โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตามติดปฏิบัติการ พระเจ้าตาก “ตามล่า” รัชทายาทกรุงศรีอยุธยา

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 22 เม.ย. 2568 เวลา 03.40 น. • เผยแพร่ 29 ธ.ค. 2567 เวลา 08.15 น.
ภาพวาด สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (พระเจ้าตากสิน) โดย

ตามติดปฏิบัติการ พระเจ้าตาก “ตามล่า” รัชทายาทกรุงศรีอยุธยา

นับจากวันแรกที่ “พระเจ้าตาก” ยกทัพหนีออกจากกรุงศรีอยุธยาก่อนเสียเมืองนั้น ไม่มีหลักฐานฟันธงได้แน่ชัดว่า ในวันนั้นทรงมีเป้าหมายในการครอบครองราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยาหรือไม่ เพราะความคิดนั้นเพิ่งเริ่มมาชัดเจนมากขึ้นเอาตอนที่เดินทัพมาถึงเมืองระยอง และประกาศตัวเป็น“เจ้า” ที่นั่น พร้อมกับมุ่งมั่นที่จะ“กู้กรุงศรีฯ” ให้ฟื้นคืนดังเก่า

แต่เส้นทางการขึ้นสู่ราชบัลลังก์ของพระเจ้าตากไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด และไม่ได้จบลงที่การขับไล่กองกำลังพม่าออกไปจากกรุงศรีอยุธยา แต่ยังมีเงื่อนไขอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการยอมรับของประชาราษฎร เหล่าขุนนางอำมาตย์ พระราชวงศ์ และนานาประเทศ

แน่นอนว่าขณะนั้นศรัทธาของประชาราษฎรที่มีต่อพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์กรุงศรีอยุธยาจะเสื่อมสูญลงไปจนหมดสิ้นแล้ว เนื่องจากไม่สามารถปกปักษ์รักษาพระพุทธศาสนา อาณาประชาราษฎร พระราชวงศ์ ตลอดจนแผ่นดินให้รอดพ้นจากภัยสงคราม จนกระทั่งต้องเสียบ้านเสียเมืองให้กับผู้รุกราน

แต่หลักความเชื่อและการยึดมั่นอยู่ในโบราณราชประเพณี ไม่ได้สูญสลายไปกับความพิบัติครั้งนั้น หน่อเนื้อเชื้อพระวงศ์จะดีจะร้ายอย่างไร ก็ยังคงอาศัยหลักประเพณีโบราณสืบสายกันเรื่อยมา แม้กระทั่งกษัตริย์ผู้ที่มีประวัติคลุมเครือก็ยังต้องดิ้นรนเพื่อหาทาง“เชื่อม” สายเลือดศักดิ์สิทธิ์ทางใดทางหนึ่ง กระทั่งอ้างว่าเป็นพระราชโอรส“ลับ” ก็มี

ในขณะที่พระราชประวัติพระเจ้าตากเป็นที่รู้กันชัดเจนไปไกลถึงนานาประเทศว่าไม่ได้มี“เชื้อสาย” ที่จะใช้เป็นข้ออ้างอันชอบธรรมใด ๆ ได้ นอกจากผลงาน“กู้กรุง” ครั้งนี้เท่านั้น

ครั้นเมื่อถึงคราวจะต้องครองราชบัลลังก์ขึ้นมาจริง ๆ ปัญหา“เชื้อสาย” ก็ได้กลายมาเป็น“อุปสรรค” สำคัญ โดยเฉพาะการยอมรับจากทั้งภายในราชอาณาจักร และแรงกดดันจากภายนอกที่ทวงถามถึงความชอบธรรมในการขึ้นครองราชย์ครั้งนี้ จนถึงขั้นเรียกร้องให้“คืน” ราชสมบัติแก่รัชทายาทกรุงศรีอยุธยา

ซึ่งเวลานั้นมีองค์รัชทายาทที่ปรากฏพระนามในพระราชพงศาวดารและเอกสารต่างประเทศอยู่3 พระองค์ คือ กรมหมื่นเทพพิพิธ(พระราชโอรสในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) เจ้าศรีสังข์(พระโอรสในกรมขุนเสนาพิทักษ์“เจ้าฟ้ากุ้ง”) เจ้าจุ้ย(พระโอรสในเจ้าฟ้าอภัย– เจ้าฟ้าอภัยเป็นพระราชโอรสพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ)

ข้อเรียกร้องที่ต้องการให้องค์รัชยาททั้ง3 พระองค์นี้เป็นผู้สืบต่อราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยา“อย่างชอบธรรม” คือความยุ่งยากต่อราชบัลลังก์ธนบุรี จนทำให้พระเจ้าตากจำเป็นต้อง“เก็บกวาด” องค์รัชทายาททั้ง3 พระองค์นี้ ก่อนที่จะได้เป็น“เจ้าแผ่นดินสยาม” อย่างสมบูรณ์

