อนิเมะพลังหญิง : ผู้หญิงหลากหลายแบบและอิสระในการเลือกทางของเธอเอง
The Momentum
อัพเดต 16 มี.ค. 2563 เวลา 20.38 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. 2563 เวลา 20.38 น. • ปรีดิ์ปณต นัยนะแพทย์เมื่อพูดถึงมังหงะหรืออนิเมะจากญี่ปุ่น หลายท่านอาจมองว่างานประเภทนี้มีความเป็นชายสูง และดูเหมือนจะไม่ค่อยมีงาน ‘แมส’ ที่ปล่อยเปล่งพลังของผู้หญิงออกมามากนัก แต่สำหรับผู้เขียนกลับไม่คิดเช่นนั้น ทั้งยังคิดว่ามีงานระดับแมสที่เปิดพื้นที่ให้กับผู้หญิงไม่น้อย และขอใช้โอกาสนี้บอกเล่าถึงอนิเมะส่วนหนึ่งที่แสดงพลังของผู้หญิงออกมาอย่างสนุกและโดดเด่น จนอยากจะแนะนำให้นำไปนั่งรับชมกันครับ
Sailor Moon ภาคดั้งเดิม และ ภาค Sailor Moon Crystal
ถ้าจะนึกถึงอนิเมะที่แสดง ‘พลังหญิง’ ออกมาอย่างชัดแจ้ง ตัวแทนแห่งดวงจันทร์อย่างเซเลอร์มูนย่อมเป็นเรื่องแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง ซึ่งก็เป็นความตั้งใจที่ตัวผู้สร้างมังหงะต้นฉบับ อย่างอาจารย์ทาเคะอุจิ นาโอโกะ ที่จับเอาไอเดียของกองบรรณาธิการ มารวมกับแนวคิดซีรีส์แปลงร่างแนวซูเปอร์เซนไต จนทำให้เซเลอร์มูน กลายเป็นอนิเมะที่มีหญิงสาวเอกลักษณ์โดดเด่นถึงห้าคน มาปราบเหล่าร้ายอย่างจริงจัง และยิ่งเรื่องราวดำเนินไปมากขึ้น ก็มีตัวละครผู้หญิงหลากแบบออกมาแสดงความเป็นตัวของพวกเธอเองอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น เซเลอร์เนปจูน กับ เซเลอร์ยูเรนัส ที่แทบจะเป็นไอคอนของเลสเบี้ยนจากโลกการ์ตูนในช่วงปี 1990 ไปเลย
กระนั้นในฟากฝั่งอนิเมะชุดแรกที่ออกฉายในช่วงปี 1992 – 1997 นั้น มีทีมงานจำนวนมากเป็นผู้ชาย และจำเป็นต้องดึงเรื่องให้ห่างจากมังหงะต้นฉบับ เลยมีการปรับเปลี่ยนตัวเนื้อหาและรายละเอียดหลายอย่าง อาทิ ตัวละคร ฮิโนะ เรย์ โดนปรับให้เป็นคู่หูคู่ฮากับอุซางิ, การเพิ่มตัวละคร อัศวินเงาพระจันทร์, เซเลอร์สตาร์ไลท์ ในฉบับนี้เป็นตัวละครสามารถสลับเพศจริงๆ ได้ซึ่งต่างจากต้นฉบับที่เป็นหญิงสาวปลอมเป็นชายเท่านั้น ฯลฯ และการปรับเปลี่ยนนั้นก็ทำให้กลิ่นอายของตัวอนิเมะชุดแรกมีความเป็นชายเพิ่มขึ้นมา
เวลาผ่านไปจนถึงปี 2012 ก็มีการประกาศว่าจะมีการสร้างอนิเมะเซเลอร์มูนชุดใหม่อีกครั้ง แต่ข่าวคราวก็หายไปจนถึงปี 2014 ที่มีการยืนยันว่าอนิเมะชุดใหม่จะใช้ชื่อว่า เซเลอร์มูนคริสตัลโดยมีการปรับภาพกับเรื่องราวให้สอดคล้องกับมังหงะต้นฉบับมากขึ้น ตัวละครหลายตัวจึงมีนิสัยที่ต่างไปจากฉบับเก่าที่คนส่วนมากคุ้นเคย และมีการปรับบทพูดบางส่วนให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น แม้ว่าตัวอนิเมะจะมีปัญหาบ้างในงานภาพช่วงแรก แต่ยิ่งดำเนินเรื่องตัวงานก็ค่อยๆ ดีขึ้นในภายหลัง ทำให้ข้อความหลายอย่างที่ถูกทีมงานชายบดบังไปกลับมาชัดเจนยิ่งกว่าเดิมในฉบับนี้
