลังจากนั้นไม่นาน แคว้นต๋าก็ถูกกองทัพต้าถังถล่มจนราบคาบ ดินแดนที่เคยสูญเสียถูกยึดกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ราชวงศ์ของแคว้นต๋าถูกสั่งประหารจนหมดสิ้นเพื่อไม่ให้กลายเป็นภัยคุกคามในภายหลังและต้าถังก็สามารถดำรงอยู่อย่างสงบสุขได้อีกนานนับร้อยปี
น่าเสียดายที่เรื่องราวหลังจากนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับหลี่หงเสวี่ยอีกต่อไป เพราะในเวลานี้หลี่หงเสวี่ยผู้ถูกสถาปนาให้เป็นวีรสตรีแห่งต้าถังกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาที่นางไม่เคยคาดคิดมาก่อน
อดีตองค์หญิงแห่งต้าถังกำลังลังเลว่าตนเองควรจะดื่มน้ำประหลาดตรงหน้าดีหรือไม่
น้ำสีดำที่มีฟองลอยฟอดแบบนี้ทำให้นางนึกสงสัยว่ามันเป็นยาพิษร้ายแรงที่สามารถฆ่าคนให้ตายได้ในอึดใจเดียวที่ดื่มลงไปเสียด้วยซ้ำ
แต่ปัญหาก็คือสหายตัวน้อยของนางกลับดื่มมันอย่างเอร็ดอร่อยทั้งยังบอกอีกว่านี่เป็นของหายากสำหรับหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ ถ้าอยากจะดื่มเจ้าสิ่งนี้ก็ต้องเดินทางไปหาตามตัวเมืองเท่านั้น เป็นเพราะอาของนางที่เดินทางไปทำงานในตัวเมืองแวะกลับมาเยี่ยมครอบครัวจึงได้ซื้อกลับมาให้คนในครอบครัวได้ลิ้มลองของอร่อยจากในตัวเมืองบ้าง
“เสี่ยวเยว่ เจ้านี่ไม่มีพิษจริงๆหรือ” หลี่หงเสวี่ยเอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง
เสี่ยวเยว่คือเด็กสาววัยแปดขวบปีหัวเราะ “อาเสวี่ย เจ้านี่มันอร่อยมากจริงๆนะ แต่ถ้าเธอกลัวก็ไม่ต้องดื่ม ดีเลยฉันจะได้ดื่มคนเดียวให้หมดขวด”
ไม่ใช่แค่เสี่ยวเยว่ที่เป็นเด็กสาววัยแปดขวบเพราะตัวหลี่หงเสวี่ยในตอนนี้เองก็เป็นเพียงเด็กน้อยวัยเก้าขวบเช่นเดียวกัน
หากจะถามว่าทำไมหลี่หงเสวี่ยถึงกลายมาเป็นเด็กเก้าขวบเช่นนี้ ขอโทษทีแต่นางเองก็ไม่เข้าใจเหตุผลเช่นกัน
หลังจากที่ทำใจยอมรับความตายภายใต้เปลวเพลิงนั้น เมื่อนางลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนเองได้มาอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยเสียแล้ว อีกทั้งร่างของหญิงสาวที่เคยงดงามก็กลับกลายมาเป็นเด็กสาวตัวน้อยวัยหกขวบ นั่นยังไม่น่าตกใจเท่าสิ่งที่น่าได้พบเห็นในสถานที่แห่งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันช่างดูแปลกประหลาดจนยากจะบรรยาย นางเพิ่งจะรู้ว่าตนเองได้มาอยู่ในร่างของเด็กน้อยในยุคอนาคตหลายร้อยปีหลังจากยุคสมัยต้าถัง
เด็กน้อยวัยหกขวบผู้นี้ถูกช่วยเหลือจากชาวบ้านภายในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งภายในเขตเมือง K ตอนที่นางฟื้นกลับขึ้นมาเด็กน้อยผู้นี้มีบาดแผลร้ายแรงบริเวณศีรษะคล้ายถูกใครบางคนใช้ของแข็งทุบเข้าอย่างไม่ปราณี ด้วยร่างกายที่อ่อนแอของเด็กน้อยบางทีนางอาจจะตายไปแล้วดังนั้นหลี่หงเสวี่ยจึงได้กลายมาเป็นวิญญาณดวงใหม่สิงสถิตอยู่ภายในร่างนี้
ต้องขอบคุณสถานการณ์ของเด็กน้อยที่ทำให้นางสามารถอ้างกับชาวบ้านที่ช่วยเหลือตนเองได้ว่านางสูญเสียความทรงจำ หลังจากทำความเข้าใจสถานการณ์ในยุคสมัยนี้ได้ระยะหนึ่งนางก็คิดจะหาวิธีดำรงชีวิตด้วยตนเอง แต่ชาวบ้านที่ช่วยชีวิตนางเอาไว้เกิดสงสารนางอีกทั้งยังไม่รู้ว่าจะสืบหาตัวตนของนางอย่างไรจึงกลายเป็นว่าพวกเขาตัดสินใจรับดูแลหลี่หงเสวี่ยตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา
เสี่ยวเยว่ก็คือบุตรสาวคนเดียวของคู่สามีภรรยาเหิง ผู้ที่รับนางมาดูแล ส่วนอาของนางที่เข้าไปทำงานในเมืองชื่อว่าเหิงคง มีอายุยี่สิบเจ็ดปีและทำงานรับจ้างทั่วไปในเมือง K ระหว่างที่ทำงานในเมืองเขายังคอยช่วยตรวจสอบประวัติความเป็นมาของหลี่หงเสวี่ยอยู่ตลอดเวลา แต่น่าเสียดายที่สามปีมาแล้วก็ยังไม่พบเบาะแสใดๆเกี่ยวกับเด็กหญิงเลยแม้แต่น้อย
จะว่าไปก็ไม่แปลกนัก หลี่หงเสวี่ยไม่มีความทรงจำดั้งเดิมของร่างนี้ นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเด็กสาวคนนี้มีชื่อจริงๆว่าอะไร แค่ชื่อยังไม่รู้แล้วจะสืบหาเบาะแสจากที่ใดกัน