พระเจ้าตาก กับแรงกดดันจากจีน“king of king” แห่งประเทศในทะเลจีนใต้

ตั้งแต่ต้นกรุงธนบุรี มีหลักฐานชัดเจนว่า พระเจ้าตากใช้ความพยายามอย่างมากที่ต้องการให้“รัฐบาลจีน” ยอมรับอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้นำประเทศอื่น ๆ“เกรงใจ” และยอมรับพระราชอำนาจกรุงธนบุรีตามไปด้วย สิ่งที่กรุงธนบุรีจะได้ประโยชน์จากรัฐบาลจีนก็คือ ผลประโยชน์ทางการค้า ทั้งการส่งสินค้าพื้นเมืองออกไปขาย และการนำเข้ายุทธปัจจัยที่กรุงธนบุรีต้องการอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ กำมะถัน เหล็ก ทองแดง เพื่อนำมาใช้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์

ดังนั้น พระเจ้าตากจึงทรงส่ง“เฉินเหม่ยเซิง” [1] พ่อค้าชาวจีนเพื่อนำพระราชสาส์นไปยังเมืองกวางโจว เพื่อขอสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง

พระราชสาส์นกล่าวถึงการที่กรุงศรีอยุธยาถูกทำลายลง“กษัตริย์ไทยกับพระอนุชาอีกสองพระองค์รวมทั้งขุนนางอื่น ๆ ไม่สามารถจะกู้ประเทศกลับคืนมาได้” [2]

ที่น่าแปลกคือพระราชสาส์นฉบับนี้ ส่งเมื่อตั้งกรุงธนบุรีเรียบร้อยแล้ว แต่ยังปรากฏว่าพระเจ้าตากทรงแจ้งข่าวต่อรัฐบาลจีนว่า“ข้าพระพุทธเจ้าก็ยังไม่พบพระอนุชาของกษัตริย์พระองค์ก่อนที่จะอัญเชิญกลับมาครองราชย์” [3]

อันที่จริงถึงเวลานี้น่าจะเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปแล้วว่า พระเจ้าอุทุมพร“พระอนุชาของกษัตริย์พระองค์ก่อน ที่พระเจ้าตากทรงอ้างถึงนั้น ถูกจับตัวไปเมืองพม่าตั้งแต่ตอนกรุงแตกแล้ว แต่กลับทรงอ้างว่า“ข้าพระพุทธเจ้าก็ยังไม่พบพระอนุชา” ความข้อนี้เห็นจะจงใจเก็บงำข้อเท็จจริงบางอย่าง เพื่อ“ตัดบท” ข้อสงสัยใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากรัฐบาลจีน

อย่างไรก็ดี ข้ออ้างนี้ไม่เป็นผล ราชสำนักจีนก็มี“การข่าว” เหมือนกัน และรู้ว่าเวลานั้น ได้เกิดกลุ่มก๊กต่าง ๆ แยกตัวเป็นอิสระ และตั้งกษัตริย์ปกครองตัวเองขึ้นมาในราชอาณาจักร แน่นอนรัฐบาลจีนหมายรวมถึงกลุ่มพระเจ้าตากด้วย ซึ่งรัฐบาลจีนไม่สนับสนุนการกระทำเช่นนี้

“ปัจจุบันเมื่อตัวเขาตายเมืองวอดวายก็บังอาจฉวยโอกาสแห่งวิกฤติการณ์ โดยไม่คำนึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งเจ้านายเก่า แทนที่จะเชิดชูยกย่องรัชทายาททำการกอบกู้เอกราชและแก้แค้นทดแทน กลับคิดตั้งตนเป็นอิสระไม่หยุดหย่อน รวมทั้งเฟ้อฝันที่จะให้ได้รับการแต่งตั้งรับรอง เพื่ออ้างเอาความเป็นใหญ่ ดังนี้ จึงถือเป็นเรื่องผิดทำนองคลองธรรมและชาติชั้นวรรณะโดยแท้” [4]

ทั้งนี้การติดต่อระหว่างพระเจ้าตากกับราชสำนักจีนนั้น ต้องติดต่อผ่านผู้ว่าการมณฑลกวางตุ้ง–กวางซี ชื่อ“หลี่ซื่อเหยา” ซึ่งมีหน้าที่ในการกลั่นกรองข้อมูลทั้งหลายก่อนที่จะถวายต่อจักพรรดิเฉียนหลง ซึ่งพระองค์ก็เห็นชอบตามที่หลี่ซื่อเหยากราบทูล

“กันเอินเลอนั้นเป็นสามัญชนธรรมดาซึ่งได้เดินทางท่องเที่ยวไปดุจโจรสลัด จึงควรเป็นหัวหน้าสลัดมากกว่าที่จะเป็นกษัตริย์ ทั้งไม่ควรเปรียบตนเองเช่นกษัตริย์ แม้ว่าอาณาจักรไทยจะอยู่ในภัยอันตรายและเจิ้นเจาได้ช่วยเหลือไว้ได้ แต่ก็ไม่มีสิทธิที่จะเป็นกษัตริย์สืบไป แม้จะกอบกู้เอกราชของชาติไว้ได้ ซึ่งนับว่าเป็นการดี แต่การที่พยายามตั้งตนเป็นกษัตริย์โดยที่ตนไม่มีเชื้อสายจึงไม่เป็นที่ยอมรับ [5]

