คุมผู้ก่อสร้างอาคารใหม่ ยื่นแบบประหยัดพลังงาน
ดีเดย์ปี’65 คุมผู้ก่อสร้างอาคารใหม่ขนาด 5,000 ตร.ม. ต้องยื่นแบบอาคารประหยัดพลังงานขออนุญาตกรมพัฒนาพลังงานทดแทนควบคู่กฎหมายควบคุมอาคารก่อสร้าง เตรียมขยายผลสู่อาคารขนาด 2,000 ตร.ม. ปี 2566 มั่นใจไม่เป็นภาระ แถมช่วยเอกชนประหยัดค่าไฟฟ้ากว่า 20% พร้อมปั้นอาชีพผู้ตรวจสอบ 1 พันตำแหน่ง
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน หรือ พพ. เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตามที่ได้มีการจัดทำประกาศกระทรวงพลังงานกำหนดมาตรฐานการออกแบบอาคารอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2564 และประกาศกระทรวงพลังงาน เรื่อง กำหนดค่ามาตรฐานการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน แต่ละระบบ การใช้พลังงานโดยรวมของอาคารและการใช้พลังงานหมุนเวียนในระบบต่าง ๆ ของอาคาร พ.ศ. 2564
โดยจะให้มีการตรวจสอบการออกแบบอาคารก่อสร้างใหม่ที่มีขนาดตั้งแต่ 2,000-10,000 ตร.ม. ซึ่งผู้ก่อสร้างจะต้องยื่นแบบฟอร์มให้มีการตรวจสอบอาคารประหยัดพลังงาน โดยกำหนดสเต็ปการบังคับใช้ 3 ปี เริ่มมีผลบังคับเมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา สำหรับอาคาร 10,000 ตร.ม. และในปีนี้จะเริ่มบังคับใช้สำหรับอาคารขนาด 5,000 ตร.ม. และในปี 2566 จะขยายให้ครอบคลุมอาคารขนาด 2,000 ตร.ม. เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีเวลาเตรียมพร้อม
ทั้งนี้ ประกาศกระทรวงทั้ง 2 ฉบับ มีผลบังคับใช้กับอาคารก่อสร้างใหม่ 9 ประเภท คือ สถานศึกษา สำนักงานหรือที่ทำการ ห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้า สถานบริหาร โรงมหรสพ อาคารชุมนุมคน สถานพยาบาล โรงแรมและอาคารชุด
นายสารัช ประกอบชาติ ผู้อำนวยการกองกำกับและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เรื่องอาคารประหยัดพลังงานเป็นเรื่องที่ทำมาแล้วเป็น 10 ปี ในรูปแบบการส่งเสริมแต่ยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายมาบังคับใช้ แต่สิ่งที่ พพ.เพิ่งจะทำสำเร็จไม่นานนี้ คือ กฎหมายมาตรฐานอนุรักษ์พลังงานเพื่อใช้กับอาคารขนาดใหญ่ตั้งแต่ 2,000 ตร.ม. หรือตึกประมาณ 4 ชั้นขึ้นไป ที่จะก่อสร้างใหม่ ยกเว้นให้อาคารเก่าที่มีพื้นที่ 2,000 ตร.ม.ที่มีการดัดแปลงจะยังไม่ได้ต้องแจ้งตามกฎหมายนี้
“มาตรฐานอาคารประหยัดพลังงานจะนำไปใช้ควบคู่กับกฎหมายควบคุมอาคารของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นเจ้าของกฎหมายเดิม ว่าหากมีการก่อสร้างจะต้องไปขออนุญาตกับทางมหาดไทย เราไปทำกฎหมายรอง คือนอกจากดูเรื่องความปลอดภัย สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังต้องดูเรื่องพลังงานด้วย ต้องผ่านเกณฑ์ที่เรากำหนดถึงจะก่อสร้างได้ ซึ่งทาง พพ.เป็นผู้ออกกฎกระทรวงออกมา ถ้าจะทำให้ผ่านจะต้องมีค่าประหยัดพลังงานเท่าไร มีการตรวจประเมินอย่างไร มีการรับรองอย่างไร คือสิ่งที่เราทำกฎหมายนี้ออกมา”
“ตอนนี้จะนำร่องอาคารใหม่ก่อน แต่ต่อไปทุกอาคารที่จะก่อสร้างใหม่ต้องมาดีแคร์ให้เห็นก่อนว่าผ่านหลักเกณฑ์นี้จึงจะได้รับการอนุญาตให้ก่อสร้างได้ แต่ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์นี้เลยก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้าง ลักษณะคุมเหมือนกับการยื่นอีไอเอ ถ้าไปก่อสร้างก็จะปรับ โดนรื้อ ทุบ หรือโทษสูงสุดทางอาญา”