เมื่อนึกถึงความอ่อนโยนและซื่อสัตย์ของเหิงคง หลี่หงเสวี่ยก็คิดได้ว่าเจ้าน้ำดื่มสีดำนี้คงไม่มีพิษอยู่จริงๆ
ในที่สุดนางก็กลั้นใจหยิบเอาแก้วที่บรรจุน้ำดื่มสีดำนั้นมาดื่ม
สัมผัสแรกของมันทำให้นางรู้สึกแสบคันเล็กน้อยที่ปาก ดวงตาของนางเบิกกว้างเพราะนึกว่ามันเป็นยาพิษจริงๆ แต่เมื่อความแสบเล็กๆนั้นหายไปสิ่งที่ตามมาก็คือรสหวานและความรู้สึกสดชื่นอย่างน่าประหลาด
“อร่อย…” สิ้นคำก็ดื่มเข้าไปอีกอึกใหญ่โดยไม่สนใจเสี่ยวเยว่ที่กำลังอ้าปากค้างเพราะน้ำอัดลมของโปรดถูกหลี่หงเสวี่ยแย่งดื่มไปมากกว่าครึ่งในพริบตา
ตอนที่ 1 ทุนการศึกษา
วันรุ่งขึ้นหลี่หงเสวี่ยและเหิงเยว่เดินทางไปโรงเรียนที่อยู่ในตัวอำเภอด้วยวิธีเดินเท้า เด็กสาวทั้งสองคุ้นชินกับเส้นทางและระยะทางที่ยาวไกลนี้เป็นอย่างดี
หลี่หงเสวี่ยชื่นชมเด็กสาวเหิงเยว่ “เธอแข็งแรงขึ้นมากเลยนะ”
ทั้งสองใช้วิธีเดินเร็วซึ่งใช้พลังกายไม่น้อยแต่เด็กสาวเหิงเยว่กลับสามารถก้าวเดินตามเธอได้โดยไม่แสดงอาการเหนื่อยหอบ นี่เป็นผลมาจากการฝึกฝนและปรับสภาพลมหายใจในแบบฉบับของชาวยุทธ์โบราณเพื่อควบคุมลมปราณและทำให้ร่างกายสามารถควบคุมพลังงานที่เหนือขีดจำกัดของคนทั่วไปได้
เท่าที่หลี่หงเสวี่ยหาข้อมูลมาได้ ยุคสมัยนี้ไม่มีความเชื่อเกี่ยวกับพลังลมปราณและวรยุทธ์สักเท่าใดนัก มันเป็นเพียงนิยายหรือบทละครเท่านั้น
อันที่จริงเธอได้ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับต้าถังและตัวตนของเธอด้วยเช่นกัน แต่ประวัติศาสตร์ที่บันทึกเอาไว้กลับไม่มีเรื่องราวของฮ่องเต้หลี่หลาง ดังนั้นจึงยิ่งไม่มีทางจะบันทึกข้อมูลของหลี่หงเสวี่ยเอาไว้ด้วยเช่นกัน
ถึงแม้ว่าจะมีช่วงยุคสมัยต้าถังอยู่เช่นเดียวกันแต่ต้าถังที่ถูกบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์กลับไม่เหมือนต้าถังที่เธอรู้จักแม้แต่น้อย
หลี่หงเสวี่ยทำได้เพียงปล่อยวางเพราะสุดท้ายแล้วเธอก็ไม่ใช่องค์หญิงหลี่หงเสวี่ยคนเดิม ในเมื่อเธอได้มาเกิดใหม่ในยุคสมัยนี้เธอจึงต้องค้นหาเป้าหมายใหม่ให้กับชีวิตของตนเอง
เริ่มจากการช่วยเหลือครอบครัวเหิงเพื่อตอบแทนความปรารถนาดีของพวกเขา ตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวเหิงไม่ได้ย่ำแย่แต่ก็ไม่ได้ดีมากนัก พวกเขาเป็นครอบครัวเกษตรกรที่มีชีวิตอยู่อย่างพอมีพอกินแต่กลับไม่มีเงินมากพอที่จะสนับสนุนอนาคตของเหิงเยว่ได้อย่างที่หวัง
ด้วยปัจจัยที่พวกเขามีตอนนี้ เหิงเยว่คงจะไม่สามารถเรียนต่อจนจบชั้นมัธยมปลาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย
ถึงแม้ว่ายุคนี้คนบางกลุ่มไม่จำเป็นต้องเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังสามารถประสบความสำเร็จในเส้นทางอื่นๆได้ แต่คุณลุงและคุณป้าเหิงยังคงปรารถนาที่จะเห็นบุตรสาวของตนเองร่ำเรียนจนจบมหาวิทยาลัย
หลี่หงเสวี่ยเองก็ชื่นชอบเด็กน้อยที่ใสซื่อและใจกว้างคนนี้เช่นกัน เธอเห็นเหิงเยว่เป็นเหมือนกับน้องสาวแท้ๆของตนเอง ถ้าเป็นไปได้เธอก็อยากจะให้เหิงเยว่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข นอกจากนี้เด็กน้อยยังมีพรสวรรค์ในการเรียนรู้สูงมาก ดูอย่างเทคนิคการหายใจเสริมสร้างพลังลมปราณ แค่หลี่หงเสวี่ยช่วยชี้แนะไม่นานเธอก็สามารถฝึกฝนจนถึงขั้นเริ่มต้นได้สำเร็จแล้ว
เพราะฝึกฝนลมปราณเหิงเยว่จึงกลายเป็นเด็กที่มีสมาธิมั่นคงและจิตใจกระจ่างชัด รวมกับพรสวรรค์ด้านการเรียนรู้ทำให้เธอมีความฉลาดหลักแหลมมากกว่าเด็กอายุเท่ากัน
ส่วนหลี่หงเสวี่ยนั้นไม่ต้องพูดถึง เดิมทีเธอก็เป็นหญิงสาวที่มีอายุเกือบสิบเจ็ดปีคนหนึ่ง พรสวรรค์ด้านการเรียนรู้ของเธอโดดเด่นตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นองค์หญิงแห่งต้าถัง แม้ว่าในตอนนั้นเธอจะให้ความสนใจวรยุทธ์แต่เธอก็ไม่ได้ละเลยการเรียนเรื่องอื่นๆ ศาสตร์โบราณทั้งสี่ล้วนแต่ศึกษาจนแตกฉานช่ำชองในเวลาไม่นาน
