โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระปรางค์วัดอรุณฯ : มรดกที่ไม่ลงรอยทางความหมาย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

พระปรางค์วัดอรุณฯ

: มรดกที่ไม่ลงรอยทางความหมาย

ท่ามกลางกระแสผลักดัน “พระปรางค์วัดอรุณฯ” เป็นมรดกโลกจากภาครัฐ จนปัจจุบันได้ถูกบรรจุอยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลก (Tentative List) ขององค์การยูเนสโกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในอีกด้านหนึ่ง กลับเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งทางความคิดในประเด็นทางศิลปวัฒนธรรมมากที่สุด

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มรดกทางวัฒนธรรมริมน้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ได้กลายเป็น the most Instagrammable temple in Thailand ในความรับรู้ของนักท่องเที่ยวทั่วไป

และราว 2-3 ปีมานี้ กระแสดังกล่าวถูกยกระดับขึ้นไปอีกจากกระแสถ่ายภาพชุดไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ (โดยเฉพาะจีนและชาติเอเชีย) เกิดเป็นคลื่นนักท่องเที่ยวกระจายตัวอยู่เต็มลานรอบพระปรางค์ในแทบทุกวัน

จนเกิดเป็นดราม่าเรื่องช่างภาพรับจ้างถ่ายชุดไทยพยายามไล่คนอื่นที่มาเยี่ยมชมวัดให้พ้นเฟรมถ่ายภาพของลูกค้าตน สร้างความเดือดร้อนรำคาญไปทั่ว

ไม่นานหลังจากนั้น ราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เกิดกระแส “ห่มสไบ ใส่ยีนส์” เข้าวัด อันเป็นกระแสที่เกิดขึ้นจากวงการบันเทิง ขยายเป็นแฟชั่นการแต่งกายเพื่อมาถ่ายรูปกับย่านเมืองเก่าและวัดเก่าในพื้นที่เขตพระนคร

กระแสนี้ทำให้วัดหลายแห่งในพื้นที่ห้ามการแต่งกายลักษณะนี้เข้าวัด (วัดอรุณฯ เป็นหนึ่งในนั้นด้วย)

จนนำมาสู่คำถามใหญ่อีกครั้งว่าด้วยเส้นแบ่งระหว่าง “กาลเทศะ” กับ “พลวัตทางวัฒนธรรม” อยู่ตรงไหน

นักท่องเที่ยวแต่งชุดไทยถ่ายภาพกับพระปรางค์วัดอรุณฯ ที่มา : มติชนออนไลน์

หากย้อนกลับไปไกลอีกสักหน่อย ราว พ.ศ.2560 หลังการบูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ ครั้งใหญ่ ได้เกิดการวิจารณ์จากสังคมวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการอนุรักษ์โบราณสถาน ต่อกรณีที่ทางวัดได้มีการนำชิ้นส่วนกระเบื้องประดับองค์พระปรางค์ของเดิมมาจัดสร้างเป็นพระเครื่อง “สมเด็จวัดอรุณ” อย่างไม่คำนึงถึงการรักษาชิ้นส่วนโบราณสถานอันเก่าแก่ดั้งเดิม

การถกเถียง ข้อวิจารณ์ ตลอดจนดราม่าต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนพื้นที่รอบพระปรางค์วัดอรุณฯ คือปรากฏการณ์ที่เราอาจเรียกมันอย่างรวมๆ ได้ว่า “มรดกที่ไม่ลงรอยทางความหมาย” (Dissonant Heritage)

ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ความขัดแย้งในการนิยามและใช้สอยมรดกทางวัฒนธรรมระหว่างผู้คนกลุ่มต่างๆ อันเกิดจากโลกทัศน์ที่มีต่อโบราณสถานแตกต่างกัน ทั้งในระดับคุณค่า การใช้งาน และผลประโยชน์

(ดูเพิ่มใน Tunbridge, J. E., & Ashworth, G. J. (1995). Dissonant Heritage : the management of the past as a resource in conflict. John Wiley.)

อย่างไรก็ตาม ในหลายสังคมมักไม่ยอมรับความไม่ลงรอยนี้และพยายามควบคุมจัดการให้โบราณสถานมีความหมายเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งมักเป็นนิยามอันตายตัวของรัฐและผู้มีอำนาจ หรือหากปล่อยให้มีความหมายอื่นแทรกสอดซ้อนขึ้นมาได้ ก็จะต้องไม่ขัดแย้งกับความหมายหลักที่รัฐกำหนด

โปสเตอร์ห้ามแต่งกายแบบ “ห่มสไบ ใส่ยีนส์” เข้าวัด ที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์

