โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SET ใช้เวลาฟื้นนานแค่ไหน ในแต่ละวิกฤต

efinanceThai

เผยแพร่ 29 พ.ค. 2563 เวลา 09.23 น.

ตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถือกำเนิดมาเป็นเวลา 45 ปี นักลงทุนไทยต่างเผชิญทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ดีและร้ายเข้ามาโดยตลอด และมีหลายครั้งที่ตลาดหุ้นไทยดิ่งลงอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐที่มาจากทั้งในและต่างประเทศ  
 

"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์" ได้รวบรวมเหตุการณ์สำคัญ ที่ถือว่าเป็นวิกฤติต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย และกดดันให้ดัชนีตลาดให้ปรับตัวลดลงอย่างหนัก พร้อมทั้งให้เห็นว่ากว่าตลาดหุ้นไทยจะผ่านพ้นวิกฤติและกลับมาอยู่ในจุดเดิมได้ในแต่ละครั้งต้องใช้เวลามากน้อยแค่ไหน  

*** สงครามอ่าวเปอร์เซีย  ปี 2533      

    
หลังจากตลาดหุ้นไทยถือกำเนิดได้ประมาณ 25 ปี ก็ได้เผชิญกับวิกฤตสงครามครั้งใหญ่ในปี 2533 จากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง หลังจากอิรักนำกองกำลังทหารเข้ายึดคูเวตในวันที่ 2 ส.ค.2533 ส่งผลให้สหประชาชาติต้องยื่นมือเข้ามายุติสถานการณ์ในครั้ง เหตุการณ์ดังกล่าวเรียกันติดปากว่า "สงครามอ่าวเปอร์เซีย" 

สงครามครั้งนี้กินเวลาประมาณ 6 เดือน โดยตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.2533 ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 1,129.36 จุด ก่อนจะเกิดแรงทขายจากความกังวลจนดัชนีลงไปต่ำสุดที่ระดับ 544.30 จุด ในวันที่ 30 พ.ย.2533 และใช้เวลาเกือบ 3 ปี จนกว่าดัชนีจะกลับมาอยู่ที่ระดับเดียวกับวันแรกที่เกิดเหตุการณ์ โดยวันที่ดัชนีกลับมาแตะระดับ 1129 จุดอีกครั้ง คือวันที่ 12 ต.ค.2536 

*** ต้มยำกุ้ง ปี 2540

นับเป็นวิกฤติการเงินครั้งใหญ่อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของโลก  และมีต้นตอมาจากนโยบายเศรษฐกิจของไทย ที่ลอยตัวค่าเงินบาทในปี 2540 แต่หากจะเริ่มนับจุดเริ่มต้นของวิกฤติการเงินครั้งนี้ อาจจะต้องย้อนหลังจากปี 2540 ไปประมาณ 3 ปี คือในปี 2537 ที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นไปทำจุดสูงสุดในช่วงนั้นถึง 1,789.16 จุด ในวันที่ 5 ม.ค.2537 เนื่องจากก่อนหน้านั้นดัชนีที่ปรับขึ้นมาอย่างร้อนแรง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาวะฟองสบู่ในตลาดการเงิน ทั้งการเปิดเสรีการเงิน การปล่อยกู้ให้กับกลุ่มไม่มีหลักทรัพย์และเพื่อการเก็งกำไร

ตลาดหุ้นไทยหลังจากขึ้นไปแตะระดับ 1,789 จุด ในต้นปี 2537 จากนั้นก็เผชิญกับแรงขายออกมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงฟางเส้นสุดกับการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในวันที่ 2 ก.ค.2540 ทำให้เศรษฐกิจไทยที่เป็นฟองสบู่ แตกกระจายในทันที จากนั้นแรงขายในตลาดหุ้นถูกกระหน่ำเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนดัชนีลงมาต่ำสุดที่  204.59 จุด ในวันที่ 4 ก.ย.2541 หรือดัชนีลดลงไปถึง 88% ภายในเวลาไม่ถึง 4 ปี 

และจากวิกฤติการเงินครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง ที่เข้ามากระทบตลาดหุ้นไทยอยู่บ่อยครั้ง  ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยกว่าจะกลับมาที่ 1,789 จุด ได้อีกครั้ง ต้องกินเวลายาวนานถึง 24 ปี            

 
*** ก่อการร้าย 911 ปี 2544 

หลังจากเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังลูกผีลูกคนจากผลกระทบของวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 นั้น 4 ปีถัดมา ได้เกิดเหตุการณ์ช็อคโลกอีกครั้ง ในวันที่ 11 ก.ย.2544  หลังจากผู้ก่อการร้ายกลุ่มอัลกออิดะฮ์ได้จี้เครื่องบิน 4 ลำ พุ่งชนสถานที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา โดย 2 ลำพุ่งชนตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์ก อีก 1 ลำพุ่งชนาคารเพนตากอน ส่วนอีก 1 ลำ พุ่งชนอาคารรัฐสภาหรือไม่ก็ทำเนียบขาวแต่ไม่สำเร็จ  เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้สูญเสียชีวิตเกือบ 3,000 คน ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 6,000 คน

เหตุการณ์ในวันนั้นส่งผลให้เกิดแรงขายในตลาดหุ้นไทยออกมาเช่นเดียวกันกับตลาดหุ้นทั่วโลก โดยดัชนีหุ้นไทยลงจากวันที่ 11 ก.ย.44  จาก 333.12 จุดมาทำจุดต่ำสุดในวันที่ 8 พ.ย.2544 ที่ระดับ 265.13 จุด หรือลดลงประมาณ 20% ก่อนที่จะเริ่มมีแรงซื้อกลับหลังจากคลายความกังวล จนดัชนีกลับมาอยู่ที่ระดับ 333 จุดอีกครั้งในวันที่ 24 ม.ค.2545 หรือใช้เวลาเพียง 4 เดือนเศษเท่านั้น    

