โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

“รา” โรคที่ไม่ร้ายแรง แต่น่ารำคาญ

อาวุโส โซไซตี้

อัพเดต 07 ส.ค. 2564 เวลา 15.24 น. • เผยแพร่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 00.00 น. • อาวุโสโซไซตี้
“รา” โรคที่ไม่ร้ายแรง แต่น่ารำคาญ

“รา” ในที่นี้ คือ เชื้อรา เราจะมาดูกันว่า ถ้าติดเชื้อราที่ผิวหนังแล้ว เราจะสามารถทำอะไรได้บ้าง เค้าจะรักษาเราอย่างไร แล้วจะต้องกินยา หรือ ทายามั้ย ?

โรคติดเชื้อราที่ผิวหนังเป็นโรคที่พบได้บ่อย พอได้ยินคำว่า “โรคติดเชื้อราที่ผิวหนัง” โรคติดเชื้อราที่ผิวหนังเราสามารถแบ่งได้เป็น โรคกลาก โรคเกลื้อน และโรคติดเชื้อแคนดิดา (เชื้อราชนิดหนึ่ง ส่วนใหญ่โรคนี้เกิดจากเชื้อราประจำถิ่นในเยื่อบุช่องปาก ทางเดินอาหาร และช่องคลอด) โรคที่กล่าวมาอาจจะมีอาการคัน คันเล็กน้อย หรือไม่มีอาการเลยก็ได้ อย่างเช่น ติดเชื้อราที่เล็บจะไม่คัน ติดเชื้อราในช่องปากก็ไม่คัน ผมว่า สิ่งสำคัญ คือ การสังเกต และสงสัยว่าจะเป็นโรคนี้หรือไม่

การติดเชื้อราที่ผิวหนัง เริ่มแรกผิวหนังจะมีลักษณะบวมแดง มีตุ่มหนองหรือตุ่มแดง ๆ ขึ้นกระจาย ร่วมกับมีขุยรอบๆตุ่ม หลังจากนั้นตุ่มแดงก็จะกระจายอยู่ที่บริเวณขอบของผื่น (รอยโรค) เรามักจะพบการติดเชื้อราที่ผิวหนังได้ในบริเวณที่เป็นซอกพับและมีความชื้น เช่น ตามซอกคอ ใต้ราวนม บริเวณรักแร้ ขาหนีบ ก้น อวัยวะเพศ โดยเฉพาะในคนอ้วนนะยิ่งเป็นง่ายเลย คนที่มือและเท้าสัมผัสกับน้ำบ่อยๆ ก็อาจเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน

ตามหลักการง่าย ๆ เลย “ถ้าติดเชื้อก็ฆ่าเชื้อ” ถ้าติดเชื้อราที่ผิวหนัง…..ทายาฆ่าเชื้อราได้ก็จบ แต่โรคติดเชื้อราที่ผิวหนังบางชนิดมันไม่สามารถทายาหรือไม่ก็การทายาก็ทำให้ตัวยาไม่สามารถเข้าถึงตัวเชื้อได้นี้สิครับ อย่างกลากบนหนังศีรษะ กลากที่เล็บ ฯลฯ ดังนั้น ในการรักษาโรคติดเชื้อราที่ผิวหนังบางชนิดจึงอาจจะเห็นแค่ทายาอย่างเดียว บางชนิดอาจจะต้องกินยาฆ่าเชื้อราเพิ่ม ใช้แชมพูฆ่าเชื้อประกอบ ฯลฯ เวลาในการรักษาก็จะแตกต่างกันออกไปตามชนิดของโรคด้วยนะครับ อย่างถ้าติดเชื้อราที่เล็บก็ต้องใช้เวลานาน 2 เดือน หรือ 3-6 เดือน (ตามแต่ว่าเป็นที่นิ้วมือ หรือนิ้วเท้าอีก)

อย่างที่บอก หลักของการรักษาเชื้อราที่ผิวหนัง เริ่มแรกถ้าโรคที่เป็นสามารถใช้ยาทาได้ เค้าจะให้ใช้ยาทาก่อนครับโดยยาแบบรับประทานเค้าจะมีหลักในการพิจารณาดังนี้

1.ยาทาไม่สามารถนำตัวยาเข้าไปยังตำแหน่งที่ตัวเชื้ออยู่ได้ เช่น มีเส้นผมหรือเส้นขนมาบดบัง

2.เมื่อทายาไปแล้ว ตัวยาไม่สามารถเข้าถึงตัวเชื้อได้ (อาจจะดูคล้ายกับข้อ 1 แต่ข้อ 1. คือ ยาทาไม่ได้เพราะถูกบดบัง ส่วนข้อ 2 คือ ยาทาได้แต่ตัวยาดูดซึมไม่ได้ เพราะมันหนาเกิน)

3.ตำแหน่งที่ทายามันมากเกินไปครับ ถ้าใช้แต่ยาทาก็จะต้องใช้ยาปริมาณมาก

โรคติดเชื้อราที่ผิวหนัง ไม่ได้เป็นโรคที่ร้ายแรง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...