แต่แก่นของเรื่องที่หญิงสาวสามารถปลุกพลังพิเศษ จนกลายเป็นอัศวินที่เข้มแข็งไม่แพ้ใคร ซึ่งมาจากประสบการณ์ของอาจารย์ทาเคะอุจิ ที่เคยผ่านประสบการณ์ไม่ดีตอนเป็นนักเรียน จนเธออยากสร้างตัวละครที่มีความธรรมดาๆ ให้กลายเป็นผู้แข็งแกร่งได้ และผมเชื่อว่าเหล่าอัศวินดาราจะเป็นตัวแทนของการดึงความเข้มแข็งออกมาให้ใช้สำหรับคนดูอนิเมะไปอีกนาน
Versaille No Bara
ย้อนเวลาไปสักเล็กน้อย เพราะอนิเมะที่เราจะพูดถึงเรื่องต่อไปคือ กุหลาบแวร์ซายส์ที่เดินเรื่องโดยอ้างอิงจากประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสในช่วงปลายรัชสมัยของ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส
สำหรับท่านที่อาจจะไม่คุ้นเคย อนิเมะเรื่องนี้จะเล่าเรื่องของ ออสการ์ ฟรังซัวส์ เดอ จาร์เจ (Oscar François de Jarjayes) บุตรีคนสุดท้องของตระกูล เดอ จาร์เจ ที่ถูกชุบเลี้ยงมาในแบบชายชาตรี จนทำให้เธอชำนาญการด้านการทหาร และมีฝืมือด้านดาบกับปืนไม่แพ้ทหารชาย ออสการ์เติบโตขึ้นมาพร้อมกับ อังเดร กรังดิเออร์ (André Grandier) และเป็นคู่ซ้อมในการต่อสู้ แต่ที่ออสการ์ไม่ทราบก็คือความในใจของอังเดรที่หลงรักเธอ แม้ว่าจะเธอจะทำตัวเป็นชายชาตรีก็ตาม
ต่อมา ออสการ์ ได้รับราชการทหาร และด้วยความเป็นหญิงเธอจึงได้เป็นทหารคนสนิทของ พระนางมารี อองตัวเน็ต ที่ภายหลังได้ทำการอภิเษกสมรสกับ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จนกลายเป็นราชินีของฝรั่งเศส กระนั้น พระนางมารี อองตัวเน็ต ยังแสวงหาความสำราญ จึงมักจะปลอมตัวออกจากวังไปพร้อมกับออสการ์ และนั่นทำให้ ออสการ์ ได้มีโอกาสได้พบกับ เคานต์ฮาน แอกเซล วอน เฟอเซน (Hans Axel von Fersen) ที่น่าตกใจก็คือ ออสการ์ ตกหลุมรักท่านเคานท์อย่างจัง จนยอมที่จะใส่ชุดเดรสเพื่อได้ใกล้ชิดกับชายที่เธอหลงใหล แต่กงล้อประวัติศาสตร์ทำให้ออสการ์ได้ไปพัวพันกับเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส ที่ออสการ์กับอังเดรในฐานะทหาร ต้องต่อสู้กับประชาชน แต่ก่อนที่ศึกจะเข้าสู่จุดตึงเครียด อังเดร ก็ได้บอกรักกับ ออสการ์ ที่ตอนนี้รับรู้แล้วว่า เธอก็ชอบเขามาตลอด ทว่าในเวลาต่อมาทั้งสองคนก็ต้องเสียชีวิตจากถูกยิงระหว่างเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติ
แน่นอนว่าเรื่องราวดราม่าเคล้ากลิ่นประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสของอนิเมะเรื่องนี้ สนุกน่าติดตามนับตั้งแต่เริ่มจนจบ แต่ส่วนที่เราอยากเล่าก็คือ ตัวออสการ์ที่เป็นหญิง ถูกนำเสนอในฐานะบุคคลที่เข้มแข็ง, ได้เป็นทหารรักษาพระองค์ที่สามารถกุมใจลูกน้องจากทักษะของตัวเธอ และยังมีการนำเสนอให้ออสการ์ไม่ปิดบังเพศกำเนิด แต่เมื่อเธออยากจะทุ่มเทให้ความรัก เธอก็สามารถโอบกอดความเป็นหญิงแล้วใส่ชุดเดรสไปเดินเกมรุกต่อชายที่เธอหลงใหล ในทางกลับกันตัวละครชายอย่างอังเดรก็ไม่เคอะเขินที่จะแสดงความรักต่อออสการ์ไม่ว่าเธอจะสวมชุดสวยงาม หรือในมาดทหารที่แสนมั่นใจก็ตามที
น่าสนใจไม่น้อยที่อนิเมะเรื่องนี้ ซึ่งถูกสร้างและฉายในช่วงปี 1979-1980 กลับส่งข้อความที่เพิ่งมาเป็นที่เข้าใจกันทั่วถึงในสมัยหลังที่ว่า อย่าได้ตัดสินการทำงานหรือการใช้ชีวิตของผู้หญิงด้วยอาภรณ์ที่เธอเลือกแล้ว
Gintama
ผมเขียนชื่ออนิเมะถูกต้องแล้วครับ และใช่ครับ อนิเมะแนวตลกชวนหัว แถมยังไม่รู้จะแซะอะไรในแต่ละสัปดาห์ ที่ตีความว่าถ้ามนุษย์ต่างดาวเข้าตีญี่ปุ่นแทนฝรั่งมังค่า ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนไปยังไง แม้ว่าตอนแรกจะมีการเหยียดตัวละครประกอบอยู่บ้าง แต่เมื่อเรื่องราวพัฒนาไปเรื่อย กินทามะกลับเคารพตัวละครหญิงอย่างคาดไม่ถึง
ด้วยความที่ยุคเอโดะของอนิเมะเรื่องนี้มีความอิสระเสรีกว่าปกติ หลายคนเลยทำตัวจัดจ้านสมใจ อย่างเช่น คางุระ ที่เป็นเด็กหญิงชาวสวรรค์เผ่ายาโตะ ที่ทำตัวดูบ้าๆ บอๆ แต่ความจริงแล้วเธอต้องการจะใช้ชีวิตที่ห่างไกลจากการต่อสู้ฆ่าฟัน, โอโทเซะ เจ้าของห้องเช่าของคุณกิน อาจจะปากร้ายแต่เธอนั้นช่วยเหลือชีวิตคนตกระกำลำบากมาหลายครั้ง, โอทาเอะ ที่เป็นลูกสาวซามูไร แต่กลับยินดีจะไปทำงานนั่งดริงค์เพื่อหาเงินรักษาโรงฝึกของที่บ้านไว้ ขัดกับแนวคิดของยุคสมัย ฯลฯ
แต่บทที่ทำให้เห็นว่า กินทามะชูความเป็นเอกเทศของสตรีทุกคนก็คือบทที่บุกถล่มโยชิวาระ ย่านนางโลมใต้ดินที่ไม่เคยต้องแสงแดดและถูกกล่าวขายว่าเป็นสวรรค์สำหรับบุรุษ ทว่านางคณิกาโดยส่วนใหญ่ของที่นี่ กลับเป็นเด็กหญิงที่ถูกลักพาตัวมาจนกระทั่งพวกของกินโทกิ สามารถจูงใจให้หญิงสาวที่อยากจะใช้ชีวิตอย่างมีอิสระ ต่อสู้กับราชันย์รัตติกาลและปลดแอกให้โยชิวาระ กระนั้นสภาพของโยชิวาระหลังการต่อสู้ ก็ยังคงเป็นแหล่งบันเทิงด้านเพศ จนชวนเกิดความสงสัยว่ามันต่างกับตอนก่อนหน้าอย่างไร
