โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คุมผู้ก่อสร้างอาคารใหม่ ยื่นแบบประหยัดพลังงาน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 ม.ค. 2565 เวลา 04.30 น. • เผยแพร่ 01 ม.ค. 2565 เวลา 04.30 น.

ดีเดย์ปี’65 คุมผู้ก่อสร้างอาคารใหม่ขนาด 5,000 ตร.ม. ต้องยื่นแบบอาคารประหยัดพลังงานขออนุญาตกรมพัฒนาพลังงานทดแทนควบคู่กฎหมายควบคุมอาคารก่อสร้าง เตรียมขยายผลสู่อาคารขนาด 2,000 ตร.ม. ปี 2566 มั่นใจไม่เป็นภาระ แถมช่วยเอกชนประหยัดค่าไฟฟ้ากว่า 20% พร้อมปั้นอาชีพผู้ตรวจสอบ 1 พันตำแหน่ง

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน หรือ พพ. เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตามที่ได้มีการจัดทำประกาศกระทรวงพลังงานกำหนดมาตรฐานการออกแบบอาคารอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2564 และประกาศกระทรวงพลังงาน เรื่อง กำหนดค่ามาตรฐานการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน แต่ละระบบ การใช้พลังงานโดยรวมของอาคารและการใช้พลังงานหมุนเวียนในระบบต่าง ๆ ของอาคาร พ.ศ. 2564

โดยจะให้มีการตรวจสอบการออกแบบอาคารก่อสร้างใหม่ที่มีขนาดตั้งแต่ 2,000-10,000 ตร.ม. ซึ่งผู้ก่อสร้างจะต้องยื่นแบบฟอร์มให้มีการตรวจสอบอาคารประหยัดพลังงาน โดยกำหนดสเต็ปการบังคับใช้ 3 ปี เริ่มมีผลบังคับเมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา สำหรับอาคาร 10,000 ตร.ม. และในปีนี้จะเริ่มบังคับใช้สำหรับอาคารขนาด 5,000 ตร.ม. และในปี 2566 จะขยายให้ครอบคลุมอาคารขนาด 2,000 ตร.ม. เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีเวลาเตรียมพร้อม

ทั้งนี้ ประกาศกระทรวงทั้ง 2 ฉบับ มีผลบังคับใช้กับอาคารก่อสร้างใหม่ 9 ประเภท คือ สถานศึกษา สำนักงานหรือที่ทำการ ห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้า สถานบริหาร โรงมหรสพ อาคารชุมนุมคน สถานพยาบาล โรงแรมและอาคารชุด

นายสารัช ประกอบชาติ ผู้อำนวยการกองกำกับและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เรื่องอาคารประหยัดพลังงานเป็นเรื่องที่ทำมาแล้วเป็น 10 ปี ในรูปแบบการส่งเสริมแต่ยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายมาบังคับใช้ แต่สิ่งที่ พพ.เพิ่งจะทำสำเร็จไม่นานนี้ คือ กฎหมายมาตรฐานอนุรักษ์พลังงานเพื่อใช้กับอาคารขนาดใหญ่ตั้งแต่ 2,000 ตร.ม. หรือตึกประมาณ 4 ชั้นขึ้นไป ที่จะก่อสร้างใหม่ ยกเว้นให้อาคารเก่าที่มีพื้นที่ 2,000 ตร.ม.ที่มีการดัดแปลงจะยังไม่ได้ต้องแจ้งตามกฎหมายนี้

“มาตรฐานอาคารประหยัดพลังงานจะนำไปใช้ควบคู่กับกฎหมายควบคุมอาคารของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นเจ้าของกฎหมายเดิม ว่าหากมีการก่อสร้างจะต้องไปขออนุญาตกับทางมหาดไทย เราไปทำกฎหมายรอง คือนอกจากดูเรื่องความปลอดภัย สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังต้องดูเรื่องพลังงานด้วย ต้องผ่านเกณฑ์ที่เรากำหนดถึงจะก่อสร้างได้ ซึ่งทาง พพ.เป็นผู้ออกกฎกระทรวงออกมา ถ้าจะทำให้ผ่านจะต้องมีค่าประหยัดพลังงานเท่าไร มีการตรวจประเมินอย่างไร มีการรับรองอย่างไร คือสิ่งที่เราทำกฎหมายนี้ออกมา”

“ตอนนี้จะนำร่องอาคารใหม่ก่อน แต่ต่อไปทุกอาคารที่จะก่อสร้างใหม่ต้องมาดีแคร์ให้เห็นก่อนว่าผ่านหลักเกณฑ์นี้จึงจะได้รับการอนุญาตให้ก่อสร้างได้ แต่ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์นี้เลยก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้าง ลักษณะคุมเหมือนกับการยื่นอีไอเอ ถ้าไปก่อสร้างก็จะปรับ โดนรื้อ ทุบ หรือโทษสูงสุดทางอาญา”