แต่เนื้อความเช่นนี้ออกจะรุนแรงเกินไป จักพรรดิเฉินหลงจึงทรงแนะนำให้เขียนจดหมายที่มีคำอธิบายให้กับกลุ่มก๊กต่าง ๆ คือ กลุ่มของเจิ้นเจาหรือเจิ้นเจ้า(พระเจ้าตาก) และโม่ซื่อหลิง(เจ้าพระฝาง) ว่าจีนไม่สนับสนุนสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

“การที่เจิ้นเจ้าจะให้จีนยอมรับว่าเป็นกษัตริย์และพระราชทานตราตำแหน่งพิเศษมาให้นั้น จีนไม่สามารถให้ได้ เพราะมิได้เป็นไปตามประเพณีเดิมที่ถูกต้องแล้ว เจิ้นเจ้าควรที่จะสืบหาองค์รัชทายาทและช่วยพระองค์ให้กอบกู้ประเทศชาติและอัญเชิญขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่เจิ้นเจ้าก็มิได้ทำเช่นนี้กลับคิดตั้งตนเป็นกษัตริย์เสียเอง ทางจีนจึงไม่เห็นชอบด้วยกับความไม่ถูกต้องและผิดศีลธรรมเช่นนี้ [6]

เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลจีนมีนโยบาย“ไม่รับรอง” บุคคลที่ไม่มีเชื้อสายอย่างชัดเจน ท้ายจดหมายฉบับนี้ [7] จึงลงท้ายว่า“ทั้งนี้เพราะท่านมิได้เป็นองค์รัชทายาท ท่านควรจะเคารพต่อกษัตริย์บรรพบุรุษเดิม ดังนั้นจึงขอให้ท่านสืบค้นหาองค์รัชทายาทและช่วยพระองค์กอบกู้ประเทศ”

ท่าทีของรัฐบาลจีนเช่นนี้ น่าจะเป็นแรงกดดันให้พระเจ้าตากไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากสืบหา องค์รัชทายาทตามที่รัฐบาลจีนต้องการ แน่นอนว่าคงไม่ใช่การช่วยพระองค์กอบกู้ประเทศ แต่ย่อมเป็นเป้าหมายอื่น???

เป้าหมายแรกกรมหมื่นเทพพิพิธ เจ้าพิมาย

กรมหมื่นเทพพิพิธทรงเป็นพระราชวงศ์ชั้นสูง เนื่องจากเป็นพระราชโอรสในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จึงนับได้ว่าทรงเป็น“รัชทายาท” ลำดับต้น ๆ พระองค์หนึ่ง และที่สำคัญทรงเป็นรัชทายาทพระองค์เดียวที่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตลอด ตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สงครามกรุงแตก จนถึงยุคกรุงธนบุรี มีพระนามในเอกสารจีนว่า“ซ่าหวังจี๋” [8]

หลังจากกรุงแตกแล้วกรมหมื่นเทพพิพิธทรงเคลื่อนไหวอยู่ในเขตเมืองนครราชสีมา และแยกตัวเป็นอิสระ ตั้งตนเป็นพระเจ้าแผ่นดิน [9]

“พระพิมายนั้นรักใคร่นับถือกรมหมื่นเทพพิพิธว่าเป็นวงศ์ราชตระกูล ช่วยทำนุบำรุงไว้ ครั้นรู้ข่าวว่ากรุงเสียแก่พม่าแล้ว พม่ากวาดเอาพระราชวงศานุวงศ์ไปสิ้น จึงยกกรมหมื่นเทพพิพิธขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินสืบพระวงศ์พระเจ้าแผ่นดินต่อไป เรียกว่า เจ้าพิมาย” [10]

จนกระทั่งปี2311 ชะตาวาสนาและชีวิตโลดโผนของกรมหมื่นเทพพิพิธก็เป็นอันจบลง เมื่อพระเจ้าตาก โปรดให้ยกกองทัพเข้าโจมตีเมืองโครราช“เจ้าพิมาย” เห็นว่าเมืองโคราชแตกแล้ว จึงทิ้งเมืองพิมาย จะหนีเข้าแดนลาวกรุงศรีสัตนาคนหุต แต่ถูก“ขุนชนะ” จับได้ แล้วนำตัวกลับมายังกรุงธนบุรี(ขุนชนะ– ภายหลังได้ปูนบำเหน็จให้เป็นพระยากำแหงสงคราม ครองเมืองนครราชสีมา)

“จึงให้เอาตัวกรมหมื่นเทพพิพิธเข้ามาหน้าพระที่นั่ง และกรมหมื่นเทพพิพิธถือตัวอยู่มิได้ถวายบังคม จึงดำรัสว่าตัวเจ้าหาบุญวาสนาบารมีมิได้ ไปอยู่ที่ใดก็พาพวกผู้คนที่นับถือพลอยพินาศฉิบหายที่นั้น ครั้นจะเลี้ยงเข้าไว้ก็จะหาคนที่หลงเชื่อถือบุญพลอยล้มตายเสียด้วยอีก เจ้าอย่าอยู่เลย จงตายเสียครั้งนี้ทีเดียวเถิด อย่าให้เกิดจลาจลในแผ่นดินสืบไปข้างหน้าอีกเลย แล้วดำรัสสั่งให้เอาตัวกรมหมื่นเทพพิพิธไปประหารชีวิตเสีย” [11]