แต่เมื่อกินโทกิสรุปว่า ‘ทุกคนมีอิสระที่จะเลือกเป็นนางพยาบาล หรือตำรวจสาวสวมชุดรัดติ้ว ไม่ได้มีแค่กิโมโนอย่างเดียว’ แม้จะฟังแล้วดูเป็นการตบมุก แต่อีกมุมหนึ่งมันก็เป็นการแสดงมุมมองว่า หญิงสาวก็มีสิทธิ์อย่างเสรีในการจะเลือกว่าเธอจะมีเพศสัมพันธ์กับใคร หรือเธอจะเลือกงานเป็น sex worker ก็เป็นได้หมด ถ้าหากว่านั่นคือสิ่งที่พวกเธอตัดสินใจดีแล้ว
Fullmetal Alchemist Brotherhood
แขนกลคนแปรธาตุที่เล่าเรื่องของ พี่น้องตระกูลเอลริคที่ตามหาความลับของการแปรธาตุเพื่อนคืนสภาพให้ร่างกายของตนเอง เป็นอนิเมะที่ผมเจอหลายท่านทักว่ามันออกจะมีความเป็น ‘แมน’ มากเกินไปจนผู้หญิงไม่น่าจะมีบทโดดเด่น แต่ผมกลับมองว่าความที่เป็นการ์ตูน ‘โชเน็น’ ของเรื่องนี้ โดยเฉพาะในภาค Brotherhood ที่เป็นการสร้างตามมังหงะต้นฉบับอย่างซื่อสัตย์ กลับทำให้ตัวละครหญิงฉายแสงเจิดจ้าเท่าๆ กับตัวละครชายเลยทีเดียว
ตัวอย่างที่เด่นชัด ก็คือ อิสึมิ เคอร์ติส อาจารย์ของสองตัวเอก กับ โอลิเวียร์ มิร่า อาร์มสตรอง นายพลหญิงจากแดนเหนือ เพราะพวกเธอสองคนแสดงให้เห็นตั้งแต่ด้านกายภาพว่าแข็งแกร่งกว่าผู้ชายส่วนใหญ่ในเรื่อง โดยเฉพาะท่านหลังที่ถึงขั้นนำทัพทหารหาญมาควบคุมเหตุการณ์วุ่นวายในช่วงท้ายเรื่องด้วย
ตัวละครหญิงที่มีสภาพร่างกายบอบบางกว่าก็ยังมีความโดดเด่น เช่น ริซ่า ฮอว์คอาย พลแม่นปืนหญิง ฉายา นัยน์ตาเหยี่ยว ที่ไม่ได้มาในฐานะไม้ประดับ เธอทำหน้าที่ช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับตัวร้ายของเรื่อง ทั้งยังวางตัวเป็นเข็มทิศศีลธรรมให้กับเหล่านักแปรธาตุที่มีพลังเกินมนุษย์ ให้เดินทางอยู่บนความเป็นคนไม่ใช่ฐานะอาวุธสงครามที่รู้จักแต่การทำลายล้าง และหลายครั้ง เธอช่วยรักษาชีวิต รอย มัสแตงก์ ทั้งจากความซุ่มซ่ามและความวู่วาม ที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง
วินรี่ ร็อคเบลล์ ที่ถือว่าเป็นผู้กำตำแหน่งนางเอกของเรื่อง ก็ไม่ใช่ตัวละครที่ถูกดีไซน์มาเป็น ‘สาวน้อยที่ประสบปัญหา’ เธอเป็นช่างทำออโต้เมล อวัยวะจักรกลเทียม หรือถ้าบอกง่ายๆ เธอรับหน้าที่เหมือนหมอผสมกับวิศวกรในตัวคนเดียว เธอรับหน้าที่ดูแลสุขภาพของสองตัวเอกอย่างชัดเจน เธอสูญเสียพ่อแม่ไปในสนามรบ แต่เมื่อเธอได้เจอฆาตกรที่พรากชีวิตบุพการีบาดเจ็บอยู่ เธอเลือกกลับช่วยชีวิตของชายคนนั้น ซึ่งเป็นการหักหลังความคิดของชายที่บาดเจ็บ และเป็นการยืนยันว่าเธอไม่ได้แกร่งแค่ภายนอกเท่านั้น แต่ยังแข็งแรงไปถึงหัวใจด้วย
