โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ | กุหลาบกลอนสุนทรภู่

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 พ.ย. 2562 เวลา 02.37 น. • เผยแพร่ 30 พ.ย. 2562 เวลา 02.37 น.

พระโหยหวนครวญเพลงวังเวงจิต

ให้คนคิดถึงถิ่นถวิลหวัง

ว่าจากเรือนเหมือนนกที่จากรัง

อยู่ข้างหลังก็จะแลชะแง้คอย

เพลงปี่พระอภัยสะกดทัพนางละเวงด้วยกลอนนี้ ท่านสุนทรภู่แต่งไว้ราวเสกมนต์สะกดใจปานกัน ด้วยเป็นบทกลอนสมบูรณ์พร้อมทั้งรูปแบบและเนื้อหา

เพลงปี่ชุดนี้มีสามบท ต่อจากบทต้นอีกสองบท ดังนี้

ถึงยามค่ำย่ำฆ้องจะร้องไห้

ร่ำพิไรรัญจวนหวนละห้อย

โอ้ยามดึกดาวเคลื่อนเดือนก็คล้อย

นำค้างย้อยเย็นฉ่ำชื่นอัมพร

หนาวอารมณ์ลมเรื่อยเฉื่อยเฉื่อยชื่น

ระรวยรื่นรินรินกลิ่นเกสร

แสนสงสารบ้านเรือนเพื่อนที่นอน

จะอาวรณ์อ้างว้างอยู่วังเวง ฯ

งามทั้งความ ทั้งคำและน้ำเสียง

คนรักกลอนอยากแต่งกลอนได้ดีต้องอ่านจนจำได้ให้ขึ้นใจ และต้องศึกษาว่าแต่ละคำ แต่ละวรรคนั้น ท่านสุนทรภู่เสกขึ้นมาด้วยการ “แต่ง” อย่างไร

การศึกษาและวิเคราะห์กาพย์กลอนที่ดีนั้น ผู้รู้บอกว่าไม่พึงทำ คุณหญิงจำนงศรี รัตนิน เคยกล่าวว่า

เหมือนการเด็ดกลีบกุหลาบงามเพื่อจะดูการจัดระเบียบซับซ้อนของแต่ละกลีบว่าเป็นอย่างไร ถึงจะผจงจัดคืนเป็นดอกงามดังเดิมได้เพียงใด ก็ไม่ได้ดังเดิมแล้ว ด้วยกลีบดอกนั้นจะช้ำ

จะลองแกะกลีบกุหลาบกลอนเพลงปี่พระอภัยของท่านสุนทรภู่สามบทนี้ดูนะว่า ทำไมกลอนสามบทนี้จึงงดงามและหอมหวนคงทนอยู่ได้ในทุกสมัย

ไม่ชอกช้ำ

บทกลอนดังเรียกรวมๆ ว่ากลอนแปดตามที่ท่านสุนทรภู่จัดระเบียบไว้นี้ สำคัญยิ่งคือ “เสียงท้ายวรรค” ของทุกวรรค ทั้งสี่วรรค พอจะสรุปได้ดังนี้คือ

เสียงคำท้ายวรรคแรก ใช้ได้ทุกเสียง

เสียงคำท้ายวรรคสอง ห้ามใช้เสียงสามัญกับตรี

เสียงคำท้ายวรรคสาม-สี่ ต้องใช้เสียงสามัญกับตรี

มีห้ามกับต้องอยู่สามวรรคนี้เท่านั้น

เคล็ดวิธีรู้เสียงอักษรนั้นให้ใช้อักษรกลาง เช่น

ก.ไก่ เข้าไปจับ เช่นคำ “แม่ค้า” แม้มีวรรณยุกต์เอก-โทกำกับ แต่ก็ไม่ใช่ตัวกำหนดว่าจะเป็นเสียงเอก-โทตามวรรณยุกต์นั้น