เมื่อมาถึงยุคสมัยใหม่แม้จะต้องเจอกับเรื่องราวแปลกใหม่มากมายแต่เธอก็สามารถที่จะปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและเรียนรู้เรื่องราวของยุคสมัยใหม่ภายในเวลาสามปีที่ผ่านมาจนเธอสามารถใช้ชีวิตได้อย่างกลมกลืนกับคนทั่วไป
เหิงเยว่ย่นคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำชมของหลี่หงเสวี่ย “ฉันเดินเร็วได้แต่ยังวิ่งไปที่โรงเรียนแบบอาเสวี่ยไม่ได้”
หลี่หงเสวี่ยหัวเราะเบาๆ “รอให้เธอฝึกฝนถึงขั้นหลอมกายได้เมื่อไหร่เธอก็จะวิ่งระยะทางไกลได้โดยไม่เหนื่อยหอบเหมือนกับฉัน”
ระดับขั้นของผู้ฝึกยุทธ์แบ่งออกเป็นขั้นเริ่มต้น หลอมกาย รวมจิต ผลัดเส้นเอ็น เปลี่ยนกระดูก กลั่นโลหิต เหล่านี้นับว่าเป็นช่วงต้นทางของจอมยุทธ์ หลังจากนั้นจะเข้าสู่จุดที่เรียกว่ายอดยุทธ์ซึ่งประกอบไปด้วยขั้นปราชญ์ ราชันย์ จักรพรรดิและเซียน โดยทุกขั้นจะมีการแบ่งระดับย่อยออกเป็นขั้นต้น ขั้นกลางและขั้นสูง
ก่อนที่หลี่หงเสวี่ยจะตาย เธอได้ก้าวเข้าถึงระดับขั้นราชันย์ชั้นต้นทั้งที่อายุเพียงสิบเจ็ดปี นับเป็นราชันย์ยุทธ์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ต้าถัง แต่น่าเสียดายที่เธอไม่สามารถมีชีวิตยืนยาวจนไปถึงขั้นจักรพรรดิหรือขั้นเซียนได้
สำหรับชีวิตใหม่นี้ หลี่หงเสวี่ยใช้เวลาสามปีในการฝึกฝนจนไปถึงขั้นผลัดเส้นเอ็นชั้นกลางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นอกจากเคล็ดลับการหายใจเธอยังมีเทคนิคการฝึกฝนที่เรียกว่า ‘วิชากลั่นไอสวรรค์’ ซึ่งช่วยให้ระดับขั้นลมปราณของเธอพัฒนาขึ้นได้อย่างรวดเร็วและยังมีรากฐานในแต่ละขั้นเหนือกว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับเดียวกัน
เรียกได้ว่าแม้ตอนนี้เธอจะยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นผลัดเส้นเอ็นชั้นกลาง แต่หากต้องสู้กับจอมยุทธ์ระดับเปลี่ยนกระดูกความแข็งแกร่งของเธอก็ยังไม่เป็นรองแต่อย่างใด
อย่าได้คิดว่าเธอยังเป็นเด็กน้อยแล้วจะสู้ใครไม่ได้ ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ตัวโตก็ไม่ใช่คู่มือของเธอเว้นเสียแต่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์เช่นเดียวกัน
เนื่องจากโรงเรียนของอำเภอเป็นโรงเรียนขนาดเล็กดังนั้นเพียงแค่เด็กน้อยทั้งสองมาถึงหน้าโรงเรียนพวกเธอก็ได้พบกับครูผู้ดูแลชั้นเรียนของพวกเธอในทันที
“เสี่ยวเยว่ อาเสวี่ย พวกเธอมาแล้วหรือ” ครูดูแลชั้นของพวกเธอชื่อว่าเจียงเหมยเป็นหญิงสาววัยยี่สิบสี่ปีที่ตัดสินใจมาเป็นครูในเขตชนบทด้วยตนเองแม้ว่าเธอจะมาจากตระกูลเจียงซึ่งเป็นหนึ่งในสิบตระกูลดังของเมืองหลวง
ตอนนี้เจียงเหมยกำลังตื่นเต้นเพราะข่าวดีที่เธอเพิ่งได้รับมาจากลุงของเธอที่เป็นเจ้าของโรงเรียนอันดับหนึ่งในเมือง A
เพียงแต่เธอไม่แน่ใจว่าเด็กสาวทั้งสองคนจะคิดอย่างไรกับข่าวดีครั้งนี้ นอกจากนี้เธอยังวางแผนที่จะเดินทางไปพบครอบครัวของเด็กสาวทั้งสองด้วยตนเองหลังจากนี้ด้วยเช่นกัน
“ครูเจียง” เด็กสาวทั้งสองทักทายครูสาวด้วยน้ำเสียงเคารพ แม้ว่าหลี่หงเสวี่ยจะเคยเป็นองค์หญิงมาก่อนแต่เธอไม่ใช่คนเย่อหยิ่งและยิ่งไม่ใช่น้ำที่เต็มแก้ว เธอได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมายเมื่อมาถึงยุคนี้และครูเจียงเหมยก็คือหญิงสาวที่น่านับถือคนหนึ่งอย่างแท้จริง เธอมาจากครอบครัวที่ร่ำรวยและมีอำนาจแต่กลับปฏิบัติตัวกับชาวบ้านที่ยากจนอย่างเท่าเทียม เด็กๆทุกคนในห้องล้วนได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเธออย่างเท่าเทียมและอบอุ่น นอกจากนี้เธอยังสามารถถ่ายทอดทัศนคติที่ดีให้กับเด็กๆด้วยเช่นกัน
เจียงเหมยรีบเอ่ยว่า “ฉันมีข่าวดีมาบอกพวกเธอ ยังจำแบบทดสอบที่ฉันให้พวกเธอลองทำเพื่อสัปดาห์ที่แล้วได้ไหม?”