เป็นอันว่าการ“สืบหา” องค์รัชทายาทกรุงศรีอยุธยา ตามวิธีของพระเจ้าตาก เรียบร้อยไปหนึ่งพระองค์

แต่หากนับเอาพระบรมวงศานุวงศ์ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะในสายของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงมี“ลูกเธอ” ทั้งชายหญิงถึง48 พระองค์ [12] และคงมีจำนวน“หลานเธอ” อีกจำนวนไม่น้อย หากคิดเฉพาะ“เจ้าชาย” ที่มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ก็คงมีมากมายหลายพระองค์เช่นกัน

แต่หลังกรุงแตก นอกจาก“เจ้าหญิง” ลูกเธอหลานเธอ ที่พระเจ้าตาก“ทรงพระกรุณาเลี้ยงเป็นห้าม” ไม่กี่พระองค์แล้ว กลับไม่มีบันทึกแน่นอนว่าลูกเธอหลานเธอที่เป็น“เจ้าชาย” สูญหายไปไหนหมด คงเหลืออยู่ในบัญชี“สืบหา” ของพระเจ้าตากเพียง3 พระองค์ คือ กรมหมื่นเทพพิพิธ เจ้าศรีสังข์ และเจ้าจุ้ย เท่านั้น ที่ปรากฏในเอกสารต่าง ๆ

กรมหมื่นเทพพิพิธนั้น พระเจ้าตากทรงปิดบัญชี“สืบหา” ไปแล้ว จึงยังเหลืออยู่อีก2 พระองค์ ที่เป็นเป้าหมาย“สืบหา” ในลำดับต่อไป

พระเจ้าตาก กับปฏิบัติการสืบหา เจ้าศรีสังข์

สำหรับเจ้าศรีสังข์ ปรากฏเรื่องราวอยู่ในบันทึกของบาทหลวงฝรั่งเศสไว้ค่อนข้างละเอียด และถ้าบันทึกเหล่านั้นมีความถูกต้องแม่นยำ ก็ถือว่าเป็นเรื่องประหลาดมาก เพราะจากบันทึกนั้นได้เล่าว่า พระเจ้าตาก ปฏิบัติการ“สืบหา” เจ้าศรีสังข์ ตั้งแต่ยังไม่ได้ตั้งกรุงธนบุรีเลยทีเดียว

“เมื่อพม่าเข้าไปตีกรุงนั้น เจ้าศรีสังข์ได้เสด็จเล็ดลอดหนีข้าศึกไปได้ จึงเสด็จด้นดั้นอยู่ตามป่าประมาณ3 เดือน ครั้นพวกพม่ายกกลับไปแล้ว เจ้าศรีสังข์จึงเสด็จกลับไปยังบางกอก แล้วจากบางกอกได้เสด็จไปที่บางปลาสร้อย ในเวลานั้น พระยาตากซึ่งเป็นชาติจีนครึ่งหนึ่งนั้น กำลังดำริจะเอาราชสมบัติ ได้ทราบว่ามีเจ้าเชื้อพระวงศ์เสด็จไปที่บางปลาสร้อย จึงได้จัดเรือให้ออกไปจับเจ้าศรีสังข์มายังเมืองจันทบุรี” [13]

จดหมายฉบับนี้ลงวันที่3 มิถุนายน พุทธศักราช2311 ซึ่งหมายความว่าห่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มากนัก วันเวลาที่เกิดเรื่องขึ้นก็สอดคล้องกับเวลาในพระราชพงศาวดาร คือกรุงแตกในเดือนเมษายน พระเจ้าตากตีเมืองจันท์ได้ในเดือนมิถุนายน และยั้งทัพอยู่นั่นอีก3-4 เดือน ช่วงนี้เองที่พระเจ้าตากให้จัดเรือออกไปจับเจ้าศรีสังข์

ที่น่าแปลกใจก็คือ ปฏิบัติการ“สืบหา” องค์รัชทายาทครั้งนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่พระเจ้าตากยังไม่เผด็จศึกที่ค่ายโพธิ์สามต้น และยังไม่ได้คิดตั้งกรุงธนบุรีเสียด้วยซ้ำ เหตุใดจึงคิดจับองค์รัชทายาทกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่เวลานี้?

