โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัตดาวน์ 43 วันฉุด GDP สหรัฐฯ ไตรมาส 4 โตเพียง 1.4% ต่ำกว่าคาด ทั้งปี 2025 ขยายตัวช้าสุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ชัตดาวน์ 43 วันฉุด GDP สหรัฐฯ ไตรมาส 4 โตเพียง 1.4% ต่ำกว่าคาด ทั้งปี 2025 ขยายตัวช้าสุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงอย่างมากในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 เนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลครั้งประวัติศาสตร์ ปิดฉากปีที่เศรษฐกิจเติบโตอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาด ตามรายงานของ CNN

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า GDP ขยายตัวเพียง 1.4% ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ลดลงจาก 4.4% ในไตรมาสที่สาม และตลอดทั้งปี 2025 เศรษฐกิจเติบโตที่ 2.2% ชะลอตัวที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020

สเตฟานี รอธ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Wolfe Research ให้ความเห็นว่าถือว่าดีมากแล้วเมื่อพิจารณาจากอุปทานแรงงานที่ลดลง โดยเปรียบเปรยว่าเป็นเหมือน ‘Goldilocks’ ซึ่งหมายถึงภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ร้อนแรงจนเกินไปจนมีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แต่ก็ไม่ชะลอตัวเบาเกินไปจนมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย

รายงานจาก Financial Times ชี้ว่าตัวเลข GDP ยังต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 2.8% (จากโพลของ Bloomberg) โดยเป็นผลจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลที่ยืดเยื้อ 43 วัน ซึ่งฉุดรั้งการเติบโตลงไปถึง 1 เปอร์เซ็นต์พอยต์

เกรกอรี ดาโก จาก EY-Parthenon กล่าวว่า “การสิ้นสุดปีที่น่าผิดหวังนี้ สะท้อนแรงฉุดที่สร้างขึ้นเองจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ”

ทั้งนี้ ทรัมป์เคยกล่าวในเวทีดาวอสเมื่อเดือนก่อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลัง ‘เฟื่องฟู’

ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social กล่าวโทษพรรคเดโมแครตและ Fed ว่าทำให้สูญเสีย GDP ไปอย่างน้อย 2 เปอร์เซ็นต์พอยต์พร้อมวิจารณ์ประธาน Fed ว่าลดดอกเบี้ยช้าเกินไป

รายงานจาก ABC News เน้นความกังวลด้านการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยยอดค้าปลีกเดือนธันวาคมทรงตัว หนี้บัตรเครดิตพุ่งสูงขึ้น และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงไม่สดใส

เบรตต์ ไรอัน จาก Deutsche Bank มองว่าการชะลอตัวเป็นสิ่งที่คาดไว้ เนื่องจากชาวอเมริกันบางส่วนเพิ่งทุ่มซื้อรถยนต์ก่อนที่เครดิตภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจะหมดอายุ และคาดว่าจะฟื้นตัวในช่วงต้นปีจากเม็ดเงินคืนภาษี

ความเหลื่อมล้ำที่ขยายวงกว้างทำให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยดิ้นรนกับหนี้สินและเงินเฟ้อ ผลสำรวจจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนพบว่าความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ถือหุ้นและรายได้สูงปรับดีขึ้น แต่กลุ่มรายได้น้อยกลับลดลง ขณะที่การลงทุนภาคธุรกิจขยับขึ้นเป็น 3.7% ซึ่งไรอันระบุว่าการใช้จ่ายด้าน AI เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

รายได้ส่วนบุคคลเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 0.3% ส่วนหนึ่งจากเงินชดเชยจำนวนมากที่มอบให้เหยื่อไฟป่าเมาอิ แต่เมื่อหักเงินเฟ้อแล้วแทบไม่เติบโต ขณะที่อัตราการออมลดลงเหลือ 3.6% ต่ำสุดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2022

ดัชนี PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญ พุ่งแตะ 2.9% ในเดือนธันวาคม สูงสุดตั้งแต่มีนาคม 2024 ออกห่างจากเป้าหมาย 2% ไปอีก ขณะที่ core PCE ซึ่งหักราคาอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.4% ต่อเดือน แตะ 3% ต่อปี

ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากราคาสินค้าที่สูงขึ้นจากนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ ด้านตลาดหุ้น เริ่มแรกตอบรับตัวเลข GDP อย่างเงียบเชียบ แต่คึกคักขึ้นหลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการเก็บภาษีคู่ค้า ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.7%

การจ้างงานที่ชะลอตัวขณะที่เงินเฟ้อยังสูง ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะ Stagflation (สภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อกลับพุ่ง ซึ่งนี่คือสัญญาณของสภาวะเศรษฐกิจที่ผิดปกติ) เจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ยอมรับว่าเป็น ‘สถานการณ์ที่ท้าทาย’

ล่าสุด Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมกราคม ยุติการลดดอกเบี้ยครั้งละ 0.25 จุดติดต่อกันสามครั้ง ขณะที่ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดความคาดหวังของตลาด บ่งชี้ว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ ครั้งแรกเดือนมิถุนายนและครั้งที่สองในฤดูใบไม้ร่วง

ไมเคิล เพียร์ซ จาก Oxford Economics ระบุว่า แกนหลักของเศรษฐกิจยังคงยืดหยุ่น และเชื่อว่าจะกลับมามีแรงส่งในปี 2026 ขณะที่ทอร์สเทน สล็อก จาก Apollo Global Management เตือนว่าเศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะร้อนแรงเกินไป (overheat)

“มันจะเป็นเรื่องยากมากที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้”

ภาพ: Gary Hershorn/Getty Images

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...