เมื่อเอา ก.ไก่ เข้าไปแทน สะกดตามเสียง ดัง “แม่ค้า” ต้องสะกดว่า “แก้ก๊า” จึงถอดเสียงได้ว่า “แม่” เป็นเสียงโท “ค้า” เป็นเสียงตรี ด้วย ก.ไก่ แทนเสียงด้วยรูปวรรณยุกต์ที่ถูกต้องนั่นเอง

ก.ไก่จึงเป็นกุญแจไขเสียงได้จริง

ที่ว่าคำท้ายวรรคแรกใช้ได้ทุกเสียง ก็มีกลอนท่านสุนทรภู่จากเพลงปี่พระอภัยที่เป่าครั้งแรกให้สามพรามหณ์ฟังอีกเช่นกัน เฉพาะบทนี้ที่ว่า

พระจันทรจรสว่างกลางโพยม

ไม่เทียบโฉมนางงามพี่พรามหณ์เอ๋ย

แม้ได้แก้วและจะค่อยประคองเคย

ถนอมเชยชมโฉมประโลมลาน

คำ “โพยม” เป็นเสียงสามัญ (จำเพาะคำ “โยม”)

กลอนจากเพลงปี่สะกดทัพทั้งสามบท คำท้ายวรรคเป็นเสียงเอก (คำจิต) เสียงโท (คำไห้-คำชื่น)

จึงสรุปว่า คำท้ายวรรคแรกใช้ได้ทุกเสียง

คำท้ายวรรคสองทุกบทไม่มีเสียงสามัญ-ตรีอยู่เลย

จึงสรุปว่าคำท้ายวรรคสองห้ามใช้เสียงสามัญกับตรี

ท้ายวรรคสามสี่ของทั้งสามบทก็มีแต่เสียงสามัญกับตรีเท่านั้นเช่นกัน

จึงสรุปว่าคำท้ายวรรคสามกับสี่นั้นต้องใช้เสียงสามัญกับตรีเท่านั้น

ทีนี้มาดูภายในแต่ละวรรคกลอน ซึ่งกำหนดเป็นสามช่วงจังหวะ เป็นสาม-สอง-สาม หมายถึงช่วงจังหวะ ซึ่งไม่ได้บังคับจำนวนคำตายตัวว่าหมายถึงสามคำ สองคำ สามคำ หากหมายถึงอ่านแล้วกำหนดช่วงได้เป็นสามช่วงในแต่ละวรรคหนึ่งๆ

เช่นวรรคที่ว่า

อยู่ข้างหลังก็จะแลชะแง้คอย

นับจำนวนคำได้เก้าคำ แต่อ่านแล้วก็จะได้เป็นสามช่วงจังหวะคือ

อยู่ข้างหลัง-ก็จะแล-ชะแง้คอย

วิธีกำกับคำให้ได้ช่วงจังหวัดนั้นทำโดยใช้สัมผัสที่เรียกว่า “สัมผัสใน” เป็นหลัก ซึ่งมีทั้งใช้สระและเสียงอักษรจากพยัญชนะ เช่น วรรคแรกนี้คือ

พระโหยหวน-ครวญเพลง-วังเวงจิต

เป็นสัมผัสในด้วยสระล้วนๆ ถ้วนครบ

มีเรื่องเล่าถึงการเล่นคำเล่นความในบทคำสอยของอีสาน เพื่อเสริมเสน่ห์ “สัมผัสใน” ดังนี้

“ผู้สาวซำน่อย บ่ฮู้จักกอนสุภาพ

คันผู้บ่าวมานาบ…อ้อนี่หรือสัมผัสใน”

กลอนท่านสุนทรภู่นั้นเป็นเอกและโดดเด่นก็ด้วยการเล่น “สัมผัสใน” คือสัมผัสภายในวรรคแต่ละวรรคนี่เอง

จะผจงจักและจัดกลีบกุหลาบกลอนของท่านสุนทรภู่โดยพยายามไม่ให้ช้ำ หรือหากจะช้ำก็ขอให้

ยิ่งช้ำยิ่งหอม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...