จากเหตุการณ์นี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่า พระเจ้าตาก“ตัดสินใจ” ที่จะเป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา“อย่างแน่นอน” ตั้งแต่ได้เมืองระยอง จึงทรงประกาศตัวเป็นเจ้าขึ้นที่นั่น“เราจะตั้งตัวเป็นเจ้าขึ้น ให้คนทั้งหลายนับถือยำเกรงจงมาก การซึ่งจะก่อกู้แผ่นดินจึงจะสำเร็จโดยง่าย” [14]

และเมื่อได้เมืองจันท์มีผู้คนมากขึ้น แข็งแกร่งขึ้น ยิ่งเพิ่มความมั่นใจมากขึ้นที่“อาจ” จะได้เป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา หากศึก“กู้กรุง” ทำได้สำเร็จ

ดังนั้น(หากบันทึกนี้ถูกต้องโดยเฉพาะการตามล่าเจ้าศรีสังข์) แผนการขึ้นสู่ราชบัลลังก์ของพระเจ้าตาก น่าจะถูกวางไว้อย่างรอบคอบทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่การรวบรวมไพร่พลหัวเมืองชายทะเล รวมไปถึงการ“สกัดราชวงศ์” ไม่ให้กลายมาเป็นเงื่อนไขในการขึ้นสู่ราชบัลลังก์ต้อง“สะดุด” เพราะเหตุเรื่องความชอบธรรม และเชื้อสาย“เจ้า”

การตามล่าเจ้าศรีสังข์จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

เมื่อพระเจ้าตากส่งคนไป“สืบหา” เจ้าศรีสังข์ที่บางปลาสร้อย เจ้าศรีสังข์ได้หนีรอดได้ และด้วยความสัมพันธ์อันดีกับบาทหลวงฝรั่งเศส จึงได้รับการช่วยเหลือให้หนีออกนอกประเทศได้ เป้าหมายแรกคือการหนีไกลไปถึงเมืองยุโรป แต่ระหว่างการเดินทาง เรือของเจ้าศรีสังข์ถูกโจรสลัดโจมตี จำเป็นต้องหลบหนีเข้ากรุงกัมพูชา

เจ้ากรุงกัมพูชา(เมืองหลวงคือพุทไธเพชร) ขณะนั้นคือพระนารายณ์ราชา(พระอุไทยราชา, นักองค์ตน) ซึ่งเป็นอริอยู่กับพระเจ้าตากจึงให้การต้อนรับเจ้าศรีสังข์เป็นอย่างดี เพราะหากว่าเกิด“เหตุไม่คาดฝัน” ราชบัลลังก์กลับมาเป็นของ“เชื้อพระวงศ์เก่า” อย่างที่รัฐบาลจีนต้องการ พระนารายณ์ราชาก็คงจะได้รับประโยชน์ไปด้วย

อย่างไรก็ดี แม้เจ้าศรีสังข์จะหลบหนีเข้าไปในกรุงกัมพูชา และพระนารายณ์ราชาให้การต้อนรับ แต่ก็ยังคงอยู่ภายใต้การดูแลของคณะบาทหลวงอยู่

ทางด้านพระเจ้าตากเมื่อทราบว่าเจ้าศรีสังข์หนีเข้ากรุงกัมพูชา จึงพยายามติดต่อกับพระราชาเศรษฐีญวน(เอกสารจีนเรียก“ม่อซื่อหลิน”) เจ้าเมืองพุทไธมาศ(ฮาเตียน, เอกสารฝรั่งเศสเรียกเมือง“คันเคา”) ให้ช่วยจับเจ้าศรีสังข์ให้ โดยส่งของกำนัลอย่างดีไปให้

“พระยาตากได้ส่งของอย่างดี ๆ มาให้ด้วย มีปืนใหญ่2 กระบอก หล่ออย่างยุโรป ซึ่งเป็นของที่ชาวเมืองนี้ตื่นเต้นกันมาก และพระยาตากสัญญาว่า ถ้าเจ้าเมืองคันเคาส่งตัวเจ้าศรีสังข์ให้แล้ว พระยาตากจะส่งปืนชนิดนี้มาให้อีกหลายกระบอก ฝ่ายเจ้าเมืองคันเคาไม่เคยได้เห็นปืนอย่างนี้เลย มีความยินดีนักที่ได้มา2 กระบอก และกระหายอยากจะได้อีก จึงให้เที่ยวค้นหาตัวเจ้าศรีสังข์ให้จงได้” [15]

พระราชาเศรษฐีญวน ได้ขอตัวเจ้าศรีสังข์จากบาทหลวง แต่ถูกปฏิเสธ จึงดำเนินการกดดันคณะบาทหลวงด้วยการจับตัวบาทหลวง2 คน ขังคุก เพื่อให้บาทหลวงที่ดูแลเจ้าศรีสังข์ ส่งตัวเจ้าศรีสังข์มายังเมืองพุทไธมาศ แต่การดำเนินการครั้งนี้ไม่สำเร็จ เพราะว่าเจ้าศรีสังข์ไม่ยอมปฏิบัติตาม

“การที่พระยาตากได้ส่งของดี ๆ มาให้เจ้าเมืองคันเคานั้น ก็เท่ากับว่าจะซื้อศีรษะข้าพเจ้าเท่านั้น” [16]

