อาจารย์ มช.-นักสิทธิชี้ รัฐต้องทบทวน บังคับเกณฑ์ทหาร หลังมีเหตุฝึกโหด รด.ที่นราธิวาส
อาจารย์ มช.-นักสิทธิชี้ รัฐต้องทบทวน บังคับเกณฑ์ทหาร หลังมีเหตุฝึกโหด รด.ที่นราธิวาส
จากกรณีที่มีนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 1 ใน จ.นราธิวาส ฝึก รด.จนต้องเข้าโรงพยาบาลถึง 23 คน โดยแพทย์ระบุว่าสาเหตุเกิดจากร่างกายเด็กไม่มีความพร้อม และสภาพอากาศที่ร้อน รวมไปถึงการขาดน้ำ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเหตุขึ้น โดย พล.ท.ศานติ ศกุลตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 สั่งสอบหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- สั่งเด้ง ‘ครูฝึกโหด’ ฝึกจน นศท.ไตวายเฉียบพลัน มทบ.46 ยืดอกดูแลส่วนต่างค่ารักษา
- รอง ผบ.นรด.เยี่ยม นศท.ที่ถูกฝึกจนต้องหามเข้าโรงพยาบาล ล่าสุดยังรักษาตัว 23 นาย
- แม่ทัพภาค 4 ตั้ง คกก.ตรวจสอบข้อเท็จจริง 23 รด.เข้า รพ. หากพบบกพร่องลงโทษโฆษกแจงเพราะอากาศร้อน
ล่าสุด (5 ธันวาคม) เหตุที่เกิดขึ้นนายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เผยแพร่ข้อเขียน เรื่อง“หนีเกณฑ์ทหาร ด้วยการเรียน รด.” แสดงความเห็นถึงเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่า
“ผมเคยสอบถามนักศึกษาที่รู้จักมักคุ้นว่าทำไมถึงต้องไปเรียน รด. คำตอบที่ได้ก็ไม่ได้ต่างไปจากความคาดหมายเท่าไหร่ มากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ ให้คำตอบว่า เพราะไม่อยากไปเป็นทหารเกณฑ์ แทบหาไม่ได้ที่อยากเรียน รด.เพราะอยากฝึกวิชาทหาร อยากเตรียมพร้อมในการปกป้องประเทศชาติ
ไม่ต้องอธิบายหรอกว่าในความเข้าใจของคนโดยทั่วไปแล้วการเป็นทหารเกณฑ์นั้นมีประโยชน์แก่ชีวิตของปัจเจกบุคคลเยี่ยงไร ในอดีต พ่อแม่จำนวนมากก็ใช้วิธีใต้ดินเพื่อให้รอดพ้นจากการเป็นทหารเกณฑ์ แต่วิธีการใต้ดินอาจยุ่งยากในห้วงเวลาปัจจุบัน รด.จึงไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าการเป็นช่องทางให้ลูกหลานชนชั้นกลางสามารถหลบเลี่ยงการเป็นทหารเกณฑ์
ที่กล่าวว่าการเรียน รด.เป็นช่องทางหนึ่งที่เปิดไว้ให้สำหรับชนชั้นกลาง เพราะต้องเป็นคนที่เรียนได้ ต้องอยู่ในระดับมัธยมศึกษา ข้อมูลชี้ชัดว่าสำหรับคนจนมีเป็นจำนวนน้อยที่มีโอกาสเรียนต่อในระดับมัธยมปลาย ดังนั้น ที่ผ่านมาท่าทีการปฏิบัติต่อนักศึกษา รด.จึงไม่ได้หนักหนามากเท่าไหร่ เพราะต่างก็รู้ดีว่าถ้าเกิดปัญหาขึ้น เสียงของชนชั้นกลางนั้นสามารถดังไม่น้อย
กรณีที่จังหวัดนราธิวาส จะเป็นตัวอย่างให้การปฏิบัติต่อ รด.ที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใจกลางของเรื่องนี้คือการบังคับเกณฑ์ทหารที่ควรต้องถูกทบทวนอย่างจริงจัง ทำอย่างไรไม่ให้การเกณฑ์ทหารเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่ง และเป็นการตรึงคนอีกกลุ่มหนึ่งให้ต้องตกอยู่ในฐานะของการถูกกดขี่ขูดรีดอย่างไม่เป็นธรรม”
ด้านนายกัณวีร์ สืบแสง นักสิทธิมนุษยชน ประธานมูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ ประธานยุทธศาสตร์ และรองหัวหน้าพรรคเป็นธรรม ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าวว่า “การที่นักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 1 และ 2 ในจังหวัดนราธิวาส จำนวน 23 ราย มีอาการกล้ามเนื้ออักเสบอย่างรุนแรง และ 8 ราย มีอาการไตวายเฉียบพลัน ต้องได้รับการฟอกไต โดยแพทย์ระบุเป็นภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย คงต้องให้กำลังใจน้องๆ และพ่อแม่อย่างมาก รวมถึงร่วมกันตั้งคำถามต่อความเป็นธรรมกับการตั้งกรรมการสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ผมจะไม่พูดถึงสาเหตุของภาวะอาการนี้และทำไมน้องๆ ต้องเข้ารับการรักษา แต่ขอเน้นไปเรื่องกฎหมายของไทยเรื่องการเกณฑ์ทหาร และหลักสูตรวิชาทหารที่มีอยู่ ซึ่งโพสต์นี้ขอพูดเรื่องหลักสูตรรักษาดินแดน
“หนึ่ง เลิกเถอะครับกฎหมายการเกณฑ์ทหาร ทราบดีครับว่ายังมีประเทศกว่า 20 ประเทศที่ยังคงกฎหมายนี้ในรัฐธรรมนูญ หากแต่เราควรดูบริบทของไทยว่ามันจำเป็นมากน้อยแค่ไหนโดยเฉพาะในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ด้านความมั่งคง รบน้อยมากๆ
“สอง การเรียนรักษาดินแดน หรือ รด. นี่จริงๆ เป็นผลพวงจากความไม่ประสงค์ของเด็กและผู้ปกครองที่จะต้องผ่านการเกณฑ์ทหารเมื่ออายุครบ 21 ปีบริบูรณ์
“สาม หากประเทศไทยต้องการสร้างและผลิตกำลังสำรองตามคอนเซ็ปต์ ‘citizen soldier’ แล้วนั้น ควรให้เป็นไปแบบ ‘ด้วยความสมัครใจ’ อย่างแท้จริง แล้วคุณจะได้คนมีคุณภาพเพื่อพัฒนากองทัพต่อไป ผมเชื่อนะว่ายังมีคนที่อยากเรียนเรื่องการทหารอยู่ กลุ่มนี้แหละครับที่ทางประเทศสามารถนำมาพัฒนาเป็นกำลังพลที่มีความสามารถต่อไปได้ ไม่ใช่เด็กชายไทยทุกคน!!