เหตุที่หญิงสาวมากมายใน Full Metal Alchemistโดดเด่นและมีพลังขนาดนี้ คาดว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ อาจารย์อาราคาวะ ฮิโรมุ เจ้าของผลงานต้นฉบับเองก็เป็นผู้หญิงที่ใช้ชีวิตแบบ Manly Man มาโดยตลอด และงานของเธอมักนำเสนอว่า คนทุกเพศมีคุณค่าเสมอ ด้วยงานที่พวกเขาทำ และกลายเป็นลายเซ็นที่ชัดเจนของอาจารย์วัวไปแล้ว ไม่ว่าเธอจะไปบอกเล่าเรื่องราวแบบไหนก็ตามที
Cardcaptor Sakura
ถ้ามองแบบผิวเผินอนิเมะอย่าง การ์ดแคปเตอร์ซากุระ ก็เป็นแค่การ์ตูนแนวสาวน้อยเวทมนตร์ที่ปราบสัตว์ประหลาดให้จบไปเป็นตอนๆ แต่สำหรับหลายท่านที่คุ้นเคยว่าผลงานที่ CLAMP เป็นผู้แต่งเรื่องนั้นจะมีนำประเด็นที่อาจจะเล่ายากมาบอกเล่ากับแบบเข้าใจง่ายและสอดคล้องกับท้องเรื่องเสมอ และในเรื่องนี้เราเห็นว่า ทีมนักเขียนหญิงได้ใส่บทบาทกับตัวตนของตัวละครหญิงได้อย่างน่าสนใจทีเดียว
นางเอกของเรื่องอย่าง ซากุระ อาจจะถูกสร้างมาให้ใกล้เคียงกับนางเอกการ์ตูนแนวเดียวกัน ที่มีความเป็นผู้หญิงสูงแต่ก็ถนัดกีฬาเพื่อให้เข้ากับฉากแอคชั่น แต่ถ้ามองไปยังตัวละครอื่นๆ จะพบว่ามีผู้หญิงอีกหลายแบบปรากฏตัวอยู่ในเรื่อง
นับตั้งแต่เพื่อนสนิทของนางเอกอย่าง โทโมโยะ ที่เป็นสาวสายเปย์ ทุ่มเทให้เพื่อน แถมยังไม่ขวางว่าเพื่อนจะไปคบกับใครทั้งที่ตัวเธอก็หลงรักเพื่อนสนิทคนนี้, โซโนมิ แม่ของโทโมโยะ ถูกนำเสนอออกมาให้เป็นสาวเก่งที่เป็นประธานบริษัทของเล่นขนาดใหญ่ และในเรื่องไม่เคยแสดงว่าเธอมีสามีหรือไม่ ทำให้มีการตีความว่าเธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือขั้นสุดคือเธอผสมเทียมโดยไม่มีสามีไปเลย
รวมถึง ลี เหม่ยหลิง ตัวละครเฉพาะฉบับอนิเมะ ที่เหมือนถูกแนะนำตัวออกมาว่าเป็นตัวอิจฉา แต่เมื่อเรื่องดำเนินไปก็เห็นว่า ตัวละครตัวนี้เป็นแค่คนที่มั่นใจและเมื่อซากุระแสดงให้เห็นว่าสามารถต่อสู้ได้ดีไม่แพ้กับ เธอก็ยอมรับ และเมื่อทราบว่าคู่หมั้นหลงรัก ซากุระ แล้วเธอยอมรับแต่โดยดี และกลายเป็นเพื่อนที่ดีกับทั้งสองคนต่อไป
และถ้าสังเกตดีๆ งานของ CLAMP หลายๆ เรื่องไม่ได้แค่ส่งเสริมพลังของผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมความสัมพันธ์หลากหลายทางเพศอีกด้วย เพราะงานของพวกเธอจะต้องมีตัวละครหลายตัวออกมาให้เป็นคู่รักกัน และแต่ละคนต่างมีเหตุผลที่หนักแน่นว่าทำไมจึงเลือกรูปลักษณ์ความรักแบบนั้น
ความจริงแล้วผมเชื่อว่ายังมีอนิเมะอีกหลายเรื่องที่ส่งเสริมพลังหญิงรวมถึงเพศอื่นๆ เพราะฉะนั้นถ้าชื่นชอบอนิเมะเรื่องไหน ก็บอกกล่าวกันได้นะครับ