เป็นอันว่าเจ้าศรีสังข์รอดตัวไปได้ระยะหนึ่ง

จนถึงปี2312 มีข่าวมาถึงกรุงธนบุรีว่าพระราชาเศรษฐีญวนจะยกมาตีกรุงธนบุรี แต่ทางพระเจ้าตากเตรียมการรับศึกทันทีที่ได้ข่าว ทำให้กองทัพพุทไธมาสยุติการเคลื่อนไหวไป เมื่อกลายมาเป็นศัตรูกัน แนวคิดของพระยาราชาเศรษฐีเวลานี้จึงไม่ต่างกับพระนารายณ์ราชา คือต้องการสนับสนุน รัชทายาทกรุงศรีอยุธยาให้ขึ้นสู่ราชบัลลังก์ ตามนโยบายของรัฐบาลจีนที่ต้องการให้รัชทายาทขึ้นครองราชบัลลังก์ตามทำนองคลองธรรม

และเท่ากับว่า ทั้งกรุงกัมพูชาและญวน ได้ประกาศตัวเป็นศัตรูกับกรุงธนบุรีอย่างเปิดเผย เจ้าศรีสังข์ซึ่งรอดจากการถูกส่งตัวไปได้ บัดนี้จึงอยู่ในแดนศัตรูของกรุงธนบุรีโดยสมบูรณ์

ตีญวนกัมพูชาตามล่า รัชทายาทกรุงศรีฯ

เป้าหมายในการตีญวนและกรุงกัมพูชา ในปี2314 ครั้งนี้ คือการตีเอาพุทไธเพชรเมืองหลวงกรุงกัมพูชา แล้วจะตั้งพระรามราชา(นักองค์นนท์) ให้ครองกรุงกัมพูชาสืบไป ซึ่งพระรามราชานี้ทรงเป็นพันธมิตรของพระเจ้าตาก และได้ตามติดกองทัพมาตั้งแต่หนีออกจากกรุงศรีอยุธยา

แต่แน่นอนว่ายังมีเป้าหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การ“สืบหา” เจ้าศรีสังข์ ที่พระนารายณ์ราชาสนับสนุนอยู่ และเจ้าจุ้ยที่พระยาราชาเศรษฐีญวนสนับสนุน

“ด้วยมีพระราชประสงค์จะราชาภิเษกนักองค์รามาธิบดีให้ครองกรุงกัมพูชา แล้วจะเอาตัว เจ้าจุ้ย เจ้าศรีสังข์ และข้าหลวงชาวกรุงเทพฯ ซึ่งไปอยู่ ณ หัวเมืองใด ๆ จงสิ้น” [17]

กองทัพหลวงกรุงธนบุรีไม่ได้มุ่งไปที่เมืองพุทไธเพชรก่อน แต่ยกไพร่พลเข้าโจมตีเมืองพุทไธมาศของญวนเป็นเป้าหมายแรก รบกันไม่นานพุทไธมาศก็แตก พระยาราชาเศรษฐีลงเรือหนีไปได้

ส่วนเจ้าจุ้ย…ไม่รอด

“อนึ่งเจ้าจุ้ยบุตรเจ้าฟ้าอภัย มาอยู่ด้วยราชาเศรษฐี ลงเรือหนีไป ได้ตัวมาให้ลงพระราชอาชญาเฆี่ยนยกหนึ่งแล้วให้จำไว้” [18]

ส่วนชะตากรรมของเจ้าจุ้ยจะเป็นอย่างไรนั้น พระราชพงศาวดารไม่ได้ให้ตอนจบไว้ แต่จดหมายเหตุรายวันทัพทิ้งปริศนาให้คิดต่อว่า เจ้าจุ้ย จะรอดหรือไม่รอด

“เจ้าจุ้ย1 หลวงสงขลา1 พระยาจันทบูร1 จีนบุญเส็ง1 ขุน…1 (รวม) 5 คน เข้ามาเฝ้าพร้อมกัน จึงตรัสสั่งให้ลูกขุนปรึกษาโทษผู้มีชื่อ5 คน ลูกขุนเอาคำปรึกษากราบบังคมทูลพระกรุณา ใจความให้ประหารชีวิตสิ้นทั้งโคตรโดยบทพระอัยการ

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งให้ออกไปปรึกษากันก่อน ว่าอย่างไรที่รอดจากความตายนั้น ให้…ถ้าผู้ใดคิดอย่างไร ก็ให้ทำฎีกาทูลเกล้าฯ ถวาย ถ้าเห็นชอบด้วยจะพระราชทานชีวิตให้ทำราชการแก้ตัวสืบไป ถ้าไม่เห็นชอบด้วยก็ตามโทษานุโทษโดยลูกขุนปรึกษา” [19]

บทสรุปของเจ้าจุ้ยจึงไม่แน่ชัดว่า ลูกขุนปรึกษากันว่าอย่างไร รอดหรือไม่ แต่หลังจากถูกจับครั้งนี้ ก็ไม่มีเรื่องราวของเจ้าจุ้ยปรากฏขึ้นอีกเลยในพงศาวดาร

การ“สืบหา” รัชทายาทกรุงศรีฯ ยังเหลืออีก1 พระองค์ คือเจ้าศรีสังข์

อวสานเจ้าศรีสังข์

เสร็จศึกที่เมืองพุทไธมาศของญวนแล้ว ก็มาถึงคราวที่กองทัพกรุงธนบุรีจะขึ้นเหนือมาจัดการกับกรุงกัมพูชาเป็นลำดับต่อไป ซึ่งมีเจ้าศรีสังข์พำนักอยู่ สงครามยึดกรุงกัมพูชาเริ่มขึ้น พร้อม ๆ กับปฏิบัติการตามล่าเจ้าศรีสังข์

