“ทรัมป์” แถลงนโยบายนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ประกาศอเมริกาก้าวเข้าสู่ “ยุคทอง”
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศในระหว่างการแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ที่ยาวว่า “เรากำลังได้รับชัยชนะอย่างล้นหลาม” พร้อมระบุว่าเขาเป็นผู้จุดชนวนให้เศรษฐกิจในประเทศรุ่งเรือง ในขณะเดียวกันก็สร้างระเบียบโลกใหม่ในต่างประเทศ ซึ่งเขาหวังว่าการนำเสนอความสำเร็จนี้ จะช่วยตีกลับคะแนนนิยมที่กำลังลดน้อยถอยลงได้
จุดประสงค์หลักของทรัมป์คือการโน้มน้าวชาวอเมริกันที่เริ่มมีความระแวดระวังมากขึ้น ให้เชื่อว่าเศรษฐกิจนั้นแข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคิด และพวกเขาควรเลือกเดินหน้าในทิศทางเดิมต่อไปด้วยการสนับสนุนพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ทั้งนี้ ทรัมป์ใช้เวลาพูดรวมทั้งสิ้นเป็นสถิติใหม่ถึง 108 นาที ซึ่งทำลายสถิติเดิมที่เขาเคยทำไว้ในการแถลงต่อที่ประชุมร่วมของรัฐสภาเมื่อปีที่แล้วไป 8 นาที
เมื่อวันอังคาร (24 ก.พ.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์แถลงนโยบายประจำปี (State of the Union)
สำนักข่าว AP รายงานว่า ประธานาธิบดีพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำโอ้อวดรุนแรงตามสไตล์ปกติของเขา โดยมีเพียงบางช่วงเท่านั้นที่พูดนอกบท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการโจมตีพรรคเดโมแครต เช่นเดียวกับการแถลงนโยบายในช่วงวาระแรกของเขา ทรัมป์อาศัยการเปิดตัวบรรดา “แขกรับเชิญพิเศษ” เพื่อสร้างความตื่นเต้นและเน้นย้ำสารที่เขาต้องการสื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แขกเหล่านี้รวมถึงวีรบุรุษกองทัพสหรัฐฯ และอดีตนักโทษการเมืองที่ได้รับอิสรภาพ หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ โค่นล้มประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา
“ประเทศของเรากำลังมีชัยชนะอีกครั้ง อันที่จริง เราชนะมากเสียจนเราไม่รู้จริงๆ ว่าจะจัดการกับมันอย่างไรดี มีคนมาถามผมว่า ‘ท่านประธานาธิบดีครับ ได้โปรดเถอะครับ พวกเราชนะมากเกินไปแล้ว เรารับมันไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว’” ทรัมป์กล่าวถ้อยคำดังกล่าวก่อนที่จะเริ่มแนะนำทีมงาน
ทรัมป์ประณามคำตัดสินเรื่องภาษีศุลกากรต่อหน้าเหล่าผู้พิพากษา
ประธานาธิบดีได้กล่าวสนับสนุนนโยบายกวาดล้างผู้อพยพและการผลักดันเพื่อคงมาตรการเก็บภาษีศุลกากรในวงกว้าง ซึ่งเพิ่งถูกศาลสูงสุด (Supreme Court) สั่งยกเลิกไป โดยในช่วงที่เขาบรรยายถึงคำตัดสินของศาล ซึ่งเขาเรียกว่าเป็น “คำวินิจฉัยที่น่าเสียดาย” นั้น มีเพียงฝั่งพรรคเดโมแครตเท่านั้นที่ส่งเสียงปรบมือ (เป็นการประชดประชัน)
ทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าต่อไป โดยจะใช้กฎหมาย “ทางเลือก” อื่นๆ เพื่อบังคับใช้ภาษีนำเข้า พร้อมกับบอกบรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติว่า “ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการดำเนินการจากสภาคองเกรส” ทั้งนี้ ทรัมป์แย้งว่าประเทศคู่ค้าต่างชาติเป็นผู้จ่ายภาษีเหล่านี้ แม้จะมีหลักฐานยืนยันว่าภาระต้นทุนตกอยู่กับผู้บริโภคและธุรกิจในอเมริกาเองก็ตาม โดยเขากล่าวว่า “มันกำลังช่วยรักษาประเทศของเราไว้”
สำหรับผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่มาร่วมงานมีเพียง หัวหน้าผู้พิพากษา จอห์น โรเบิร์ตส์ รวมถึงผู้พิพากษา เบรตต์ แควาโน, เอมี โคนีย์ แบร์เรตต์ และ เอเลนา เคแกน โดยทรัมป์ได้เข้าไปทักทายพวกด้วยตัวเองก่อนเริ่มการแถลง แม้ว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเขาเพิ่งจะวิจารณ์ เอมี โคนีย์ แบร์เรตต์ อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นคนที่เขาแต่งตั้งเข้าสู่ศาลสูงสุดเองในวาระแรก เนื่องจากเธอลงมติเข้าข้างฝ่ายเสียงข้างมากในการต่อต้านนโยบายภาษีของเขาก็ตาม
เหล่าสมาชิกพรรคเดโมแครตต่างตอบรับเมื่อทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะหยุดยั้งการใช้ข้อมูลภายในเพื่อเก็งกำไรหุ้น (Insider Trading) โดยสมาชิกสภาคองเกรส แต่ทว่า มาร์ก ทาคาโน ส.ส. พรรคเดโมแครตจากแคลิฟอร์เนีย กลับตะโกนสวนขึ้นมาว่า “เริ่มที่คุณก่อน เป็นไง” ขณะที่ ราชิดา ตลาอิบ ส.ส. จากมิชิแกน ก็ตะโกนขึ้นมาเช่นกันว่า “คุณนั่นแหละคือประธานาธิบดีที่คอร์รัปชันที่สุด!”
เมื่อการส่งเสียงรบกวนยังคงมีต่อไป ทรัมป์จึงประกาศกร้าวว่า “พวกคุณควรจะละอายแก่ใจตัวเองบ้าง” และในเวลาต่อมา เขาได้ชี้ไปที่กลุ่มสมาชิกพรรคเดโมแครตพร้อมกับกล่าวว่า “คนพวกนี้มันบ้าไปแล้ว”
อัล กรีน ส.ส. พรรคเดโมแครต ถูกเชิญตัวออกจากห้องประชุมสภาตั้งแต่ช่วงต้นของการแถลง หลังจากที่เขาคลี่ป้ายประท้วงที่มีข้อความว่า “คนผิวดำไม่ใช่ลิง!” ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการอ้างถึงวิดีโอเหยียดเชื้อชาติที่ประธานาธิบดีเคยโพสต์ ภาพอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา และมิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งในขณะนั้น เป็นสัตว์ตระกูลลิงในป่า ทั้งนี้ กรีนเคยถูกเชิญตัวออกระหว่างการแถลงของทรัมป์เมื่อปีที่แล้วมาแล้วครั้งหนึ่ง
ในขณะเดียวกัน แม้ภาพรวมของประธานาธิบดีจะดูเต็มไปด้วยความหวังและรักชาติ แต่ทรัมป์กลับปรับโทนเสียงให้ดูขึงขังและตึงเครียดขึ้นในหลายช่วงของสุนทรพจน์ เพื่อเตือนถึงอันตรายที่เกิดจากกลุ่มผู้อพยพ โดยเขาได้เรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาจากทั้งสองพรรคร่วมกัน “ปกป้องพลเมืองอเมริกัน ไม่ใช่คนต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย” พร้อมทั้งสนับสนุนข้อเสนอให้จำกัดการลงคะแนนทางไปรษณีย์และเพิ่มความเข้มงวดในกฎระเบียบการยืนยันตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ให้เวลากับประเด็นค่าครองชีพน้อย
ทรัมป์ไม่ได้ให้ความสำคัญนักกับความพยายามในการลดค่าครองชีพ แม้ว่าผลสำรวจความเห็นจะชี้ให้เห็นว่า การจัดการปัญหาเศรษฐกิจและ “ปัญหาปากท้อง (Kitchen-table issues)” ของเขากำลังกลายเป็นจุดอ่อนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพที่สูงลิ่วนี้เอง ที่เป็นแรงผลักดันให้พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในหลายพื้นที่ทั่วประเทศในการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลอย่างต่อเนื่องว่า มาตรการภาษีศุลกากรที่ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น นั้นอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานในท้ายที่สุด โดยตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลงในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้ว
สถานการณ์นี้อาจกลายเป็นความเสี่ยงทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งอาจส่งผลให้พรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะในสภาคองเกรส เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ “คลื่นสีน้ำเงิน (Blue Wave)” ในปี 2018 ที่เคยสร้างกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอย่างเข้มงวดต่อรัฐบาลของเขามาแล้วในวาระแรก