หลี่หงเสวี่ยและเหิงเยว่พยักหน้า ครูสาวรีบเอ่ยต่อว่า “ที่จริงแล้วแบบทดสอบนั้นเป็นข้อสอบชั้นประถมปีที่หกของโรงเรียนอันดับหนึ่งในตัวเมือง A! พวกเธอสองคนยังเรียนอยู่แค่ชั้นประถมสี่แต่กลับมีความรู้จนทำข้อสอบชั้นประถมหกได้และยังได้คะแนนเต็มทำให้ผู้อำนวยการโรงเรียนนั้นชื่นชมพวกเธอมาก เขาเสนอที่จะให้ทุนการศึกษาหากพวกเธอย้ายเข้าไปเรียนที่เมือง A ในระดับชั้นประถมปลายและมัธยมจนกว่าจะจบมัธยมปลาย”
เหตุผลที่เขาเสนอทุนการศึกษานี้ก็เพราะเห็นถึงศักยภาพในการเรียนรู้ที่น่าทึ่งของเด็กสาวทั้งสองคน ตอนนี้โรงเรียนทุกแห่งกำลังแข่งขันกันว่าใครจะสามารถส่งเด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้มากกว่ากัน ยิ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงก็ยิ่งเท่ากับเป็นการสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนของพวกเขาด้วยเช่นกัน
ดังนั้นเขาจึงสนใจที่จะสนับสนุนต้นกล้าทั้งสองที่มีคุณภาพดี ก็แค่ค่าเทอมจนจบมัธยมปลายไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร
หลี่หงเสวี่ยประหลาดใจเล็กน้อยแต่เธอก็รู้สึกว่านี่เป็นข้อเสนอที่ดี “ครูเจียงคะ ถ้าพวกเรามีความรู้มากพอที่จะสอบระดับประถมหกได้ งั้นพวกเราข้ามไปเรียนชั้นมัธยมต้นเลยได้หรือเปล่าคะ?”
เจียงเหมยตกตะลึงเล็กน้อย “เอ่อ อันที่จริงแล้วด้านความรู้พวกเธอถือว่าผ่านไปได้ แต่ฉันไม่สนับสนุนให้พวกเธอเรียนข้ามชั้นเพราะการต้องเข้าไปเรียนพร้อมกับเด็กที่อายุเยอะกว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก พวกเธอจะถูกมองว่าแปลกแยกและอาจจะถูกรังแกได้”
แม้ว่ามันจะเป็นโรงเรียนของลุงเธอแต่ทุกโรงเรียนล้วนมีปัญหาลับๆเป็นของตนเอง โรงเรียนอันดับหนึ่งแห่งเมือง A เองก็มีปัญหาโดยเฉพาะการรังแกกันเองของนักเรียน ถึงลุงของเธอจะพยายามจัดการปัญหาเหล่านี้แต่พวกนักเรียนนั้นเจ้าเล่ห์เป็นอย่างมาก พวกเขาเก็บซ่อนพฤติกรรมของตัวเองต่อหน้าผู้ใหญ่แต่เมื่อไม่มีสายตาจับตาดูพวกเขาก็ไม่ลังเลที่จะรังแกคนที่ไร้ทางสู้เช่นกัน
แน่นอนว่าไม่ใช่นักเรียนทุกคนที่มีนิสัยเช่นนี้ อันที่จริงมันมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นแต่เพราะเด็กสาวทั้งสองอายุน้อยเกินไปเจียงเหมยจึงกังวลว่าพวกเธอจะกลายเป็นเป้าหมายที่ถูกรังแก ที่สำคัญก็คือพวกเธอมาจากชนบทและไม่มีใครคอยช่วยหนุนหลัง หากมีปัญหาเกิดขึ้นกลัวว่าการส่งพวกเธอไปเรียนที่เมือง A จะกลายเป็นเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี
แต่เจียงเหมยไม่รู้ว่าเธอกังวลเกินความจำเป็น ที่เธอควรจะห่วงก็คือคนที่คิดรังแกหลี่หงเสวี่ยและเหิงเยว่เสียมากกว่าโดยเฉพาะหลี่หงเสวี่ยที่สามารถจัดการได้แม้แต่ผู้ใหญ่ตัวโต ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเด็กที่อายุเยอะกว่าเธอแค่สองสามปีเท่านั้น
“อาเสวี่ย เธออยากไปเรียนที่เมือง A หรือ?” เหิงเยว่หันมาถามหลี่หงเสวี่ย
หลี่หงเสวี่ยพยักหน้า “นี่เป็นโอกาสที่ดีมากเลยนะเสี่ยวเยว่ คุณลุงและคุณป้าเองก็อยากให้เธอเรียนจนถึงชั้นมหาวิทยาลัย โรงเรียนของพวกเราเป็นเพียงโรงเรียนขนาดเล็กที่สอนถึงประถมปลายเท่านั้น เมื่อเรียนจบแล้วถึงยังไงเราก็ต้องหาโรงเรียนใหม่เพื่อเรียนชั้นมัธยมอยู่ดี แทนที่จะต้องลำบากหาโรงเรียนใหม่เองแถมยังต้องเสียเงินค่าเทอม ถ้าเรารับทุนนี้จะช่วยคุณลุงคุณป้าประหยัดไปได้มาก”