“พระองค์รามราชาบอกหนังสือมาถึง ฯลฯ ณ ศาลา ๆ เอาหนังสือกราบทูลพระฯ ใจความว่า พระองค์อุทัย, เจ้าเสสัง, หนีไปแคว้นเมืองญวน ๆ ไม่ให้เข้าไปจึงยกทัพกลับมา พระองค์รามราชาให้ทหารไปเกลี้ยกล่อม พบกองทัพพระองค์อุทัย ได้รบกัน กองทัพพระองค์อุทัยแตก” [20]

จดหมายรายวันทัพสิ้นความเพียงเท่านี้ จึงไม่รู้ชะตากรรมของเจ้าศรีสังข์ว่าเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ คงไม่ได้ถูกจับในคราวนี้ เพราะมิฉะนั้นจะต้องเป็น“เรื่องใหญ่” ที่พระองค์รามราชาต้องกราบบังคมทูลแน่นอน

2 เดือนต่อมา จึงมีข่าวปรากฏในพงศาวดารกรุงกัมพูชาว่า “ลุถึงเดือน3 ในปีเถาะ1133 (พ.ศ. 2314) นี้ เจ้าเสสัง(ศรีสังข์) ซึ่งเปนเจ้าไทยที่หนีจากกรุงศรีอยุธยาครั้งเมื่อพม่ามาตีเมือง มาอยู่เมืองเขมรนั้น ได้สิ้นพระชนม์ลง” [21]

ปิดบัญชีไล่ล่าจีนเปลี่ยนท่าที

หลังจากจัดการกับพวก“ตั้งตนเป็นอิสระไม่หยุดหย่อน” และ“สืบค้น” องค์รัชทายาทกรุงศรีอยุธยา เรียบร้อยสิ้นกระบวนความในปี2314 ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ พระเจ้าตากได้ทำตามคำขอของทางการจีนด้วยการช่วยจับกุมเชลยศึกพม่าส่งให้กับทางการจีน ซึ่งเวลานั้น จีน–พม่า ยังคงทำสงครามกันอยู่ รัฐบาลจีนเริ่มเปลี่ยนท่าทีต่อพระเจ้าตาก

“รัชทายาทของตระกูลเจา[คำว่าเจาตรงกับคำว่าเจ้า คงจะหมายถึงกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา–ผู้แปล] ตกต่ำถดถอยอย่างที่สุด และสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสิ้นเชิงของกันเอินซื่อ[หมายถึง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี– ผู้แปล] สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ราชสำนักชิงจำต้องทบทวนท่าทีที่มีต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสียใหม่” [22]

สุดท้ายรัฐบาลจีนก็“กลับคำ” เรื่อง“ความชอบธรรม” ในการขึ้นครองราชย์ใหม่

“การแย่งชิงแผ่นดินแล้วเปลี่ยนราชสกุลเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเสมอ เช่น ราชสกุลเฉิน ม่อ หรือหลี แห่งอาณาจักรอันหนัน[อันนัมหรือเวียดนาม– ผู้แปล] ก็เปลี่ยนแปลงประมุขอยู่หลายครั้งคราว เหตุการณ์เช่นนี้จึงหาได้เกิดขึ้นแก่สยามแต่เพียงแห่งเดียวไม่

นอกจากนั้น เมื่อครั้งโจรพม่าตีสยามจนแตก ผี่เอียซิน(พระยาสิน) ทำการโดยมุ่งหมายตอบโต้เป็นสำคัญ แต่โอกาสอำนวยให้บังเกิดประโยชน์ ร่องรอยแต่น้อยนิดแห่งการทรยศแย่งชิงบัลลังก์ก็หาประจักษ์แต่อย่างใดไม่ ฯลฯ ส่วนความเป็นมาแห่งการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน แล้วสถาปนาตั้งตนเป็นกษัตริย์นั้น ก็หาจำเป็นต้องเคร่งครัดในฐานานุศักดิ์ไม่ จึงไม่สมควรที่จะก้าวก่าย ผี่เอียซิน” [23]

นับแต่ปีที่37 แห่งรัชกาลเฉียนหลง ตรงกับพุทธศักราช2315 เป็นต้นมา เอกสารราชการของราชสำนักชิงได้เปลี่ยนการกล่าวอ้างพระนามของพระเจ้าตากใหม่ คือไม่ได้เรียกขานว่า“หัวหน้าเผ่าชนอาณาจักรสยาม” หรือ“พระยาสิน” หรือ“กันเอินซื่อ” แต่เรียกขานว่า“เจิ้งเจา” ซึ่งหมายถึง“กษัตริย์เจิ้ง” หรือ“แต้อ๋อง” นั่นเอง [24]

ตลอดรัชกาลสั้น ๆของกรุงธนบุรีนอกเหนือจากรัชทายาท3 พระองค์ในพงศาวดาร ที่ถูกสืบหา แล้วก็ไม่มีเหตุเรื่องการไล่ล่ารัชทายาทพระราชวงศ์ของกรุงศรีอยุธยาเกิดขึ้นอีกและก็ไม่มีรัชทายาทพระราชวงศ์ของกรุงศรีอยุธยาลุกขึ้นต่อต้านเพื่อทวงราชบัลลังก์คืนอีกเลยจนกระทั่งเปลี่ยนแผ่นดิน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] ต้วน ลี เซิง. พลิกต้นตระกูลไทย. กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย, 2529, น. 145.