“สี่ รด.ที่มีอยู่เริ่มต้นตั้งแต่เด็กชายอายุ 15 ปี และไม่สมัครใจโดยส่วนใหญ่ จริงๆ ก็เข้าคอนเซ็ปต์ทหารเด็กนะหากถูกตีความจริงๆ ‘การสู้รบโดยตรง’ ก็ยังเป็นประเด็นถกแถลงกันอยู่ และอีกอย่าง ทุกคนไม่ได้สมัครใจเรียน รด. แต่กลัวและเกรงว่าจะต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารในอนาคต
“เอาง่ายๆ ครับ อย่าบังคับคนโดยกฎหมายที่จะมีผลต่อเด็กในอนาคตหากไม่เรียน รด. มันคือการบังคับนั่นเอง และสร้างความกลัวให้ทั้งผู้ปกครองและเด็ก ผมทราบว่า ‘การเป็นทหารได้อะไรมากกว่าที่คุณคิด’ แต่หากต้องการกำลังพลที่มีคุณภาพที่จะเข้ามาพัฒนาสถาบัน ต้องเริ่มจากความปรารถนาส่วนบุคคลและด้วยความสมัครใจ กลุ่มนี้จะเป็นเป้าหมายหลักที่สถาบันทหารควรนำมาพัฒนาให้กองทัพมีขีดความสามารถมากขึ้น
“การเรียนทหารของรักษาดินแดน ควรใช้คอนเซ็ปต์ ‘citizen soldier’ ในการฝึกฝนบุคคลให้มีศักยภาพทางทหารเมื่อประเทศของตนต้องการ และคนที่ถูกฝึกนั้นสามารถใช้ศักยภาพที่ถูกพัฒนามาเพื่อเติมเต็มหน้าที่ของพลเมืองอย่างมีคุณภาพในเวลาปกติ และการเข้าไปฝึกนั้น ควรต้องไม่ใช่เด็กและต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ
“ตัวอย่าง เช่น ในประเทศสหรัฐ เค้ามีการเรียน ROTC ในมหาวิทยาลัย (เหมือน รด.นั่นแหละ แต่แยกเหล่าที่สนใจและเข้มข้นกว่า) และให้นักศึกษาผู้สนใจวิชาการทางทหารเข้ารับการอบรมและฝึกฝนด้วยความสมัครใจ และระหว่างรับการอบรมและฝึกนั้น นักศึกษาสามารถได้รับทุนจากกองทัพเพื่อช่วยให้สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้เสียอีกด้วย
“ทำไมไทยเราไม่พิจารณาและทำเฉกเช่นนี้ หากทำแล้ว 1) จะไม่ถูกครหาเรื่องการใช้กฎหมายการเกณฑ์ทหารมาบังคับให้คนเรียน รด. 2) ลบข้อครหาและความเสี่ยงถูกกล่าวหาเรื่องทหารเด็ก 3) ผู้ที่จะเข้าเรียนวิชาทหารในมหาวิทยาลัยจะไม่ใช่เด็กแล้ว 4) คนมารับการฝึกอบรมจะมาด้วยความสมัครใจ
5) ลดภาระการใช้ภาษีหลายร้อยล้านบาทจากการนำมาใช้เรื่องการอบรม รด.ปี 1-3 ทั่วประเทศ 6) นำภาษีที่จะต้องใช้จ่ายในข้อ 5 มาทำเป็นทุนให้นักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยที่สมัครใจเรียน อย่าง ROTC เพื่อช่วยให้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา และวิชาทหารที่สมัครใจเรียนไปพร้อมกัน และ 7) กองทัพจะได้บุคลากรที่มีคุณภาพในหลายๆ สาขาวิชาในระดับอุดมศึกษามาพัฒนากองทัพอย่างมากมาย
“ไว้ครั้งหน้าจะมากล่าวถึงจะหาทหารเกณฑ์มาได้อย่างไรหากยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ที่พูดมาทั้งหมดต้องขอออกตัวว่าผมเคารพและให้เกียรติสถาบันทหารที่เป็นสถาบันหลักของประเทศที่ได้นำพาประเทศไทยผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนเป็นไทยในทุกวันนี้ และเพราะด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากเห็นสถาบันทหารปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย โดยมีความกะทัดรัด เป็นมืออาชีพ ทันสมัย และก้าวสู่สากล ในศตวรรษที่ 21”