จุดที่ทำให้เหิงเยว่สนใจมากที่สุดก็คือคำว่า ‘ประหยัด’
เพราะเป็นลูกสาวชาวบ้านตามชนบทดังนั้นจึงได้รับการสั่งสอนให้รักการประหยัดจนถึงกระดูก แม้ว่าค่าเทอมของโรงเรียนจะไม่มากนักเพราะไม่ใช่โรงเรียนเอกชนแต่สำหรับชาวบ้านอย่างครอบครัวเหิงแล้วค่าเทอมการศึกษาตั้งแต่มัธยมต้นถึงมัธยมปลายถือว่าเป็นเงินก้อนที่ไม่น้อยเลย
นอกจากค่าเทอมของเหิงเยว่แล้วก็ยังมีค่าเทอมของหลี่หงเสวี่ยอีกด้วย สำหรับหลี่หงเสวี่ยเธอเคยคิดเอาไว้นานแล้วว่าจะหาวิธีลดภาระของครอบครัวเหิงโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเอง ครอบครัวเหิงที่ใจดีกับเธอแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร
ดังนั้นทุนการศึกษานี้จึงกระตุ้นความสนใจของหลี่หงเสวี่ยได้เป็นอย่างดี แม้ว่าเธอจะชอบการฝึกวรยุทธ์มากกว่าการเรียนรู้แต่เพราะที่นี่คือยุคสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความรู้มากมายนับไม่ถ้วนเธอจึงกระหายที่จะเรียนรู้เรื่องราวต่างๆของยุคสมัยนี้ และโรงเรียนเล็กๆในอำเภอก็ไม่เพียงพอที่จะดับความกระหายใคร่รู้ของเธอได้
ไม่ว่าเหิงเยว่จะตัดสินใจอย่างไร หลี่หงเสวี่ยก็จะรับทุนการศึกษานี้เอาไว้อย่างแน่นอน ส่วนเรื่องการตอบแทนครอบครัวเหิงเธอพอจะมีวิธีการบางอย่างที่คิดเอาไว้บ้างแล้ว
ครูสาวเจียงเหมยเผยรอยยิ้มยินดีเมื่อได้ยินคำพูดของหลี่หงเสวี่ย เด็กสาวคนนี้ฉลาดและสุขุมมากจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบปี แม้ว่าเหิงเยว่จะโดดเด่นไม่น้อยเช่นกันแต่เทียบกันแล้วหลี่หงเสวี่ยมีบุคลิกที่โดดเด่นมากกว่า และดูเหมือนว่าเธอจะเป็นผู้นำที่คอยดูแลเหิงเยว่อยู่ตลอดเวลา
เหิงเยว่ครุ่นคิดตามหลี่หงเสวี่ยจนคิ้วน้อยๆขมวดเข้าหากันเป็นปม “ถ้าพวกเราไปที่โรงเรียนเมือง A แล้วจะเดินทางอย่างไร”
เด็กน้อยฉลาดมาก เธอไม่ได้ถูกล่อลวงด้วยข้อดีแต่ยังสามารถฉุกคิดถึงปัญหาและอุปสรรคซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเธอรู้จักคิด
หลี่หงเสวี่ยยิ้มปลอบ “ถ้าพวกเราเลือกไปเรียนที่เมือง A คงไม่สามารถเดินทางไปกลับได้เหมือนทุกวันนี้เพราะเมือง A อยู่ห่างจากหมู่บ้านมาก แต่การเดินทางช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์น่าจะไม่มีปัญหาอะไร จะว่าไปแล้วเรื่องที่อยู่อาศัยในเมือง A ก็ถือเป็นปัญหาเหมือนกัน”
ครูสาวรีบเอ่ยว่า “ไม่ต้องกังวลจ้ะ โรงเรียนอันดับหนึ่งของเมือง A มีหอพักอยู่ใกล้กับโรงเรียน สำหรับนักเรียนทุนอย่างพวกเธอย่อมมีที่พักให้ เพียงแต่อาจจะไม่สะดวกสบายเท่าไหร่นัก”
หลี่หงเสวี่ยพยักหน้า “เห็นไหม พวกเราไปที่นั่นไม่ต้องเสียเงินทั้งค่าเรียนและที่อยู่เลยสักนิด”
ตอนที่ 2 ตัดสินใจ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากต้องพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กสาวทั้งสอง ครูสาวเจียงเหมยจึงอาสาขับรถพาเด็กสาวทั้งสองไปส่งที่หมู่บ้านพร้อมกัน
ระหว่างที่ขับรถตามเส้นทางที่เด็กสาวบอก ครูเจียงเหมยขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “หมู่บ้านของพวกเธออยู่ไกลขนาดนี้เชียว? ถนนเองก็ดูมีแสงไฟไม่เพียงพอ แบบนี้ไม่อันตรายเกินไปหรือ?”