[2] ณัฏฐภัทร จันทวิช. “ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาตอนปลายและกรุงธนบุรีจากจดหมายเหตุจีน,” ใน ศิลปากร. ปีที่24 เล่ม2 (พฤษภาคม2523), น. 21.

[3] เรื่องเดียวกัน, น. 22.

[4] ต้วน ลี เซิง. พลิกต้นตระกูลไทย. น. 150.

[5] ณัฏฐภัทร จันทวิช. “ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาตอนปลายและกรุงธนบุรีจากจดหมายเหตุจีน,” น. 23. อนึ่ง กันเอินเลอ, กันเอินซื่อ หมายถึงพระเจ้ากรุงธนบุรี, เจิ้งเจา หมายถึงกษัตริย์เจิ้ง,

[6] เรื่องเดียวกัน, น. 24. “ตราตำแหน่งพิเศษ” หมายถึงตราโลโต รูปอูฐหมอบ ใช้ประทับพระราชสาส์นของพระเจ้ากรุงสยามที่มีไปถึงราชสำนักจีน จึงจะเป็นการติดต่อ“อย่างเป็นทางการ” ทำด้วยหยกเป็นแท่นสี่เหลี่ยม มีอักษรภาษาจีนเขียนว่า เสียม โหล ก๊ก อ๋อง

[7] เป็นจดหมายจากหลี่ซื่อเหยา ไม่ใช่พระราชสาส์นตอบของจักรพรรดิเฉียนหลง เนื่องจากมีพระราชดำริว่า เจิ้นเจาเป็นบุคคลธรรมดาไม่มีสิทธิ์จะมาปฏิบัติเฉกเช่นกษัตริย์อยุธยาพระองค์ก่อนๆ ที่เคยปฏิบัติต่อพระองค์

[8] ผู้ที่รายงานเรื่องนี้ให้กับรัฐบาลจีนคือ พระยาราชาเศรษฐีญวน(ม่อซื่อหลิน) เจ้าเมืองพุทไธมาศ และเป็นอริกับพระเจ้าตาก

[9] อ่านการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกรมหมื่นเทพพิพิธในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นกรุงธนบุรีได้ใน ศิลปวัฒนธรรม(ปีที่34 ฉบับที่11 กันยายน2556)

[10] พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม2, กรุงเทพฯ: คลังวิทยา, 2516, น. 320.

[11] เรื่องเดียวกัน, น. 330.

[12] คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัดฯ, กรุงเทพฯ: คลังวิทยา, 2515, น. 228. อนึ่ง“คำให้การขุนหลวงหาวัด” ว่ามีพระราชโอรสพระราชธิดาทั้งที่เกิดจากพระมเหสีและพระสนม รวมแล้ว108 พระองค์(น.373)

[13] ประชุมพงศาวดาร ฉบับหอสมุดแห่งชาติ เล่ม9, พระนคร: ก้าวหน้า, 2508, น. 426.

[14] พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่2, น. 301.

[15] ประชุมพงศาวดารฉบับหอสมุดแห่งชาติเล่ม9, น. 429,

[16] เรื่องเดียวกัน, น. 436.

[17] พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาเล่ม2, น. 357.

[18] ประชุมพงศาวดารภาคที่66, กรุงเทพฯ: พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นาวาตรี หลวงจักรวิธานสันทัด(กมล อากาศวิภาต), 2503, น. 10.

[19] เรื่องเดียวกัน, น. 38. อนึ่งนักโทษที่ปรากฏชื่อทั้ง4 คน นอกจากเจ้าจุ้ยแล้ว อีก3 คน คือนักโทษคดีเก่าที่หลบหนีมาอยู่เมืองพุทไธมาศ มี หลวงสงขลา คือผู้ที่พาเจ้านครศรีธรรมราชหลบหนีในศึกตีเมืองนครฯ ปี2312, พระยาจันทบูร คือเจ้าเมืองจันทบูรในศึก“ทุบหม้อข้าวตีเมืองจันทร์” ปี2310, จีนบุญเส็ง คือคดีจีนเส็ง ซื้อทองพระพุทธรูปขนลงเรือสำเภาแล้วหนีไปได้ ปี2311.

[20] เรื่องเดียวกัน, น. 36.

[21] ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา, พระนคร: แพร่พิทยา, 2513, น. 144.

[22] ต้วน ลี เซิง. พลิกต้นตระกูลไทย. น. 157.

[23] เรื่องเดียวกัน, น. 160.

[24] เรื่องเดียวกัน, น. 161.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตามติดปฏิบัติการ พระเจ้าตาก “ตามล่า” รัชทายาทกรุงศรีอยุธยา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...