(ฺBlue wave คือ การที่ตัวแทนพรรคเดโมแครตชนะเบลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ รวมทั้งสามารถครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา)
ทรัมป์ยังโทษอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าเขา พร้อมด้วยบรรดาสมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครตที่อยู่ในห้องประชุม โดยระบุว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบต่อราคาสินค้าและค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งทั้งสองประเด็นนี้เป็นสิ่งที่คู่แข่งทางการเมืองมักจะนำมาใช้โจมตีเขาอยู่เสมอ
“พวกคุณนั่นแหละที่ก่อปัญหานี้ขึ้นมา” ทรัมป์กล่าวถึงความกังวลเรื่องค่าครองชีพ และเสริมต่อในเวลาต่อมาว่า “พวกเขารู้อยู่เต็มอกว่าคำพูดของตัวเองน่ะมันเป็นเรื่องโกหกที่สกปรกและโสมม”
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่าเขาจะกดดันให้บริษัทเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงขึ้นในพื้นที่ที่ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ตั้งอยู่ เนื่องจากศูนย์ข้อมูลเหล่านี้มักใช้ไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าไฟของผู้บริโภครายอื่นในพื้นที่นั้นสูงตามไปด้วย
อีกช่วงหนึ่งของการพูดนอกบท คือทรัมป์อ้างถึงราคายาตามใบสั่งแพทย์ โดยเขากล่าวว่า “ดังนั้นในปีแรกของวาระที่สองของผม — ซึ่งจริงๆ ควรจะเป็นวาระที่สามนะ แต่เรื่องประหลาดๆ มันก็เกิดขึ้นได้” คำพูดนี้ส่งผลให้สมาชิกในที่ประชุมอย่างน้อยหนึ่งกลุ่มเริ่มตะโกนประสานเสียงกันว่า “อีก 4 ปี อีก 4 ปี”
คำเตือนถึงอิหร่าน
การแถลงของทรัมป์มีขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการส่งเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ จำนวน 2 ลำไปยังตะวันออกกลาง ท่ามกลางความตึงเครียดกับอิหร่าน โดยทรัมป์กล่าวว่า “ความตั้งใจของผมคือการแก้ปัญหานี้ผ่านช่องทางการทูต”
“แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ผมจะไม่มีวันยอมให้รัฐผู้สนับสนุนการก่อการร้ายอันดับหนึ่งของโลก – ซึ่งพวกเขาเป็นเช่นนั้นอย่างชัดเจน — ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เป็นอันขาด”
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่กองทัพสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศ เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา ซึ่งได้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ของกรุงเตหะราน พร้อมทั้งยกย่องปฏิบัติการบุกจู่โจมที่โค่นล้มประธานาธิบดีมาดูโรในเวเนซุเอลา รวมถึงการที่รัฐบาลของเขาเป็นตัวกลางในการเจรจาหยุดยิงในสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา
“ในฐานะประธานาธิบดี ผมจะสร้างสันติภาพในทุกที่ที่ผมทำได้” ทรัมป์กล่าว “แต่ผมจะไม่ลังเลเลยที่จะเผชิญหน้ากับภัยคุกคามต่ออเมริกา ในทุกที่ที่เราจำเป็นต้องทำ”
ประกาศอเมริกากำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคทอง”
NBC News สรุป 3 ประเด็นสำคัญ (Takeaways) จากสุนทรพจน์ State of the Union ของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งใช้เวทีนี้ในการประกาศชัยชนะอย่างเต็มตัว โดยไม่แสดงท่าทีหวั่นไหวต่อคะแนนนิยมที่ลดลง แต่กลับใช้โอกาสนี้ในการตอบโต้พรรคเดโมแครตอย่างเผ็ดร้อน
รายงานข่าว NBC News ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวสุนทรพจน์แถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ด้วยท่าทีที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและดุดัน โดยประกาศว่าอเมริกากำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคทอง” (Golden Age) ภายใต้การนำของเขา พร้อมทั้งใช้เวทีนี้โจมตีและเยาะเย้ยพรรคเดโมแครตอย่างเผ็ดร้อน