หลี่หงเสวี่ยตอบกลับว่า “ปกติพวกเราเดินทางช่วงเช้ามืดก็จริง แต่ออกมาได้ไม่นานพระอาทิตย์ก็เริ่มขึ้นทำให้พอมีแสงสว่างให้ใช้เดินทางได้ค่ะ”
“แต่มันก็ยังอันตรายเกินไปอยู่ดี” ครูสาวถอนหายใจ เพราะเธอเกิดในตระกูลเจียงและใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายในเมืองหลวงมาโดยตลอดดังนั้นวิถีชีวิตของพวกชาวบ้านจึงทำให้เธอรู้สึกแปลกประหลาดและคิดว่ามันอันตรายเกินไป
ซึ่งอันที่จริงความกังวลของเธอไม่ใช่เรื่องเกินเลยแต่อย่างใด เด็กสาวสองคนที่มีอายุไม่ถึงสิบขวบปีต้องเดินทางไกลระยะทางนับสิบกิโลเมตรทุกวันเพื่อไปกลับโรงเรียนและหมู่บ้าน ถ้ามีคนร้ายคิดจะลักพาตัวพวกเธอไปเส้นทางเปลี่ยวแบบนี้คงไม่มีใครผ่านมาช่วยพวกเธอเป็นแน่
แม้จะขับรถก็ยังต้องใช้เวลาถึงยี่สิบนาทีกว่าจะมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน ถนนของหมู่บ้านเองก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีนักทำให้รถไม่สามารถเคลื่อนไปได้เร็ว
ในที่สุดรถของครูเจียงเหมยก็ขับมาถึงหน้าบ้านเหิง
บ้านของครอบครัวเหิงเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวสองห้องนอนหนึ่งห้องน้ำหนึ่งห้องครัวและมีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับใช้เป็นที่นั่งเล่นรวมถึงทานอาหาร เครื่องเรือนเองก็ดูเก่าโทรมไม่น้อยแสดงให้เห็นว่าฐานะของพวกเขาไม่ได้ดีมากนัก
“สวัสดีค่ะครูเจียง ต้องรบกวนคุณครูมาส่งเด็กๆแบบนี้ฉันรู้สึกเกรงใจจริงๆ” หวังเจี่ยซื่อผู้เป็นมารดาของเหิงเยว่เป็นผู้ออกมาต้อนรับครูสาวและเชิญให้เธอเข้าไปสนทนาในบ้าน
“สวัสดีค่ะคุณแม่ของเสี่ยวเยว่ ที่ฉันมาวันนี้ไม่ใช่แค่พาเด็กๆมาส่งแต่ยังมีข่าวดีมาแจ้งให้คุณแม่กับคุณพ่อรู้รวมถึงมาปรึกษาเรื่องอนาคตของเด็กๆทั้งสองคนด้วยค่ะ” เจียงเหมยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ข่าวดีหรือคะ?” หวังเจี่ยซื่อเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ
“รอให้คุณลุงกลับมาก่อนก็ได้ค่ะ น่าจะใกล้ถึงกันแล้ว” หลี่หงเสวี่ยรู้ว่านี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเหิงเยว่ดังนั้นจึงต้องรอให้พ่อกับแม่ตัดสินใจด้วยกัน นอกจากนี้เธอยังได้ยินเสียงฝีเท้าของเหิงต้าซุนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้บ้านจึงเอ่ยขึ้นมาเพื่อไม่ให้ครูสาวต้องพูดซ้ำสองครั้งให้เสียเวลา
เจียงเหมยพยักหน้า “อาเสวี่ยพูดถูก เรื่องนี้เป็นข่าวดีควรจะแจ้งให้คุณพ่อกับคุณแม่ได้รู้พร้อมกันและยังต้องให้พวกคุณช่วยกันตัดสินใจอีกด้วย”
ใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึงนาทีคนก็มาถึงประตูบ้าน นอกจากเหิงต้าซุนแล้วก็ยังมีชายหนุ่มอีกหนึ่งคนที่ตามมาด้วย เขาก็คือเหิงคงผู้เป็นอาของเหิงเยว่และเป็นน้องชายของเหิงต้าซุน
สองพี่น้องแซ่เหิงประหลาดใจเมื่อพบว่ามีรถจอดอยู่หน้าบ้าน ในหมู่บ้านแห่งนี้รถยนต์เป็นสิ่งที่หาได้ยาก ที่พอจะมีก็มีแค่รถกระบะมือสองรุ่นเก่าของบางบ้านแต่รถที่จอดอยู่ตอนนี้กลับเป็นรถแบบที่คนในเมืองนิยมใช้ แม้จะไม่ใช่รุ่นราคาแพงเพราะตัวเจียงเหมยเองก็ไม่ใช่คนที่ชื่นชอบรถหรูราคาแพงแต่ราคาของรถนี้ก็ถือว่าแพงมากสำหรับคนในหมู่บ้านนี้
“อาซื่อ มีแขกมาหรือ” เหิงต้าซุนเอ่ยถามภรรยาทันทีที่เข้ามาในบ้าน
หวังเจี่ยซื่อรีบผายมือไปที่ครูสาวแล้วเอ่ยว่า “ตาเฒ่าอย่าเสียงดังสิ นี่ก็คือครูเจียงเหมย เป็นครูประจำห้องของเสี่ยวเยว่และอาเสวี่ย”
“โอ้” เหิงต้าซุนรีบพยักหน้าทักทายอย่างสุภาพ “ครูเจียง ขอโทษด้วยที่พวกเราต้อนรับได้ไม่ดีนัก”
“ไม่เป็นไรค่ะ พวกคุณกลับมาพอดีดังนั้นเรามาคุยเรื่องสำคัญกันเถอะ ฉันมาที่นี่เพื่อแจ้งข่าวดีและต้องการปรึกษาพวกคุณที่เป็นผู้ปกครองของเด็กทั้งสองคนเกี่ยวกับอนาคตของพวกเธอค่ะ”
เหิงต้าซุนรีบนั่งลงฝั่งตรงข้ามครูสาวและรับฟังอย่างตั้งใจ เหิงคงเองก็ร่วมรับฟังด้วยเช่นกัน
เจียงเหมยค่อนข้างพึงพอใจกับความกระตือรือร้นของผู้ปกครองเหล่านี้ ปกติแล้วเด็กที่อาศัยอยู่ตามชนบทมักจะเจอกับปัญหาด้านการศึกษาเพราะผู้ปกครองไม่มีเงินเพียงพอจะสนับสนุนพวกเขา สุดท้ายแล้วเด็กเหล่านี้จึงต้องออกจากการศึกษาเร็วกว่าเด็กในเมืองและเรียนรู้วิถีชีวิตกับงานฝีมือเพื่อเลี้ยงตัวเองไปตามสภาพ