ทั้งนี้ กรมประเมินเบื้องต้นว่า ถ้าหากผู้ก่อสร้างอาคารใหม่ปฏิบัติตามเกณฑ์นี้ จะมีการลงทุนเพิ่มแค่ 5% จากงบประมาณเดิม เช่น การเปลี่ยนกระจกธรรมดาเป็นกระจกประหยัดพลังงาน มีเรื่องอุปกรณ์บังแดดไม่ให้เข้าในตัวอาคาร ลงทุนเพิ่มไม่มาก 5-6% ก็ผ่านเกณฑ์ได้ แต่ถ้าออกแบบได้แล้วจะประหยัดค่าไฟได้ 10-20% ตลอดอายุการใช้งานอาคารมากกว่า 20-30 ปี ถือเป็นลองเทอมเบเนฟิต เป็นการวางมาตรฐานระยะยาว
ซึ่งตามสถิติการก่อสร้างอาคารขนาด 2,000 ตร.ม. เฉลี่ยประมาณ 1,200 อาคารต่อปี เป็นสถิติย้อนหลัง 5-10 ปีที่ทำข้อมูลมา แต่ปัจจุบันจากสถานการณ์โควิดอาจจะมีจำนวนอาคารสร้างใหม่ลดลงบ้าง
สำหรับหลักเกณฑ์ค่าป้องกันความร้อนเข้าอาคารผ่านผนังและหลังคาก็จะมีค่ากลางหนึ่ง เช่น เรื่องระบบแสงสว่าง เช่น ใช้หลอดไฟแอลอีดี เรื่องระบบปรับอากาศต้องใช้แอร์ติดฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 รวมถึงเรื่องส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น การติดโซลาร์รูฟท็อป ใช้พลังงานทดแทนในอาคารก็เอาไปเป็นเครดิตในการคิดคำนวณว่าจะใช้พลังงานในอาคารลดลง
ฉะนั้นก็จะประเมินตามแนวทางนี้ ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์รายระบบก็เอาเกณฑ์พลังงานในภาพรวมก็ได้ ถ้าออกแบบด้วยแบบของคุณจะใช้ไฟต่อปีเท่าไร แล้วก็มาเทียบกับอัตราอ้างอิงของเรา ให้ผ่านก่อน สมมุติการใช้ไฟของคุณต่ำกว่าก็สามารถผ่านเกณฑ์การใช้พลังงานภาพรวมได้
“เกณฑ์ที่จัดทำขึ้นมาเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ ซึ่งจะไม่ได้เป็นภาระผู้ประกอบการ แต่เป้าหมายเพื่อการประหยัดพลังงานซึ่งจะส่งผลให้ลดค่าไฟระยะยาว”
นายสารัชกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมได้เตรียมพร้อมใช้กฎหมายนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งให้ความรู้ผู้เกี่ยวข้อง เจ้าของโครงการ วิศวกร ผู้ออกแบบ สถาปนิก จะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจใบอนุญาตก็จะมีการอบรม เตรียมคู่มือสำหรับการตรวจสอบใบอนุญาต
และมี MOU กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ผู้ผลิตอุปกรณ์ เช่น SCG และก็บริษัทที่ผลิตอุปกรณ์มาร่วมกับกรมเพื่อกำหนดมาตรฐานให้เหมาะสม โดยจะช่วยไม่ให้สเป็กอาคารนี้ไปกระทบกับผู้เกี่ยวข้องมากเกินไป และทุกคนยอมรับและปฏิบัติได้
ขณะเดียวกัน เรื่องนี้ยังมีส่วนช่วยในมิติเศรษฐกิจ คือจะเป็นการสร้างอาชีพ หรือธุรกิจใหม่ “ผู้ตรวจประเมิน” ก็ต้องมีคนมาขึ้นทะเบียนรับรอง ก็จะมีการจ้างงานเพิ่ม กระตุ้นเศรษฐกิจ และต่อไปการลงทุนในการก่อสร้าง และวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง จะเป็นการลงทุนโดยใช้จุดเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นจุดขาย เป็นการกระตุ้นการลงทุนในเซ็กเตอร์นี้ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ
“ผู้ตรวจประเมินจะต้องมาขึ้นทะเบียนกับกรม ต้องมีวุฒิ คุณสมบัติ และต้องผ่านการมาอบรม หลังขึ้นทะเบียนแล้วมีอายุ 3 ปี พอครบ 3 ปีก็มาต่ออายุกับเรา ณ ปัจจุบันมีผ่านมา 650 คน กำลังจะขึ้นทะเบียนได้ทำงานได้ และมีเป้าหมายจะอบรมเพิ่มให้ได้ 1,000 คน เพื่อรองรับการตรวจสอบอาคารใหม่”