💓 รักได้ แต่ต้องรักแบบมีสติ เพราะถ้าคลั่งรักจนเกินไป อะไรๆ ก็พังไปหมด
มีความสุขก็เพราะเขา เศร้าก็เพราะเขา เห็นหรือฟังอะไรมาก็จะนึกถึง คอยเอาอกเอาใจ ตามใจทุกอย่างไม่ให้ขาด จนมองไม่เห็นข้อบกพร่องของอีกฝ่าย แม้เขาจะทำผิดก็มักจะแก้ให้เป็นถูกได้เสมอ เป็นแบบนี้เรากำลังตกอยู่ในอาการคลั่งรักหรือเปล่านะ
ซึ่งคำว่า ‘คลั่งรัก’ เป็นคำที่เรามักจะพบเห็นผู้คนใช้กันอยู่บ่อยๆ โดยหลายคนอาจมองว่าคนคลั่งรัก เป็นคนโรแมนติก และมีความสุขในการสร้างความสัมพันธ์กับคนที่ตัวเองรัก แต่อะไรที่มากจนเกินไป มันก็อาจไม่ใช่เรื่องดี เพราะรู้หรือไหมว่า อาการคลั่งรักแบบ Limerence นั้น ก็ทำให้คนเป็นทุกข์หนักมากกว่าได้เช่นกัน
1 - ย้อนกลับไปเมื่อปี 1979 โดโรธี เทนนอฟ (Dorothy Tennov) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้เขียนหนังสือชื่อว่า ‘Love and Limerence: The Experience of Being in Love’ เธอได้ให้นิยาม ‘Limerence’ ว่า เป็นภาวะลุ่มหลงอย่างรุนแรง จนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เอาแต่หมกมุ่นเกี่ยวกับคนที่รักอยู่ตลอดเวลา ทำให้คนที่ตกอยู่ในภาวะนี้เกิดปัญหาทางสุขภาพจิต ไม่ว่าจะคนที่คลั่งรัก หรือคนที่ถูกคลั่งรักอยู่ก็ตาม
คนที่มีอาการคลั่งรักนั้นจะถูกควบคุมโดยกลุ่มสารในระบบประสาทที่เรียกว่า โมโนอะมีน (Monoamine) เป็นสารที่ทำให้เราดีใจ เศร้า เหงา มากกว่าคนปกติ และยังส่งผลถึงอาการทางกายภาพ เช่น ใจสั่น เหงื่อออก วิงเวียนศีรษะ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมด้านการกินอาหารและการนอนหลับ
2 - นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาสมองของกลุ่มคนที่มีอาการคลั่งรัก พบว่าสมองจะทำงานคล้ายกันกับผู้ที่เสพยาโคเคน คือระหว่างที่กำลังมีอารมณ์ลุ่มหลงในความรัก ระดับฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) จะลดลงมาอยู่ในระดับต่ำ จนอาจอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับผู้ป่วยโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) ส่วนระดับฮอร์โมนโดพามีน (Dopamine) ที่สัมพันธ์กับความร่าเริงและตื่นตัวกลับพุ่งสูงขึ้น ทำให้ผู้ที่มีอาการคลั่งรักมีลักษณะท่าทาง และพฤติกรรมที่ตื่นตัว ย้ำคิดย้ำทำ และยังมีอารมณ์ค่อนข้างแปรปรวนง่ายกว่าคนทั่วไป
อาการคลั่งรักถูกแบ่งเป็น 3 ระยะ โดยจะเริ่มต้นจากการที่เรารู้สึกหลงใหลใครสักคนด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า มีอาการเหมือนคนเสพติด ใจสั่น ท้องไส้ปั่นป่วน และคิดถึงอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา ต่อมาเมื่ออีกฝ่ายเล่นด้วย เราจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เขาพึงพอใจ และไม่หายไปไหน มองว่าเขาคือความสมบูรณ์แบบที่จะเข้ามาเติมเต็มชีวิต
ในระยะสุดท้าย คนคลั่งรักจะเริ่มเห็นความเป็นจริงที่ว่า คนที่เรารักไม่ได้ต้องการจะพัฒนาความสัมพันธ์ไปมากกว่านี้ บางคนอาจจะรีบถอยออกทันทีเพราะมองว่าคนที่รักไม่ได้เป็นไปตามอุดมคติ แต่ในบางกรณี พวกเขาอาจจะแสดงออกถึงพฤติกรรมรุนแรงเนื่องจากต้องการครอบครองอีกฝ่ายก็เป็นได้
3 - โดยสภาวะลุ่มหลงนี้จะไม่มีระยะเวลากำหนดตายตัว อาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์แล้วหายไป หรือกินระยะเวลานานหลายปี ขึ้นอยู่กับว่าความรู้สึกนั้นได้รับการตอบสนองหรือไม่ ซึ่งถ้าได้รับการตอบสนองจากคนที่รัก ความลุ่มหลงก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น
แน่นอนว่าการได้รักใครสักคนเป็นสิ่งที่สวยงาม แต่ถ้าอาการตกหลุมรักของเรามันรุนแรงมากเกินไป นอกจากจะทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน ไม่มีสมาธิจนส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวัน ความรู้สึกนี้อาจทำให้เราไม่สามารถแยกแยะเหตุผล ผิดชอบชั่วดี ไม่สามารถควบคุมการกระทำใดๆ ของตัวเอง จนนำไปสู่อาชญากรรมที่เกิดจากความรักความหึงหวงได้เช่นกัน
-----------------
หากวันใดวันหนึ่ง เรารู้ตัวว่ากำลังมีอาการคลั่งรักจนไม่เป็นตัวเองแล้ว ให้เราดึงสติตัวเองกลับมาก่อน หันมาทำความเข้าใจกับความรักใหม่ ไม่ปล่อยให้ความรู้สึกอยู่เหนือเหตุผล หากิจกรรมทำเพื่อช่วยให้คิดถึงเขาน้อยลง อย่างการดูหนัง ฟังเพลง ชอปปิง หรือออกกำลังกาย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้เราได้กลับมาดูแลตัวเองมากขึ้นด้วย