โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Life & Health : รู้ทันโรคไตเสื่อม…ชีวิตเสี่ยงฟอกไตตลอดชีวิต

แนวหน้า

เผยแพร่ 18 มี.ค. 2568 เวลา 17.00 น.

วันไตโลก (World Kidney Day) ถูกกำหนดให้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่สองของเดือนมีนาคมของทุกปี เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของไตและแนวทางการป้องกันโรคไต เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยโรคไตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี และที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นคือ หลายคนไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังป่วย จนกระทั่งเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ซึ่งต้องพึ่งพาการฟอกไตหรือรอรับการปลูกถ่ายไตเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป

ข้อมูล นายแพทย์พิชิต เบ็ญจสุพัฒนนันท์ อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า โรคไตเป็นภาวะที่ไตทำงานผิดปกติจนไม่สามารถกรองของเสียและของเหลวออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ของเสียสะสมในร่างกาย ที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ความดันโลหิตสูงโรคหัวใจ และภาวะไตวาย

โรคไตวายแบ่งเป็น 2 ประเภท

1.ไตวายเฉียบพลัน เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด เริ่มจากปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะเลยมีอาการบวมที่ขาและเท้า เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน มึนงง อ่อนเพลีย นอกจากนี้อาจมีอาการปวดหลังบริเวณชายโครง และหายใจถี่ร่วมด้วย ในกรณีที่อาการรุนแรง อาจชักหรือหมดสติ เข้าสู่ภาวะโคม่าแบบเฉียบพลัน

2.ไตวายเรื้อรัง เป็นภาวะที่ไตทำงานลดลงมาเป็นระยะเวลาหลายปีซึ่งแบ่งเป็น 5 ระยะ ดังนี้ ไตวายเรื้อรังระยะที่ 1 ไตยังทำงานได้ตามปกติ แต่พบความผิดปกติบางอย่างเช่น ตรวจพบโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือพบเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะไตวายเรื้อรังระยะที่ 2 หรือโรคไตเรื้อรังระยะเริ่มต้นซึ่งไตจะทำงานได้ 60-90% ไตวายเรื้อรังระยะที่ 3 หรือโรคไตเรื้อรังระยะปานกลาง ไตจะทำงานได้ 30-60% ไตวายเรื้อรังระยะที่ 4 หรือโรคไตเรื้อรังระยะรุนแรง ไตจะทำงานได้แค่ 15-30% และโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ไตทำงานได้น้อยกว่า 15% ไม่สามารถขับของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น น้ำหนักลดผิดปกติ ปัสสาวะบกพร่อง โลหิตจาง ระบบประสาทผิดปกติ หรือภาวะน้ำท่วมปอดซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

อาการของโรคไตมักไม่แสดงอาการในระยะแรก เมื่อไตเสื่อมลง อาจมีสัญญาณเตือนสำคัญ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะบ่อยขึ้น, ปัสสาวะน้อยลง,มีฟองมาก หรือมีเลือดปน อาการบวมที่ขา เท้าหรือใบหน้าเนื่องจากการคั่งของของเหลว คันตามผิวหนังโดยไม่มีสาเหตุ ปวดหลังบริเวณไต รวมถึงอาการคลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหารหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องพึ่งการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไต

การรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายจะไม่สามารถรักษาได้ด้วยการคุมอาหารและกินยาเหมือนโรคไตเรื้อรังระยะอื่นๆ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตร่วมด้วย ซึ่งมี 3 วิธี ได้แก่

l ล้างไตทางช่องท้อง คือการใช้สายยางฝังไว้ในช่องท้องแบบถาวรและใส่น้ำยาล้างไตเข้าไปในช่องท้อง เพื่อฟอกของเสียในเลือดออก รวมถึงปรับสมดุลของน้ำ เกลือแร่ และสารเคมี
ต่างๆ โดยต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำยาทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง สามารถทำเองได้ที่บ้าน แต่ต้องทำอย่างถูกวิธีเพื่อลดโอกาสติดเชื้อในช่องท้อง

l ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม คือการนำเลือดของผู้ป่วยออกจากร่างกายด้วยการแทงเข็มเข้าเส้นเลือดแล้วต่อกับท่อไปยังตัวกรองเพื่อให้เลือดสะอาดและปรับสมดุลแร่ธาตุต่างๆ เครื่องไตเทียมจะนำเลือดกลับเข้าสู่ร่างกายตามเดิม โดยกระบวนการฟอกเลือดนี้จะใช้เวลาครั้งละประมาณ 4 ชั่วโมง โดยผู้ป่วยจะต้องมารับการฟอกเลือดที่โรงพยาบาลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

l ปลูกถ่ายไต คือการผ่าตัดนำไตของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคจากผู้ที่เสียชีวิตแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ มาทำหน้าที่แทนไตเดิมของผู้ป่วย โดยวางไตใหม่ไว้ในอุ้งเชิงกรานแล้วต่อเข้ากับกระเพาะปัสสาวะและหลอดเลือดของผู้ป่วย ถ้าการผ่าตัดประสบความสำเร็จผู้ป่วยจะไม่ต้องบำบัดด้วยการฟอกไตอีกต่อไปแต่จำเป็นต้องรับประทานยากดภูมิไปตลอดชีวิตเพื่อป้องกันร่างกายต่อต้านไตใหม่ หรือที่เรียกว่าภาวะสลัดไต โดยวิธีนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่ร่างกายแข็งแรง ไม่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะติดเชื้อและไม่มีโรคหัวใจรุนแรง

ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายแต่ละรายอาจใช้วิธีการรักษาที่แตกต่างกัน เนื่องจากผู้ป่วยมักมีโรคอื่นร่วมด้วย จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและประเมินจากอายุรแพทย์โรคไต เพื่อพิจารณาการรักษาที่เหมาะสม

สำหรับการป้องกันโรคไตเรื้อรังสามารถทำได้โดยควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเค็มจัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอและดื่มน้ำให้เพียงพอ นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นเวลานาน จะช่วยลดความเสี่ยงต่อไตเสื่อมได้

จากกรณีไฟไหม้คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จนทำให้เกิดความเสียหายในตัวอาคารหลายจุด ส่งผลให้คลังเลือดเสียหายเกือบทั้งหมด ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตคืนคลังโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยช่วยเหลือผู้ป่วยโรงพยาบาลรามาธิบดี สามารถร่วมบริจาคโลหิตได้ทุกวันที่ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 3 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่ เวลา 08.30-12.00 น. และ 13.00-16.30 น. ได้ทุกวัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 02-2004208, 02-2004209,02-2004209

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...