โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

จับตา SKIN เทรดวันแรกเหนือจอง! โบรกเคาะเป้าสูงสุด 3.64 บาท ชี้กำไรโตเฉลี่ย 21%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 24 ก.ย 2568 เวลา 08.14 น. • เผยแพร่ 24 ก.ย 2568 เวลา 01.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ก.ย. 68) หลักทรัพย์ของ บริษัท สกิน ลาบอราทอรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ SKIN ได้เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เป็นวันแรก ภายใต้กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค หมวดของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์

บริษัทมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วภายหลังการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) จำนวน 50 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท โดยเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนจำนวน 44 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1.20 บาท คิดเป็นมูลค่าการเสนอขายรวม 52.80 ล้านบาท

ทั้งนี้ เงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปใช้ในการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์เดิม รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ประมาณ 5–7 รายการต่อปี ครอบคลุมทั้งกลุ่มเครื่องสำอางและเวชสำอางสกินแคร์ ภายใต้แบรนด์ “Skinsista” และแบรนด์เวชสำอางใหม่ “Dermie” พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายเข้าสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Health Product) ในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ภายในปี 2570 ควบคู่กับการขยายตลาดในประเทศผ่านช่องทาง Modern Trade และ E-commerce ซึ่งมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายชาญวิทย์ เขียวนาวาวงศ์ษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SKIN เปิดเผยว่า บริษัทเชื่อมั่นว่าการเข้าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน เนื่องจากธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และคาดว่าจะสามารถสร้าง New S-Curve ได้อย่างชัดเจน จากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ การขยายจุดจำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และการขยายฐานลูกค้าในวงกว้างผ่านกลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพภายหลังการระดมทุน IPO

สำหรับผลประกอบการงวด 6 เดือน ปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 95.30 ล้านบาท ชะลอตัวจาก 123.81 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการปรับรูปแบบการขายเป็นขายขาดมากขึ้น ส่งผลให้รายได้จากการฝากขายลดลง อย่างไรก็ตามกำไรสุทธิเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 134.76% อยู่ที่ 7.63 ล้านบาท จาก 3.25 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า เป็นผลจากการควบคุมต้นทุนการจัดจำหน่ายและค่าส่งเสริมการขาย ตลอดจนการปรับสัดส่วนงบประมาณไปยังช่องทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพสูง

ด้านบทวิเคราะห์จาก บริษัท หลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด หรือ LIB มองแนวโน้มกำไรของ SKIN โดยคาดปีนี้จะฟื้นตัวแรง เพิ่มขึ้น 96.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เป็น 21 ล้านบาท จากฐานต่ำปีก่อน 11 ล้านบาท ซึ่งมีรายการพิเศษเชิงลบ ผสานกับการออกสินค้าใหม่เพื่อเร่งยอดขาย และเพิ่มช่องทางจัดจำหน่าย อย่างไรก็ดีการเพิ่มทุน RO ขนาดใหญ่เมื่อ ก.ค. 2567 และ IPO อีกเพิ่มขึ้น 44% นี้ ทำให้ EPS ปี 68 ได้รับผลกระทบ Dilution effect อย่างมีนัยสำคัญ -26.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

บล.ลิเบอเรเตอร์ ให้ราคาเหมาะสมของหุ้น SKIN ในปี 2568 ที่ระดับ 3.15 บาท/หุ้น โดยประเมินด้วยอัตราส่วนราคาตลาดต่อยอดขาย (P/Sales) ที่ 1.5 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 2.3 เท่า (เช่น KAMART และ KISS) ราว 34% เนื่องจากกำไรสุทธิ อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) และการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ยังอยู่ในระดับต่ำกว่ากลุ่ม ขณะเดียวกัน การรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ของทั้ง 2 แบรนด์หลักยังอยู่ในช่วงการพัฒนา สะท้อนค่าอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ปี 2568 ที่ประมาณ 17.2 เท่า

บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือCGSI คาดผลประกอบการของ SKIN จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 21% ระหว่างปี 2567-2572 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 21% หนุนจากการคาดการณ์รายได้ที่จะเติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี

ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตมาจาก 1.) ภาพรวมอุตสาหกรรมสกินแคร์และเครื่องสำอางที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 3.6% ต่อปี และตลาดผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 8% ต่อปี 2.) การออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง 3.) กลยุทธ์การตลาดที่ช่วยกระตุ้นการรับรู้แบรนด์ และ 4.) การบริหารจัดการช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ดี บล.ซีจีเอสไอ (ประเทศไทย) ประเมินราคาเหมาะสมของหุ้น SKIN ที่ 3.10 บาท/หุ้น โดยอิงค่า P/E ปี 2569 ที่ 16 เท่า ซึ่งถือว่าให้ Premium เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ซื้อขายอยู่ที่ 12 เท่า สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของผลประกอบการจากฐานที่ต่ำ ประกอบกับแผนการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค และแผนการขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดต่างประเทศภายในปี 2570