ต่อให้เด็กมีพรสวรรค์ขนาดไหนถ้าผู้ปกครองไม่สนับสนุนก็ไร้ประโยชน์ แต่ดูจากท่าทีของครอบครัวเหิงรวมถึงพรสวรรค์ของเด็กๆแล้วบางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดีของพวกเขาอย่างแท้จริง
“เมื่อสัปดาห์ที่แล้วฉันได้นำแบบทดสอบของโรงเรียนอันดับหนึ่งเมือง A มาให้เด็กๆลองทำดูเพราะเห็นว่าพวกเธอมีพัฒนาการและความรู้ดีกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน ปรากฏว่าทั้งสองคนสามารถทำบททดสอบจบชั้นประถมและสอบเข้าชั้นมัธยมของโรงเรียนนั้นได้เต็มทั้งคู่ ผลทดสอบนั้นทำให้คุณลุงของฉันที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนรู้สึกสนใจเด็กๆเป็นอย่างมาก”
ครูสาวเว้นระยะเล็กน้อยเพื่อให้ผู้ปกครองทั้งสามมีเวลาทำความเข้าใจ “ดังนั้นลุงของฉันจึงได้เสนอทุนการศึกษาภายในโรงเรียนอันดับหนึ่งเมือง A ให้กับเด็กทั้งสอง โดยทุนนี้จะให้พวกเธอสามารถเรียนได้จนจบมัธยมปลายโดยไม่มีค่าใช้จ่าย รวมถึงจะมีการสนับสนุนด้านที่พักให้ด้วยเช่นกัน”
“เรื่องดีๆแบบนี้มีอยู่จริงหรือเนี่ย” เหิงต้าซุนอุทาน
เจียงเหมย “จริงค่ะ ฉันอยากจะให้พวกคุณปรึกษากันก่อนว่าจะตอบรับทุนการศึกษานี้ไหม แต่ส่วนตัวแล้วฉันอยากให้เด็กทั้งสองรับโอกาสนี้เอาไว้ พวกเธอเป็นต้นกล้าที่ดีสำหรับการศึกษา ถ้ายังเรียนอยู่ที่อำเภอในอนาคตพวกเธอจะต้องไปหาโรงเรียนมัธยมใหม่อยู่ดี และถึงจะเข้าโรงเรียนมัธยมในพื้นที่เมือง K ก็คงยากที่จะหาโรงเรียนที่ดีเท่ากับโรงเรียนอันดับหนึ่งเมือง A ได้”
“ถ้าพวกผมอยากให้เด็กๆได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย โรงเรียนเมือง A จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าโรงเรียนอันดับหนึ่งของเมือง K หรือครับ” เหิงต้าซุนมีความฝันว่าอยากให้บุตรสาวได้ร่ำเรียนจนจบปริญญาดังนั้นเขาจึงคิดถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอนาคต แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะมีเงินเพียงน้อยนิดและไม่รู้ว่าจะสามารถส่งเสียให้เด็กๆเรียนได้ถึงมหาวิทยาลัยหรือไม่แต่ถ้าพวกเธอมีโอกาสได้สอบก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี
เจียงเหมยยิ้มอย่างมั่นใจ “เรื่องนี้ฉันสามารถยืนยันได้เลยค่ะ ไม่เกี่ยวกับว่าลุงของฉันเป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนอันดับหนึ่งเมือง A แต่กระทรวงการศึกษาเองก็มีการจัดอันดับโรงเรียนเอาไว้อย่างเป็นทางการ โรงเรียนอันดับหนึ่งเมือง A ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนสี่อันดับแรกของประเทศ! ขณะที่โรงเรียนอันดับหนึ่งของเมือง K นั้นอยู่ที่อันดับสิบกว่าๆเท่านั้น”
อันดับของโรงเรียนชี้วัดด้วยอะไร แน่นอนว่าต้องชี้วัดด้วยอัตราความสำเร็จในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเด็กๆในโรงเรียน! การที่โรงเรียนอันดับหนึ่งเมือง A ถูกจัดไว้สี่อันดับแรกของประเทศย่อมหมายความว่ามีเด็กในโรงเรียนสามารถเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้จำนวนมากกว่าโรงเรียนอื่นๆ
ในเมื่อโรงเรียนอันดับหนึ่งเมือง A สามารถส่งเด็กเข้ามหาวิทยาลัยได้เยอะแล้วทำไมถึงยังต้องพยายามมอบทุนให้กับเด็กจากชนบทอีก แน่นอนว่านั่นก็เพื่อยกระดับของโรงเรียนให้มากขึ้น ตอนนี้อันดับของโรงเรียนเมือง A วนเวียนอยู่ที่อันดับสามและสี่มาหลายปีแต่ยังไม่เคยก้าวขึ้นไปถึงอันดับสองเลยสักครั้ง
จุดที่โรงเรียนเมือง A ยังสู้กับโรงเรียนอันดับหนึ่งและสองไม่ได้ก็คือเด็กนักเรียนที่มีความโดดเด่นระดับประเทศ ถึงจะมีนักเรียนส่วนหนึ่งที่สามารถเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้ทุกปีแต่กลับไม่เคยมีนักเรียนคนไหนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ด้วยคะแนนอันดับต้นๆหรือสอบแข่งขันวิชาการอื่นๆจนได้รับรางวัลอันดับหนึ่งมาก่อน
ดังนั้นผู้อำนวยการที่เป็นลุงของเธอจึงกระตือรือร้นที่จะหาเด็กที่มีแววเพื่อช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน แม้ว่าโอกาสที่จะได้เจอเด็กระดับนั้นหาได้ยากมากแค่ไหนก็ตาม สำหรับเด็กสาวทั้งสองนี้เขาไม่ได้คาดหวังขนาดที่ว่าจะสามารถสอบแข่งขันได้อันดับต้นๆในการแข่งวิชาการหรือลำดับการสอบมหาวิทยาลัย แต่ขอแค่พวกเธอสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้ก็ถือว่าคุ้มค่ากับทุนการศึกษาที่เขามอบให้แล้ว