ทรัมป์แสดงท่าทีท้าทายและภาคภูมิใจกับผลงานในปีแรกของการกลับมารับตำแหน่ง พร้อมกับมีปากเสียงกับสมาชิกพรรคเดโมแครตและยั่วโทสะให้พวกเขาตอบโต้ ซึ่งฝั่งเดโมแครตก็ได้ตอบกลับด้วยอาการนิ่งเงียบ ผสมด้วยเสียงตะโกนด่าทอด้วยความโกรธแค้น หรือแม้แต่การหัวเราะเยาะเย้ย
- ฉลองชัยทางเศรษฐกิจ
ทรัมป์กล่าวชื่นชมผลงานด้านเศรษฐกิจของตนเองอย่างเปิดเผย โดยยกตัวอย่างดัชนีตลาดหุ้นที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ (All-time highs) พร้อมระบุว่า
“เราได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแบบที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน เป็นการพลิกผันครั้งสำคัญ” เขากล่าว “เราจะไม่มีวันกลับไปจุดเดิมที่เราเคยอยู่เมื่อไม่นานมานี้อีกแล้ว”
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์แทบไม่ได้กล่าวถึงความยากลำบากทางเศรษฐกิจหรือความรู้สึกสิ้นหวังของชาวอเมริกันจำนวนมากที่ยังต้องเผชิญกับปัญหาค่าแรงและค่าครองชีพ แต่เขากลับประกาศว่าราคาสินค้ากำลังลดลง และในส่วนที่ยอมรับว่ายังมีปัญหาอยู่ เขาก็จะปัดความรับผิดชอบไปที่รัฐบาลชุดก่อนและพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสแทน
ทรัมป์กล่าวถึงกฎหมายภาษีฉบับใหม่ของเขาที่ชื่อว่า “Great Big Beautiful Bill” ซึ่งประกอบด้วย การยกเว้นภาษีทิป (Tips) และค่าล่วงเวลา (Overtime) และสิทธิลดหย่อนสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเขาเรียกว่า “การไม่เก็บภาษีประกันสังคม (No tax on Social Security)” และยังพูดถึง บัญชีทรัมป์ (Trump Accounts) นโยบายบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนสำหรับเด็ก
ทรัมป์ยังคงยืนกรานปกป้องนโยบายภาษีศุลกากร (Tariffs) ของเขาว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการ “สร้างข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมให้แก่ประเทศ” และวิจารณ์คำตัดสินของศาลสูงสุดที่สั่งให้มาตรการดังกล่าวเป็นโมฆะว่าเป็นสิ่งที่ “น่าผิดหวัง”
เขาระบุว่าจะใช้อำนาจตามกฎหมายอื่น เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าต่อไปโดยอ้างว่าไม่จำเป็นต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรส อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมาย มาตรการเก็บภาษีแบบครอบคลุม (Blanket tariffs) ที่เขาประกาศนั้น จะมีผลบังคับใช้ได้เพียง 150 วัน เท่านั้น
- ประกาศความสำเร็จในการกวาดล้างผู้อพยพ
ทรัมป์กล่าวอ้างผลงานเรื่องการปราบปรามผู้อพยพ โดยระบุว่าเขาสามารถสร้าง “พรมแดนที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา” และลดจำนวนการลักลอบเข้าเมืองได้อย่างมหาศาล เขาใช้เวลาช่วงใหญ่ในการบรรยายถึงเหยื่อจากเหตุความรุนแรงและอาชญากรรมที่ก่อโดยผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยมีการเชิญครอบครัวของผู้เสียชีวิตมานั่งในกลุ่มแขกผู้มีเกียรติ
ทรัมป์กลับไม่กล่าวถึงกรณีของ อเล็กซ์ เปรตตี (Alex Pretti) และ เรเน กูด (Renee Good) สองพลเมืองอเมริกันที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงเสียชีวิตในมินนีแอโพลิสเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่นอร์มา ตอร์เรส ส.ส. พรรคเดโมแครต ได้ชูป้ายที่มีรูปถ่ายของเปรตตีและกูดขึ้นมาประท้วง ขณะที่อิลฮาน โอมาร์ และ ราชิดา ตลาอิบ ส.ส. พรรคเดโมแครต ตะโกนใส่ทรัมป์ซ้ำๆ ว่า “คุณนั่นแหละที่ฆ่าคนอเมริกัน!”
