โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชุมชนปากแพรก-โรงงานกระดาษไทย ย้อนวันวานกาญจนบุรี ช่วงสงครามโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 ธ.ค. 2565 เวลา 07.31 น. • เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2565 เวลา 03.53 น.
โรงงานกระดาษไทย

ผู้เขียน/ภาพ : ปนัดดา ฤทธิมัต-ชัชพงศ์ ชาวบ้านไร่

“ชุมชนปากแพรก” หรือ “ถนนสายปากแพรก” เป็นชุมชนเก่าแก่ที่สุดของกาญจนบุรี ซึ่งมีอายุกว่า 180 ปี ถือกำเนิดขึ้นจากรัชกาลที่ 3 ทรงย้ายเมืองกาญจน์จากบ้านลาดหญ้า มาที่ปากแพรก

คำว่า “ปากแพรก” เพี้ยนมาจากภาษาจีนว่า “ปากเผ็ก” ที่แปลว่า “ทางแยก” อาคารบ้านเรือนของถนนสายนี้จะตั้งเรียงรายทอดยาวขนานไปกับแม่น้ำแควใหญ่ มีรูปแบบอาคารเป็นเอกลักษณ์ เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น สมัยยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ไฮไลต์เริ่มที่จวนผู้ว่าฯ บ้านเลขที่ 1

ถนนปากแพรกมีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์หลายประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการมีอยู่ของสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีส ซึ่งหลงเหลืออยู่ไม่กี่จังหวัดในประเทศไทย เช่น จันทบุรี และภูเก็ต เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของสงครามเก้าทัพ และสงครามมหาเอเชียบูรพา รวมไปถึงบุคคลสำคัญอีกหลายท่าน

ไฮไลต์แรก เริ่มกันที่ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นบ้านเลขที่ 1 ของถนนปากแพรก จวนแห่งนี้นอกจากมีรูปทรงที่สวยงามแล้ว ในอดีตเมื่อประมาณ 80-90 ปีก่อน ยังมีชั้นใต้ดินและบริเวณโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ที่อยู่ใกล้เคียง สำหรับเป็นคุกเพื่อขังนักโทษทางการเมืองด้วย

ปัจจุบันได้มีการยกเลิกใช้จวนหลังนี้แล้ว เนื่องจากมีการสร้างจวนหลังใหม่ขึ้นได้ประมาณ 4 ปี อาคารหลังนี้จึงถูกส่งมอบสู่สาธารณะ ทำเป็นพิพิธเมืองกาญจน์ บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของจังหวัด

เดินถัดมาอีกไม่ไกลเป็น บ้านสหกุลพาณิชย์ ที่ในอดีตเคยทำธุรกิจค้าขายของป่า จนเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกทหารญี่ปุ่นเข้ายึด และบังคับตั้งเป็นสถานีต่อสู้อากาศยาน เนื่องจากบ้านเป็นทรงตึกสูงซึ่งหายากในสมัยนั้น ทหารญี่ปุ่นจึงนำเอาปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานไปติดตั้งไว้บนดาดฟ้า และทำหลุมหลบภัยใต้ดินไว้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยปัจจุบันเหลือเพียงหลุมเดียวเท่านั้นในถนนสายปากแพรกนี้ ที่ทายาทรุ่นที่ 3 ยังคงอนุรักษ์ไว้

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังถนนแห่งนี้ต้องหยุดชมที่ บ้านสิทธิสังข์ อาคารทรงชิโนโปรตุกีส สร้างจากดินห้วยนาคราชที่มีความทนทาน มาถึงปัจจุบันอายุกว่า 100 ปีแล้ว ตัวโครงสร้างของอาคารยังคงเป็นของเดิม เปลี่ยนไปแค่สีที่ทาขึ้นใหม่ ปัจจุบันบ้านหลังนี้ดัดแปลงเป็นร้านกาแฟ ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของถนนปากแพรก ที่นักท่องเที่ยวต้องมาเช็กอิน

สุมิตราคาร โรงแรมแรกของเมืองกาญจน์

ฝั่งตรงข้ามกันคือ โรงแรมสุมิตราคาร โรงแรมแห่งแรกของเมืองกาญจนบุรี เป็นตึกไม้ 2 ชั้นครึ่ง ที่ในสมัยสงครามโลกเคยให้บริการด้วยราคา 1 บาทต่อคืน และถูกใช้เป็นที่พักแรมของทหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ปัจจุบันโรงแรมได้ยกเลิกกิจการไปแล้ว กลายเป็นร้านขายอาหารสัตว์สุดธรรมดา แทบไม่น่าเชื่อว่าเคยเป็นที่พักสุดโด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งในอดีต

ใกล้ ๆ กันนั้นเป็น บ้านสิริโอสถ หรือ บุญผ่อง แอนด์บราเดอร์ บ้าน 3 ชั้นหลังแรกของเมืองกาญจน์ สร้างด้วยเงิน 70,000 บาท ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่มหาศาลเมื่อ 8 ทศวรรษก่อน เป็นบ้านของ คุณบุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์ ผู้ได้รับยกย่องเป็นวีรบุรุษสงคราม