ทั้งนี้ กรมประเมินเบื้องต้นว่า ถ้าหากผู้ก่อสร้างอาคารใหม่ปฏิบัติตามเกณฑ์นี้ จะมีการลงทุนเพิ่มแค่ 5% จากงบประมาณเดิม เช่น การเปลี่ยนกระจกธรรมดาเป็นกระจกประหยัดพลังงาน มีเรื่องอุปกรณ์บังแดดไม่ให้เข้าในตัวอาคาร ลงทุนเพิ่มไม่มาก 5-6% ก็ผ่านเกณฑ์ได้ แต่ถ้าออกแบบได้แล้วจะประหยัดค่าไฟได้ 10-20% ตลอดอายุการใช้งานอาคารมากกว่า 20-30 ปี ถือเป็นลองเทอมเบเนฟิต เป็นการวางมาตรฐานระยะยาว

ซึ่งตามสถิติการก่อสร้างอาคารขนาด 2,000 ตร.ม. เฉลี่ยประมาณ 1,200 อาคารต่อปี เป็นสถิติย้อนหลัง 5-10 ปีที่ทำข้อมูลมา แต่ปัจจุบันจากสถานการณ์โควิดอาจจะมีจำนวนอาคารสร้างใหม่ลดลงบ้าง

สำหรับหลักเกณฑ์ค่าป้องกันความร้อนเข้าอาคารผ่านผนังและหลังคาก็จะมีค่ากลางหนึ่ง เช่น เรื่องระบบแสงสว่าง เช่น ใช้หลอดไฟแอลอีดี เรื่องระบบปรับอากาศต้องใช้แอร์ติดฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 รวมถึงเรื่องส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น การติดโซลาร์รูฟท็อป ใช้พลังงานทดแทนในอาคารก็เอาไปเป็นเครดิตในการคิดคำนวณว่าจะใช้พลังงานในอาคารลดลง

ฉะนั้นก็จะประเมินตามแนวทางนี้ ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์รายระบบก็เอาเกณฑ์พลังงานในภาพรวมก็ได้ ถ้าออกแบบด้วยแบบของคุณจะใช้ไฟต่อปีเท่าไร แล้วก็มาเทียบกับอัตราอ้างอิงของเรา ให้ผ่านก่อน สมมุติการใช้ไฟของคุณต่ำกว่าก็สามารถผ่านเกณฑ์การใช้พลังงานภาพรวมได้

“เกณฑ์ที่จัดทำขึ้นมาเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ ซึ่งจะไม่ได้เป็นภาระผู้ประกอบการ แต่เป้าหมายเพื่อการประหยัดพลังงานซึ่งจะส่งผลให้ลดค่าไฟระยะยาว”

นายสารัชกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมได้เตรียมพร้อมใช้กฎหมายนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งให้ความรู้ผู้เกี่ยวข้อง เจ้าของโครงการ วิศวกร ผู้ออกแบบ สถาปนิก จะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจใบอนุญาตก็จะมีการอบรม เตรียมคู่มือสำหรับการตรวจสอบใบอนุญาต

และมี MOU กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ผู้ผลิตอุปกรณ์ เช่น SCG และก็บริษัทที่ผลิตอุปกรณ์มาร่วมกับกรมเพื่อกำหนดมาตรฐานให้เหมาะสม โดยจะช่วยไม่ให้สเป็กอาคารนี้ไปกระทบกับผู้เกี่ยวข้องมากเกินไป และทุกคนยอมรับและปฏิบัติได้

ขณะเดียวกัน เรื่องนี้ยังมีส่วนช่วยในมิติเศรษฐกิจ คือจะเป็นการสร้างอาชีพ หรือธุรกิจใหม่ “ผู้ตรวจประเมิน” ก็ต้องมีคนมาขึ้นทะเบียนรับรอง ก็จะมีการจ้างงานเพิ่ม กระตุ้นเศรษฐกิจ และต่อไปการลงทุนในการก่อสร้าง และวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง จะเป็นการลงทุนโดยใช้จุดเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นจุดขาย เป็นการกระตุ้นการลงทุนในเซ็กเตอร์นี้ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ

“ผู้ตรวจประเมินจะต้องมาขึ้นทะเบียนกับกรม ต้องมีวุฒิ คุณสมบัติ และต้องผ่านการมาอบรม หลังขึ้นทะเบียนแล้วมีอายุ 3 ปี พอครบ 3 ปีก็มาต่ออายุกับเรา ณ ปัจจุบันมีผ่านมา 650 คน กำลังจะขึ้นทะเบียนได้ทำงานได้ และมีเป้าหมายจะอบรมเพิ่มให้ได้ 1,000 คน เพื่อรองรับการตรวจสอบอาคารใหม่”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...