โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วรวุฒิ อุ่นใจ กับก้าวที่ยิ่งใหญ่ของ "COL"

Finnomena

อัพเดต 18 ก.ค. 2561 เวลา 17.10 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2561 เวลา 09.01 น. • บันทึกการลงทุน
วรวุฒิ อุ่นใจ กับก้าวที่ยิ่งใหญ่ของ

วรวุฒิ อุ่นใจ คือนักธุรกิจรายแรก ๆ ของไทยที่บุกเบิก ธุรกิจขายเครื่องใช้สำนักงานในระบบ catalog ผู้ซึ่งเผชิญความผิดพลาดมานับครั้งไม่ถ้วน กว่าที่บริษัทจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ต้องต่อสู้มาอย่างยาวนาน

20 ปีก่อน ร้านขายเครื่องเขียน “กิจวิทยา สเตชั่นเนอรี่” ธุรกิจครอบครัวกำลังตกอยู่ในสภาพย่ำแย่จากวิกฤติเศรษฐกิจ สถาบันการเงินจำกัดสินเชื่อ ทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่อง เวลานั้นคุณพ่อของเขาตั้งใจย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดเพื่อหนีหนี้แต่คุณวรวุฒิกลับคิดว่าต้อง “แก้ไข” สถานการณ์นี้ให้ได้

สิ่งแรกที่คุณวรวุฒิทำ คือการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากขายหน้าร้าน เป็นขายผ่าน catalog เปลี่ยนจากลูกค้ารายย่อยเป็นการขายกับลูกค้าองค์กร การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ทำให้พลิกธุรกิจที่กำลังย่ำแย่กลับมาฟื้นคืนอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามหนทางย่อมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จากก่อตั้งบริษัท ออฟฟิศเมท ในปี 2537 ถัดมาเพียง 3 ปีประเทศไทยก็เข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจ แม้รายได้และลูกค้าจะลดลงแต่คุณวรวุฒิกลับมองว่าเป็นโอกาส โอกาสนั้นคือในช่วงที่เกิดวิกฤตสิ่งที่ลูกค้าต้องการคือความมั่นใจ และประหยัดค่าใช้จ่าย ทำให้คุณวรวุฒิตัดสินใจลงทุนสวนกระแสโดยการทำ catalog สินค้าเพิ่มขึ้นจากเดิม 100 หน้าเป็น 200 หน้า ทำรูปเล่มสวยที่สุด ใช้กระดาษดีที่สุด ผลปรากฏว่ายอดขายของบริษัทเติบโตขึ้นกว่า 30% และเติบโต 30-40% มาโดยตลอด

จนวันนี้บริษัทมีมูลค่ากว่า 18,000 ล้านบาท แล้วรู้หรือไม่ว่าจุดเริ่มต้นความสำเร็จของ “บริษัท ออฟฟิศเมท” เกิดขึ้นจากแผนธุรกิจวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของคุณวรวุฒิเท่านั้น ที่ศึกษาความเป็นไปได้ทั้งหมดจนนำไปเสนอธนาคารและสร้างธุรกิจให้เกิดขึ้นจริง เราจะพาไปดูถึงจุดเริ่มของ ออฟฟิศเมท และอนาคตของ COL

2537 จัดตั้งบริษัท เพื่อจำหน่ายเครื่องเขียนผ่าน catalog และคำสั่งซื้อระบบ Call Center

2542-2550 เปิดบริการเว็บไซต์ www.officemate.co.th เพิ่มช่องทางการจำหน่ายในการสั่งสินค้า

2551-2553 แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน โดยใช้ตัวย่อ OFM และทำการ IPO ที่ราคา 4.90 บาท (ราคาหลังปรับพาร์ = 1 บาท)

2555-2559 กลุ่มเซ็นทรัล รีเทล เข้าซื้อกิจการของ OFM และโอนธุรกิจออฟฟิศ ดีโป + บีทูเอส ให้ OFM หลังควบรวมกิจการ หลังจากนั้น OFM ได้เริ่มเข้าสู่ธุรกิจออนไลน์โดยเน้นการขายแบบ B2C และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น COL

2560 หลังจากบริษัทได้แบกขาดทุนในส่วนของออนไลน์มาโดยตลอดทำให้ในปี 2560 บริษัทตัดธุรกิจออนไลน์แบบ B2C ออกไปกลับไปเน้นธุรกิจเดิมคือ B2B เหลือช่องทางออนไลน์ 4 เว็บไซต์คือ officemate.co.th , b2s.co.th , b2s.com.vn และ mebmarket.com