สำหรับปัญหาการปิดตัวลงบางส่วนของ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ที่ยังคงยืดเยื้อ ทรัมป์กล่าวเพียงสั้นๆ โดยโยนความผิดให้พรรคเดโมแครต และระบุว่าเขา “ขอเรียกร้องให้มีการคืนงบประมาณทั้งหมดให้แก่ DHS โดยทันทีและเต็มจำนวน” ในขณะที่การเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงไม่มีทีท่าว่าจะหาข้อยุติได้
- ยั่วโทสะและการปะทะกับพรรคเดโมแครต
ทรัมป์ไม่มีการหยิบยื่นไมตรีให้กับพรรคเดโมแครต แต่กลับเลือกที่จะเยาะเย้ยและโยนความผิดเรื่องค่าครองชีพที่สูงลิ่วให้ฝ่ายตรงข้ามซ้ำๆ เขาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อกระแสวิจารณ์ที่ว่าเขาทำตามสัญญาเรื่องการลดราคาสินค้าไม่ได้
เขาโจมตีอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน และ “พันธมิตรที่คอร์รัปชันในสภา” ว่าเป็นต้นเหตุของเงินเฟ้อ และ การหลอกลวงสีเขียวครั้งใหม่ Green New Scam) พร้อมทั้งกล่าวหาว่าฝ่ายเดโมแครตสนับสนุนนโยบาย “เปิดพรมแดนให้ทุกคน”
“คนกลุ่มเดียวกันในห้องประชุมนี้แหละที่ลงมติรับรองความหายนะเหล่านั้น แล้วจู่ๆ วันนี้ก็มาใช้คำว่า ‘ราคาที่จับต้องได้’ (Affordability) คำนี้—พวกเขาก็แค่หยิบมันมาใช้ สงสัยจะมีคนป้อนบทให้มั้ง” ทรัมป์กล่าวด้วยท่าทีหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด พร้อมชี้มือไปทางฝั่งเดโมแครตแล้วเสริมว่า “พวกคุณนั่นแหละคือคนที่ก่อปัญหานี้!”
ทรัมป์ให้คำมั่นว่าพรรครีพับลิกัน ไม่ใช่เดโมแครต จะปกป้อง ประกันสังคม (Social Security) และเมดิแคร์ (Medicare) ตลอดไป แม้ร่างกฎหมายฉบับสำคัญของเขาอย่าง “Big, Beautiful Bill” จะมีการตัดงบประมาณ เมดิเคด (Medicaid) ลงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ก็ตาม
ในช่วงหนึ่งของการแถลง เขาชี้ไปที่ฝั่งเดโมแครตและพูดว่า “คนพวกนี้มันบ้าไปแล้ว” ซึ่งเรียกเสียงปรบมือและการยืนให้เกียรติ (Standing Ovation) จากรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และประธานสภาฯ ไมค์ จอห์นสัน
เขากล่าวว่า “ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่กดดันประชาชน” มีสาเหตุมาจากฝ่ายเดโมแครต โดยโจมตีกฎหมาย Affordable Care Act (โอบามาแคร์) ทั้งที่ตัวเขาเองเพิ่งจะยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษีเบี้ยประกันสุขภาพบางส่วนไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของประชาชนพุ่งสูงขึ้น
นอกจากนี้ เขายังเอ่ยชื่อ แนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาฯ เพื่อโจมตีนักการเมืองที่หาผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ ทั้งที่ตัวเขาเองมีรายงานจาก Forbes ว่ามีทรัพย์สินสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 3 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2025 จากธุรกิจคริปโตและดีลอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง
แสดงแสนยานุภาพบนเวทีโลก
รายงานสรุปประเด็นการแถลงของทรัมป์ จาก Los Angeles Times หนังสือพิมพ์รายวันฉบับสำคัญของสหรัฐอเมริกาที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ระบุว่า ในการแถลงนโยบายประจำปี ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงความเชื่อมั่นและท่าทีที่แข็งกร้าว โดยได้อ้างถึงชัยชนะครั้งใหญ่ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการปัญหาอาชญากรรมในเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ การยกระดับความปลอดภัยบริเวณชายแดน การเนรเทศผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารเข้าเมือง การลดค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือนสำหรับชาวอเมริกัน รวมถึงการทำให้สหรัฐฯ กลับมาได้รับความยำเกรงอีกครั้งบนเวทีโลก