กรณีพระปรางค์วัดอรุณฯ รัฐกำหนดความหมายหลักอยู่ 2 ประการคือ

หนึ่ง โบราณสถานที่สำคัญระดับชาติ (และกำลังจะผลักดันให้เป็นระดับโลก) เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งความเป็นไทยชิ้นสำคัญที่สะท้อนให้โลกเห็นว่า สังคมไทยมีความเจริญและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมสูงยิ่งมายาวนาน

และสอง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา

ความหมายอย่างแรก นำมาซึ่งกระบวนการอนุรักษ์ตามหลักวิชาแบบสากล ส่วนความหมายที่สอง นำมาซึ่งกฎระเบียบในการปฏิบัติตัวให้เหมาะสมทั้งการแต่งกาย กิริยาอาการ ไปจนถึงการพูดจา เมื่อเข้าสู่พื้นที่

การนำเศษกระเบื้องเก่าแก่ที่เคยประดับองค์พระปรางค์เป็นร้อยปีไปทำมวลสารพระเครื่อง อันเกิดจากโลกทัศน์อีกชุดจากคนอีกกลุ่มหนึ่งในสังคม ที่มองว่ามวลสารเหล่านี้ที่มีสภาพเก่าคร่ำคร่าเสื่อมสภาพ จะเก็บรักษาไว้ก็มีแต่จะทำให้พระปรางค์อันศักดิ์สิทธิ์หม่นหมองไม่ผ่องใส การเปลี่ยนสภาพจนใหม่ขาวสะอาดตาเป็นสิ่งที่พุทธบริษัทที่ดีพึงกระทำ

ขณะเดียวกัน มวลสารที่ลอกออกมาแม้จะเสื่อมสภาพการใช้งานแต่เป็นสิ่งที่ถูกกราบไหว้สักการะเป็นเวลายาวนาน ดังนั้น ย่อมมี “ความขลัง” บางอย่างบรรจุอยู่ภายใน ควรค่าแก่การแปรสภาพให้กลายเป็นวัตถุมงคล

วิธีคิดและการกระทำดังกล่าว ย่อมขัดแย้งต่อหลักการอนุรักษ์ที่คำนึงถึงความเดิมแท้ (authenticity) และการส่งต่อความเดิมแท้นั้นให้สืบทอดไปสู่คนรุ่นต่อไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

และด้วยทัศนะเช่นนี้ การจัดสร้างพระเครื่องรุ่นดังกล่าวจึงยอมรับไม่ได้และไม่ถูกจัดสร้างขยายวงอย่างกว้างขวางต่อมา แม้จะมีพระเครื่องรุ่นนี้ผลิตออกมาบ้างแล้วก็ตาม

ขณะที่การ “ห่มสไบ ใส่ยีนส์” ซึ่งเป็นการผสมผสานตัดต่อประเพณีเดิมเข้ากับแฟชั่นร่วมสมัย อันเป็นพลวัตทั่วไปที่เกิดขึ้นกับวัฒนธรรมดั้งเดิมทั้งหลายทั่วโลก ซึ่งในแง่หนึ่งคือการต่ออายุประเพณีที่พ้นสมัยให้ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ในปัจจุบัน

แต่สำหรับสายตาของภาครัฐและผู้มีอำนาจกำหนดนิยามสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมอันดีงาม กลับมองว่าเป็นสิ่งทำลายความหมายอันศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่

หากพิจารณาภาพโปสเตอร์สั่งห้ามการแต่งกายที่ปรากฏเป็นกระแสในโลกออนไลน์ เราจะพบว่า การห้ามมิได้มุ่งเน้นประเด็นเรื่องความโป๊เปลือยที่สุ่มเสี่ยงต่อการโชว์เรือนร่างมากไปเพียงอย่างเดียว

แต่เหมารวมทั้งหมดของการแต่งกายแบบครึ่งท่อน (ท่อนบนสไบ ท่อนล่างยีนส์) ที่บางแบบไม่ได้โชว์เรือนร่างแต่อย่างใดเลยเข้าไปด้วย

บางความเห็นที่สนับสนุนการห้าม พยายามอธิบายว่าวัดไม่อนุญาตให้มีการแต่งกายที่เปลือยไหล่อยู่แล้ว

แต่หากเรามองดูกระแสชุดไทยที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็จะพบว่า ชุดไทยแบบห่มสไบเปิดไหล่สามารถเดินเข้าไปในวัดได้อย่างไม่มีปัญหา หากห่มสไบเปิดไหล่พร้อมกับท่อนล่างที่นุ่งโจงหรือนุ่งซิ่น

ประเด็นจึงมิได้อยู่ที่ความวาบหวิวเพียงเท่านั้น แต่คือยีนส์ ซึ่งในสายตาแบบรัฐมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่สุภาพอยู่แล้วโดยทั่วไป