บริษัท ไอร่า แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือAIRA ระบุว่า การระดมทุนของ SKIN จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และเสริมโอกาสการเติบโตในอนาคต โดยอุตสาหกรรม Beauty and Personal Care ยังคงมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละ 4.55% (CAGR 2567-2570) จากกระแสการใส่ใจสุขภาพ การเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี ตลอดจนบทบาทของ E-Commerce และเทคโนโลยี ที่ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคได้ลึกขึ้น และสร้างการเข้าถึงสินค้าได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

อีกทั้ง SKIN มีแผนใช้เงินระดมทุนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เดิมและผลิตภัณฑ์ใหม่ ตลอดจนใช้เป็นค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ เพื่อกระตุ้นการรับรู้แบรนด์ต่าง ๆ ของบริษัท ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และต่อยอดการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

บล.ไอร่า ประเมินราคาเหมาะสมของหุ้น SKIN ในปี 2568 ที่ 3.00 บาท/หุ้น โดยอิงวิธี Relative P/E เทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมที่มีลักษณะธุรกิจใกล้เคียง เช่น KISS และ KAMART ซึ่งมีค่าเฉลี่ย P/E อยู่ที่ 15.1 เท่า แม้จะใช้อิงค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมในการประเมินมูลค่า แต่ AIRA มองว่า SKIN มีแนวโน้มการเติบโตที่โดดเด่นกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มบริษัทคู่แข่ง จึงถือว่าหุ้น SKIN มีความน่าสนใจเชิงมูลค่าเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต

บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือBYD ระบุว่า หลังการระดมทุนของ SKIN วางกลยุทธ์การเติบโตชัดเจน โดยเตรียมพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์เดิมและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ปีละ 5-7 รายการ ครอบคลุมทั้งเครื่องสำอางและเวชสำอางสกินแคร์ ภายใต้แบรนด์ “Skinsista” และ “Dermie” รวมถึงการเตรียมเข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Health Product) ในอนาคต ขณะเดียวกัน บริษัทยังเตรียมขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ภายในปี 2570 ควบคู่กับการขยายตลาดในประเทศผ่านช่องทาง Modern trade และการเพิ่มสัดส่วนการขายใน E-commerce ให้มากขึ้น

นักวิเคราะห์คาดว่า จากกลยุทธ์ดังกล่าว กำไรสุทธิของ SKIN จะเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 16.18% ช่วงปี 2568-2570 โดยคาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 27.2 ล้านบาท ในปี 2568, 35.8 ล้านบาท ในปี 2569 และ 51.7 ล้านบาท ในปี 2570

ทั้งนี้ บล.บียอนด์ ประเมินราคาเหมาะสมของหุ้น SKIN ที่ 3.02 บาท/หุ้น โดยอ้างอิงค่า PER ปี 2568 ที่ 16 เท่า สะท้อนการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 22.40% ช่วงปี 2565-2570 หนุนจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่หลากหลาย และการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย ทั้งผ่าน Beauty Stores และ E-commerce

บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ PST คาดมีรายได้รวมปี 2568 ของ SKIN ที่ระดับ 249 ล้านบาท เติบโต 8.54% จากปีก่อนหน้า แรงหนุนจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1.) แนวโน้มอุตสาหกรรม Beauty and Personal Care (BPC) ที่คาดเติบโตเฉลี่ย 6-10% ต่อปี (CAGR) แม้ปรับลดลงจากประมาณการของ Euromonitor ที่คาดไว้ 11-12% เนื่องจากยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรงภายในอุตสาหกรรม 2.) การขยายการผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเต็มรูปแบบในปีนี้

3.) การขยายช่องทางจัดจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยในไตรมาส 2/2568 บริษัทได้เริ่มจำหน่ายสินค้าในเวียดนามผ่านตัวแทนจำหน่าย และมีแผนรุกตลาดจีนในปี 2569 ขณะที่ในประเทศยังเดินหน้าขยายช่องทางจำหน่ายผ่าน Beauty Stores เพิ่มขึ้น เพื่อกระจายฐานลูกค้า สำหรับกำไรปกติปี 2568 คาดอยู่ที่ 20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.80% จากปีก่อนที่ทำได้ 19 ล้านบาท

บล.ฟิลลิป ให้ราคาเหมาะสมที่ 3.64 บาท/หุ้น อิงค่า P/E ปี 2568 ที่ระดับ 26.03 เท่า ซึ่งเป็นค่า -0.25SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี โดยเปรียบเทียบกับ P/E ของหุ้น KISS ในอุตสาหกรรมเดียวกัน และใช้ประมาณการ EPS ปี 2568 ที่ 0.14 บาท/หุ้น ทั้งนี้ แม้อุตสาหกรรม BPC ยังคงเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง แต่ PST มองว่า SKIN มีจุดแข็งจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายในราคาย่อมเยา การขยายธุรกิจสู่การผลิตเครื่องสำอางเต็มรูปแบบ การต่อยอดไปยัง Business Health และการเพิ่มช่องทางจำหน่ายออนไลน์ จะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและหนุนการเติบโตในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...