เนื่องจากได้ทำการค้าขายกับกองทัพญี่ปุ่น จึงมีโอกาสได้เห็นการปฏิบัติอันแสนโหดร้ายต่อเชลยในค่ายทหารญี่ปุ่น คุณบุญผ่องจึงเสี่ยงชีวิตตนเองเข้าไปช่วยเชลยศึกในค่ายทหารหลายครั้ง ปัจจุบันบ้านหลังนี้ปรับเป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อบันทึกเรื่องราวความกล้าหาญของครอบครัวสิริเวชชะพันธ์

มากันที่บ้านของบุคคลสำคัญในช่วงสงครามอีกคนหนึ่ง บ้านรัตนกุสุมภ์ บ้านของทนายทอง ผู้มีบทบาทสำคัญในช่วงสงครามโลกเกี่ยวกับการว่าความ ช่วยต่อสู้คดีให้กับคนไทยที่ถูกทหารญี่ปุ่นจับในสมัยนั้น โดยเฉพาะขบวนการไทยถีบ ที่ถีบน้ำมันและเสบียงของทหารญี่ปุ่นลงจากรถไฟ ซึ่งทนายทองสามารถช่วยให้หลุดพ้นคดีไปได้หลายคน

นอกจากเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ตามบ้านและอาคารหลังต่าง ๆ แล้ว บริเวณสามแยกของถนนปากแพรก ยังเคยเป็นสถานที่ขายบริการทางเพศ หรือกองโสเภณี ที่ซึ่งนายทหารญี่ปุ่นจะเอาหญิงชาวจีนหรือชาวเกาหลีมากักขังไว้เพื่อขายบริการ เนื่องจากแต่ก่อนเป็นบริเวณที่ติดกับท่าน้ำและเป็นจุดจอดเรือ ซึ่งในปัจจุบันได้กลายเป็นถนน เปลี่ยนแปลงสภาพไปตามกาลเวลาโดยไม่เหลือเค้าเดิม

ถนนสายประวัติศาสตร์ที่คนท้องถิ่นภูมิใจ

ปากแพรกถือเป็นถนนสายประวัติศาสตร์ เป็นความภาคภูมิใจของคนท้องถิ่นรวมถึงคนเมืองกาญจนบุรี ที่ต่างพร้อมใจกันช่วยดูแลและสืบสาน ทั้งสถานที่รวมถึงเรื่องราวต่าง ๆ ให้สมกับเป็นถนนคนเดินที่มีชีวิต

ถัดจากปากแพรกไปไม่ถึง 1 กิโลเมตร ยังคงเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ นั่นคือ “โรงงานกระดาษไทย กาญจนบุรี”

โรงงานกระดาษแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 2481 โดยวิศวกรและนายช่างจากประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมขนาดมหึมาท่ามกลางโบราณสถาน กำแพงเมืองเก่า ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 คณะราษฎรต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรอุตสาหกรรม จึงสร้างโรงงานกระดาษนี้ขึ้นเป็นแห่งที่ 2 ต่อเนื่องจากที่สามเสนในกรุงเทพมหานคร แต่เป็นแห่งแรกที่มีการผลิตครบวงจร และใหญ่ที่สุดในเอเชียขณะนั้น

สาเหตุที่รัฐบาลเลือกกาญจนบุรีเป็นสถานที่ตั้งโรงงาน เนื่องจากระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก และมีแหล่งวัตถุดิบที่ใช้ทำกระดาษเป็นจำนวนมาก นั่นคือไม้ไผ่

โรงงานแห่งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของคนเมืองกาญจนบุรี ที่เดิมมีวิถีชีวิตแบบเกษตรกรรม ทำไร่ ทำนา และค้าขาย มาเป็นสาวและหนุ่มโรงงาน ทำงานใส่ยูนิฟอร์ม เข้ากะ หิ้วปิ่นโต เพราะเครื่องจักรทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เกิดการรวมตัวกันของนายช่างชาวเยอรมันและชาวไทยที่สโมสรหน้าโรงงาน มีโทรทัศน์และไฟฟ้าเกิดขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรก

โรงงานนี้มีปล่องควันสูงที่เอาไว้ปล่อยแรงดันของความร้อนจากการต้มเยื่อไผ่ เมื่อปล่อยควันออกมาจะมีเสียงคล้ายหวูด ควันและเสียงนี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยชีวิตผู้คนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อหวูดดังผิดเวลา ทุกคนจะรีบหนีลงหลุมหลบภัย เพราะรู้ดีว่านั่นคือสัญญาณเตือนภัยทิ้งระเบิด

ปัจจุบันสภาพทุกอย่างของโรงงานยังคงเหมือนเดิม ทั้งตัวโครงสร้าง ปล่องควัน เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และเครื่องจักรผลิตกระดาษ ซึ่งเหลือเป็นชิ้นสุดท้ายของโลกที่ประเทศไทย แม้ประเทศต้นกำเนิดที่เยอรมนีก็ไม่มี

ถนนคนเดินปากแพรก และโรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรี เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญของกาญจนบุรี ในช่วงเวลาสำคัญของสายธารแห่งประวัติศาสตร์ ทั้งความเป็นท้องถิ่นและสากล มีเรื่องราวและมรดกทางวัฒนธรรมอันน่าทึ่งมากมายที่ยังคงรอให้นักท่องเที่ยวทุกคนได้สัมผัสและเรียนรู้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...