ทรัมป์กล่าวว่า นอกจากการยกระดับความปลอดภัยภายในสหรัฐฯ แล้ว เขายังได้ยกระดับ “ความมั่นคง” ให้แก่ชาวอเมริกันในต่างแดน และสร้างความ “เป็นหนึ่ง” (Dominance) ของสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตก
เขายังได้กล่าวอ้างว่าตนเองได้ “ยุติสงครามไปแล้วถึง 8 แห่ง” ในต่างประเทศ ซึ่งเรียกเสียงโห่จากสมาชิกพรรคเดโมแครต นอกจากนี้ เขายังได้ยกย่องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ ว่าจะถูกจดจำในฐานะ “รัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา”
ทรัมป์เรียกเวเนซุเอลาว่าเป็น “เพื่อนและพันธมิตรใหม่” นับตั้งแต่สหรัฐฯ เข้าโค่นล้มประธานาธิบดีมาดูโร ซึ่งเขาระบุว่าหลังจากนั้นสหรัฐฯ ได้รับน้ำมันจากเวเนซุเอลาแล้วกว่า 80 ล้านบาร์เรล
เขากล่าวชื่นชมปฏิบัติการโจมตีแหล่งนิวเคลียร์ของอิหร่านโดยสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมระบุว่าอิหร่านได้รับคำเตือนแล้วว่าห้ามสร้างขีดความสามารถด้านอาวุธใหม่ และขณะนี้สหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับอิหร่าน แต่ยังไม่ได้รับ “คำมั่นสัญญาที่เป็นความลับ” (Secret words) ว่าอิหร่านจะไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
ข้อเสนอและคำมั่นสัญญาครั้งใหญ่
ทรัมป์สร้างความฮือฮาด้วยการนำเสนอโครงการใหม่ๆ และการเรียกร้องให้สภาคองเกรสเร่งดำเนินการในประเด็นสำคัญ
ทรัมป์เสนอว่าในอนาคต “ภาษีศุลกากร” ที่เขาจัดเก็บจากประเทศคู่ค้าอาจนำมาใช้ทดแทนระบบ “ภาษีเงินได้” ของสหรัฐฯ ได้ทั้งหมด
เขาประกาศว่ารัฐบาลจะเริ่มจัดทำแผนการเกษียณอายุให้แก่คนทำงานอเมริกัน โดยจะมีลักษณะคล้ายกับสวัสดิการของพนักงานรัฐบาลกลาง ซึ่งรัฐบาลจะสมทบเงินให้สูงสุด 1,000 ดอลลาร์ต่อปี สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการ
ทรัมป์กล่าวหาว่ากลุ่มผู้อพยพชาวโซมาเลียทำตัวเป็น “โจรสลัด” ที่เข้ามา “ปล้นสะดม” รัฐมินนีโซตาผ่านการทุจริตงบประมาณรัฐ และระบุว่ามีการทุจริตในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในแคลิฟอร์เนียและรัฐอื่นๆ เขาจึงประกาศเปิดตัวแคมเปญกวาดล้างโดยแต่งตั้งให้รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ เป็นผู้นำ
เขาเรียกร้องให้สภาผ่านกฎหมายสั่งห้ามไม่ให้แต่ละรัฐออกใบอนุญาตขับรถเชิงพาณิชย์ (CDL) ให้แก่ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารเข้าเมือง
ทรัมป์ได้ท้าทายให้ทุกคนในห้องประชุมยืนขึ้นหากเห็นด้วยกับประโยคที่ว่า “หน้าที่ประการแรกของรัฐบาลอเมริกาคือการปกป้องพลเมืองอเมริกัน ไม่ใช่คนต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย”
สมาชิกรีพับลิกันต่างลุกขึ้นยืนและโห่ร้องแสดงความยินดี ในขณะที่สมาชิกเดโมแครตยังคงนั่งนิ่ง ทำให้ทรัมป์ตำหนิพวกเขาว่า “พวกคุณควรจะละอายแก่ใจตัวเองบ้าง
อิลฮาน โอมาร์ ส.ส. จากมินนีโซตา ซึ่งมาจากโซมาเลีย ตะโกนสวนขึ้นมาว่า “โกหก!” และ “คุณนั่นแหละที่ฆ่าคนอเมริกัน!”