 
*** วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2551 

    
11 ปีให้หลังจากวิกฤติต้มยำกุ้ง ได้เกิดวิกฤติการเงินครั้งใหม่อีกครั้งในตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐฯ จากภาวะฟองสบู่ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่แตกออกมา จากมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของสหรัฐฯ ที่หละหลวม ส่งผลให้ปี 2549-2550 เริ่มเห็นการผิดนัดชำระหนี้และการยึดทรัพย์ในสหรัฐฯพุ่งสูงขึ้นแบบมีนัยสำคัญ 

วิกฤติการเงินครั้งนี้สร้างความเสียหายให้กับสถาบันการเงินอย่างมาก โดยในเดือนส.ค.2551 พบว่า สถาบันการเงินทั่วโลกมียอดขาดทุนและการลดค่าทางบัญชีที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อซับไพรม์เกินกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กำไรของธนาคารสหรัฐ 8,533 แห่ง ลดลงจาก 3.52 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ 4 ปี 2549 เหลือเพียง 646 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสเดียวกันของปี 2550  

ตลาดหุ้นไทยในช่วงเกิดวิกฤติครั้งนี้ ขึ้นไปทำจุดสูงสุดในปี 2550 ที่ระดับ 924.70 จุด ในวันที่ 1 พ.ย.2550 ก่อนที่ดัชนีลงดิ่งมาที่ 380.05 จุด ในวันที่ 26 พ.ย.2551 หรือลดลงเกือบ 60% ในเวลาเพียง 1 ปี ขณะที่การกลับมาของดัชนีในครั้งนี้ใช้เวลาเกือบ 3 ปี คือในวันที่ 1 ก.ย.2553      

 

*** มหาอุทกภัย ปี 2554  

ตลาดหุ้นไทยที่กำลังฟื้นตัวอย่างร้อนแรงในปี 2552 -2553 หลังจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เริ่มคลี่คลาย ต้องกลับมาชะงักอีกครั้งจากปัจจัยในประเทศ นั่นคือ ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นั่นคือเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2554 ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนก.ค.-พ.ย.2554  กินพื้นที่ 65 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร  สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 1.44 ล้านล้านบาท (ประเมินจากธนาคารโลก) 

ในปี 2554 ตลาดหุ้นไทยมาทำจุดสูงสุดที่ 1,148.28 จุด ในวันที่ 1 ส.ค.2554 ซึ่งเป็นช่วงแรกที่ภัยพิบัติเริ่มขึ้น แต่เมื่อสถานการณ์น้ำเริ่มสร้างความเสียหายให้กับหลายพื้นที่ภาคกลางโดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมภาคกลาง ทำให้นักลงทุนเริ่มเทขายหุ้นออกมาอย่างต่อเนื่องจนมาทำระดับต่ำสุดที่ 843.69 จุด ในวันที่ 4 ต.ค. 2554 หรือลดลงไปประมาณ 26% ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นมาที่ระดับเดิมในวันที่ 27 ก.พ.2555   

 *** โควิด19 ปี 2563   

หากไม่นับวิกฤติการณ์ทางการเมือง ตลาดหุ้นไทยในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา แทบจะไม่เจอกับวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ จนมาในปีนี้ (2563) วิกฤติครั้งสำคัญและจะเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่โลกต้องจารึกไว้ นั้นคือการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่ หรือ โควิด-19 วิกฤติครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2562 ที่มณฑลอู่ฮั่น ประเทศจีน รายงานว่าพบเชื้อไวรัสสายพันธ์ที่ไม่มียารักษา จากนั้นเพียงไม่กี่เดือน ไวรัสโควิด-19 ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลก จนล่าสุดมีผู้ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ทั่วโลกแล้ว 5.7 ล้านคน เสียชีวิต 3.52 แสนคน     

จนขณะนี้ยังไม่มียารักษา หรือวัคซีนที่จะมาป้องกันไวรัสชนิดนี้ ซึ่งการระบาดครั้งนี้ได้ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกต้องหยุดชะงักลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ และยังไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกครั้งนี้จะมีมูลค่ามหาศาลมากน้อยเพียงใด 

สำหรับหุ้นไทยหากจะนับตั้งแต่เริ่มพบเชื่อไวรัสในช่วงต้นเดือนธ.ค.2562 ดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 1,589.34 จุด ในวันที่ 2 ธ.ค.2562 ก่อนที่จะเผชิญแรงขายออกมาแบบข้ามปี และมาทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 969.08 จุด ในวันที่ 13 มี.ค.2563 หรือลดลงมาถึง 40% แต่อย่างไรก็ตามหลังจากเข้าเดือนเม.ย.2563 ตลาดหุ้นไทยกลับเริ่มมีแรงซื้อกลับหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ ทำให้ ณ วันที่ 27 พ.ค.2563 ดัชนีมาอยู่ที่ระดับ 1,345 จุด หรือฟื้นกลับมาจากจุดต่ำสุดแล้วประมาณ 38%     

ขณะที่นักวิเคราะห์ได้ประเมินไว้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และการเริ่มเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ จะเป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลก ขณะที่ตลาดหุ้นแม้ว่าการฟื้นในรอบนี้อาจจะยังไม่กลับไปถึงระบกับ 1,500-1,600 จุด ที่ลงมาจากปี 2562 แต่ก็มีแนวต้านสำคัญที่มีโอกาสขึ้นไปทดสอบได้ที่ระดับ 1,400 จุด  

 

ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...