ดังนั้น จึงไม่อาจยอมรับได้เมื่อนำมันมาประกอบร่างเข้ากับชุดไทย (สไบ) และมองความพยายามตัดแปะเก่าใหม่ให้เข้ากันได้นี้เป็นสิ่งที่ขาดกาลเทศะอย่างที่สุด

ในขณะที่รัฐพยายามควบคุมให้พระปรางค์วัดอรุณฯ คงความหมายศักดิ์สิทธิ์ แต่โลกทุนนิยมสมัยใหม่ที่การท่องเที่ยวคือเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะรัฐไทยที่พึ่งพาเครื่องจักรตัวนี้มากเป็นพิเศษ กลับปล่อยวางต่อการเปลี่ยนพระปรางค์วัดอรุณฯ ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณ์ (profane space) เพื่อการท่องเที่ยว

การปล่อยให้พื้นที่รอบพระปรางค์เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจนล้นเกิน พื้นที่ขาดความเงียบสงบแบบศาสนสถาน เสียงโหวกเหวกของช่างภาพที่คอยกำกับท่าทางของนักท่องเที่ยวชุดไทย (แต่ต้องเป็นแบบประเพณีทั้งท่อนบน-ล่างเท่านั้น) และในบางครั้งเกินเลยจนกลายเป็นการรบกวนผู้ใช้สอยคนอื่น กลับไม่เป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ และไม่ใช่สิ่งผิดกาลเทศะ

ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างบางส่วนของความย้อนแย้งและความไม่ลงรอยทางความหมายที่ไม่มีวันจบสิ้น และนับวันจะมีแต่ขยายตัวปะทะกันมากขึ้นไปเรื่อยๆ หากรัฐและผู้มีอำนาจพยายามที่จะควบคุมความหมายของมรดกทางวัฒนธรรมต่างๆ ให้มีเพียงหนึ่งเดียวตามนิยามของตนเอง

ในทัศนะผม พระปรางค์วัดอรุณฯ มีความหมายที่ซ้อนทับกันอยู่อย่างน้อย 6 ประการ ได้แก่ โบราณสถานสำคัญของชาติ ตามมุมมองรัฐ, ศาสนสถาน ตามมุมมองรัฐและวัด, วัตถุแห่งความขลัง ตามมุมมองคนไทยที่สมาทานพุทธ พราหมณ์ ผี, สถานที่ท่องเที่ยว ตามมุมมองนักท่องเที่ยว, พื้นที่ตัวแบบที่สำคัญของศิลปะสถาปัตยกรรมไทยสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ตามมุมมองนักวิชาการ และมรดกทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพต่อยอดสู่วัฒนธรรมร่วมสมัยในอนาคต ตามมุมมองคนรุ่นใหม่

การจัดการปัญหานี้แบบยั่งยืน จึงไม่ใช่การพยายามยืนยันที่จะสถาปนาความหมายที่ถูกต้องที่สุดเพียงหนึ่งเดียว แล้วมัวแต่คอยหาวิธีการควบคุมและจัดการความหมายชุดอื่นให้หายไป

แต่สิ่งที่ควรทำคือ การไกล่เกลี่ยความขัดแย้งทางความหมายที่แตกต่าง เปิดพื้นที่ให้ความหมายแบบอื่นได้ส่งเสียงและต่อรอง เพื่อสร้างพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมให้สามารถเปิดพื้นที่สำหรับความหมายอื่นได้เข้ามามีตัวตนด้วย

ท้ายที่สุดแล้ว กรณีพระปรางค์วัดอรุณฯ เป็นปรากฏการณ์ที่เราควรต้องมาลึกมากกว่าดราม่ารายวันของช่างภาพไล่นักท่องเที่ยวหรือแฟชั่น “ห่มสไบ ใส่ยีนส์”

แต่มันคือภาพสะท้อนความย้อนแย้งของโลกทัศน์แบบรัฐและผู้มีอำนาจในการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมที่ตั้งอยู่บนการ “แช่แข็งความหมาย” ที่ไปไกลกว่าพระปรางค์ใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ลองมองไปที่อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา วัดเก่าภายในคูเมืองเชียงใหม่ ตลอดจนย่านเก่าทั้งหลายที่กำลังเปลี่ยนกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อนทางความหมายและการใช้สอยมากขึ้นทุกทีๆ เราก็จะพบปรากฏการณ์นี้อยู่ทั่วไป

หากเรายังพยายามควบคุมให้มรดกวัฒนธรรมมีความหมายเพียงหนึ่งเดียวต่อไป ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมที่วันนี้ดูเล็กน้อยก็อาจจะขยายตัวไปสู่การต่อต้านเชิงวัฒนธรรมในอนาคต

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระปรางค์วัดอรุณฯ : มรดกที่ไม่ลงรอยทางความหมาย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...