นอกจากนี้ในปีนี้บริษัทยังเปิดตัว Officemate x Kerry Express ให้บริการส่งพัสดุด่วนกับลูกค้าด้วย

โครงสร้างรายได้ของบริษัท และภาพธุรกิจค้าปลีก

เพื่อให้เข้าใจภาพธุรกิจของบริษัทฯ มากขึ้นต้องให้เห็นสัดส่วนรายได้ของบริษัทฯ ซึ่งจะแบ่งได้ดังนี้

  • ออฟฟิศเมท : 62%
  • บีทูเอส : 36%
  • ธุรกิจออนไลน์ B2C : 2%

ออฟฟิศเมท

กลุ่มลูกค้าของออฟฟิศเมท คือกลุ่มบริษัท ออฟฟิศ SME โมเดลธุรกิจเน้นการขายแบบ B2B หรือ Business to Business โดยมากลูกค้าที่สั่งสินค้ากับ officemate มักจะไม่เปลี่ยนเจ้า เนื่องจากความเคยชิน และในบริษัทใหญ่ หากมีการเปลี่ยนบริษัทในการสั่งซื้ออาจต้องมีขบวนการมากมาย จุดนี้นับเป็นจุดแข็งของ officemate

B2S

ภาพรวมของธุรกิจร้านหนังสือดูจะไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่ ที่เห็นได้ชัดคือความถดถอยของร้านหนังสือรายใหญ่อย่าง ซีเอ็ด บุ๊คส์ ที่เคยเป็นบริษัทเติบโต มียอดขายหลายพันล้าน กำไรหลักร้อยล้าน แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาการเข้ามาของอินเตอร์เนต และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ต่างๆส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้ยอดขายของ ซีเอ็ดลดลง จนมีผลขาดทุนในช่วงปีที่ผ่านมา สิ่งที่ B2S ได้ทำคือการเพิ่มสินค้าภายในร้าน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน ของเล่น เครื่องเขียน จนล่าสุดบริษัทพยายามผลักดันให้ B2S เป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์สำหรับลูกค้า โดยให้คอนเซ็ปเป็น Think Space

การเติบโต

1. เพิ่มกลุ่มสินค้า สร้างรายได้จากฐานลูกค้าเดิม

โดยเพิ่มขึ้นมา 3 กลุ่มคือ

  • Manufacturing
  • HoReCa
  • Heathcare

2. เปิดแฟรนไชส์ ดึงคู่แข่งมาเป็นคู่ค้า

การเปิดแฟรนไชส์ มีกลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มร้านเครื่องเขียนที่ทำธุรกิจเดิมอยู่แล้ว โมเดลนี้จะทำให้ COL รุกตลาดต่างจังหวัดได้โดยไม่ต้องลงทุนเองสามารถเพิ่มรายได้เข้ามาได้ทันที

3. B2B Market Place

สร้าง Platform ให้ผู้ผลิตมาเจอกัน ต่างจากรายอื่นคือ “ผู้ขายเจอผู้ซื้อ” แต่สิ่งที่ COL ทำคือ “ผู้ผลิตเจอผู้ขาย” โดยจะเน้น B2B

ส่วนตัวคิดว่าการเติบโตของกลุ่ม 1 และกลุ่ม 2 มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มแรกที่สินค้านั้นจะไปทับไลน์ของ HMPRO และ MAKRO พอสมควรทีเดียว แม้ตลาดจะใหญ่แต่เจ้าตลาดเดิมคงสู้ไม่ถอยเหมือนกัน ส่วนการเติบโตโดยแฟรนไชส์จะเป็นอีกก้าวที่สำคัญเพราะบริษัทไม่ต้องไปโฟกัสกับการขยายสาขา แต่เน้นจุดแข็งที่บริษัทมีนั่นคือโลจิสติก และออนไลน์

ถอดข้อคิดจากคุณวรวุฒิ อุ่นใจ

“ผมผิดมาเยอะมากก่อนที่จะถูก” คุณวรวุฒิกล่าว “เราต้องรู้จักป้องกันตัวเองก่อนที่จะบุกคนอื่น ล้มให้เป็น ล้มแล้วต้องประเมินตัวเองให้เป็น ไม่ใช่สู้ไปเรื่อยๆ และต้องรู้ตัวเองกำลังต่อสู้เพื่ออะไร”

และนี่คือกฎของนักสู้จาก COL

“ล้มก่อนจึงจะชนะ”

โดย - บันทึกการลงทุน - https://www.facebook.com/valuewaynjr/

คำเตือน ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้

https://www.finnomena.com/stock/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...