เจียงเหมยโน้มน้าวให้ผู้ใหญ่ตระกูลเหิงรู้สึกสนใจได้สำเร็จแต่ขณะที่พวกเขากำลังคล้อยตามหลี่หงเสวี่ยที่รับฟังอย่างเงียบๆมานานกลับเอ่ยว่า
“คุณลุง คุณป้าคะ นี่เป็นโอกาสดีสำหรับอาเยว่ ฉันรู้ว่าคุณลุงกับคุณป้าอยากให้อาเยว่ได้มีโอกาสเรียนจนจบมหาวิทยาลัยแต่พวกคุณยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถส่งอาเยว่เรียนได้ถึงขั้นไหน ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพวกคุณคิดเผื่อฉันอยู่ตลอดเวลา ฉันอยากจะบอกว่าฉันรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากกับความเมตตาที่ได้รับ แต่ว่าฉันตัดสินใจแล้วว่าจะรับผิดชอบชีวิตของตัวเอง ดังนั้นคุณลุงกับคุณป้าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องของฉันแล้วค่ะ ฉันจะหาวิธีเก็บเงินเพื่ออนาคตของฉันด้วยตัวเอง คุณลุงคุณป้าเพียงแค่เก็บเงินให้เสี่ยวเยว่คนเดียวก็พอ”
เหิงต้าซุนกับหวังเจี่ยซื่อมองดูเด็กสาวด้วยความตกตะลึง แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะรับเลี้ยงดูเด็กสาวเพราะความสงสารแต่ตอนนี้พวกเขารักและเอ็นดูเธอไม่ต่างจากลูกสาวอีกคนไปแล้ว พวกเขาจะปล่อยให้เธอต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูตัวเองได้อย่างไร
หลี่หงเสวี่ยยิ้มอย่างอ่อนโยน “ฉันเข้าใจความกังวลของคุณลุงกับคุณป้าดีค่ะ แต่วางใจเถอะ ฉันมีความคิดและความตั้งใจเป็นของตัวเองแล้ว นอกจากนี้เสี่ยวเยว่ยังเป็นเหมือนน้องสาวของฉัน จะปล่อยให้เธอพลาดโอกาสในชีวิตไปได้อย่างไร อันที่จริงฉันตั้งใจเอาไว้ด้วยซ้ำว่านอกจากจะดูแลตัวเองแล้วฉันยังจะช่วยคุณลุงกับคุณป้าเก็บเงินเพื่อช่วยส่งให้เสี่ยวเยว่ได้เรียนต่อด้วยเช่นกัน”
เจียงเหมยประหลาดใจเมื่อเห็นท่าทีสุขุมและมุ่งมั่นของเด็กสาว บุคลิกของเธอดูสงบและเต็มไปด้วยความมั่นคงไม่เหมือนเด็กสาวอายุไม่ถึงสิบปีเลยสักนิด
เธอรีบเอ่ยออกมาว่า “เรื่องนี้ฉันคิดว่าไม่น่ามีปัญหาค่ะ อันที่จริงนอกจากทุนของโรงเรียนแล้วหากเด็กๆสามารถเรียนได้ดีพอในอนาคตก็ยังมีโอกาสสอบชิงทุนการศึกษาระดับชั้นมหาวิทยาลัยมาได้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ความยากของการสอบชิงทุนมหาวิทยาลัยจะมากกว่าระดับชั้นมัธยมมาก อย่างไรก็ตามด้วยความสามารถและความมุ่งมั่นของอาเสวี่ยไม่แน่ว่าเธออาจจะทำได้สำเร็จก็เป็นได้ค่ะ”
หวังเจี่ยซื่อน้ำตาคลอ เธอเดินเข้ามาหาและกอดหลี่หงเสวี่ย “อาเสวี่ย หนูไม่ต้องกดดันตนเองจนเกินไป แม้ว่าป้าจะไม่ใช่แม่แท้ๆของหนูแต่พวกเราสองคนก็ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะดูแลหนูให้ดีที่สุด ตอนนี้หนูยังเด็กไม่ต้องคิดมากอะไรทั้งนั้น เพียงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มที่ก็พอแล้ว เรื่องเงินและเรื่องอื่นๆปล่อยให้เป็นภาระของลุงกับป้าก็พอ เข้าใจไหม?”
หลี่หงเสวี่ยรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แทรกซึมเข้ามาในจิตใจของเธอ แม้ว่าเธอจะเคยเป็นองค์หญิงที่ได้รับความรักและเอ็นดูจากฮ่องเต้ ฮองเฮาและเหล่าองค์ชายแต่เพราะสถานะทางสังคมที่ทำให้เธอไม่สามารถมีช่วงเวลาอันอบอุ่นเหมือนกับครอบครัวของชาวบ้านทั่วไปได้มากนัก ความรักและอบอุ่นที่เรียบง่ายไม่มีความต้องการหรือผลประโยชน์ใดแอบแฝงทำให้เธอซาบซึ้งและหวงแหนมันเป็นอย่างมาก
หลี่หงเสวี่ยตั้งมั่นในใจ เธอจะต้องหาเงินมาให้ได้มากๆและทำให้อนาคตของเหิงเยว่เต็มไปด้วยความสดใส ทำให้ลุงกับป้าเหิงมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายและภาคภูมิใจในอนาคต
เจียงเหมยประทับใจกับความสัมพันธ์ของพวกเขามากเช่นกัน เธอพอจะรู้เรื่องของหลี่หงเสวี่ยอยู่บ้างเพราะเธอเป็นครูประจำชั้นที่ดูแลเอาใจใส่เด็กๆในห้องของตนเองอยู่เสมอ หลี่หงเสวี่ยเป็นเด็กที่โดดเด่นมากที่สุดอย่างแท้จริงทั้งในด้านความสามารถและบุคลิกดังนั้นจึงได้รับความสนใจจากเธอเป็นพิเศษ
‘จะว่าไปแล้วที่มาของเธอก็ค่อนข้างประหลาดจริงๆ น่าเสียดายที่เราไม่มีเส้นสายมากนักในเขตเมือง K คงยากที่จะช่วยเธอค้นหาความจริง’