พระปรางค์วัดอรุณฯ : มรดกที่ไม่ลงรอยทางความหมาย
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
พระปรางค์วัดอรุณฯ
: มรดกที่ไม่ลงรอยทางความหมาย
ท่ามกลางกระแสผลักดัน “พระปรางค์วัดอรุณฯ” เป็นมรดกโลกจากภาครัฐ จนปัจจุบันได้ถูกบรรจุอยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลก (Tentative List) ขององค์การยูเนสโกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในอีกด้านหนึ่ง กลับเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งทางความคิดในประเด็นทางศิลปวัฒนธรรมมากที่สุด
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มรดกทางวัฒนธรรมริมน้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ได้กลายเป็น the most Instagrammable temple in Thailand ในความรับรู้ของนักท่องเที่ยวทั่วไป
และราว 2-3 ปีมานี้ กระแสดังกล่าวถูกยกระดับขึ้นไปอีกจากกระแสถ่ายภาพชุดไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ (โดยเฉพาะจีนและชาติเอเชีย) เกิดเป็นคลื่นนักท่องเที่ยวกระจายตัวอยู่เต็มลานรอบพระปรางค์ในแทบทุกวัน
จนเกิดเป็นดราม่าเรื่องช่างภาพรับจ้างถ่ายชุดไทยพยายามไล่คนอื่นที่มาเยี่ยมชมวัดให้พ้นเฟรมถ่ายภาพของลูกค้าตน สร้างความเดือดร้อนรำคาญไปทั่ว
ไม่นานหลังจากนั้น ราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เกิดกระแส “ห่มสไบ ใส่ยีนส์” เข้าวัด อันเป็นกระแสที่เกิดขึ้นจากวงการบันเทิง ขยายเป็นแฟชั่นการแต่งกายเพื่อมาถ่ายรูปกับย่านเมืองเก่าและวัดเก่าในพื้นที่เขตพระนคร
กระแสนี้ทำให้วัดหลายแห่งในพื้นที่ห้ามการแต่งกายลักษณะนี้เข้าวัด (วัดอรุณฯ เป็นหนึ่งในนั้นด้วย)
จนนำมาสู่คำถามใหญ่อีกครั้งว่าด้วยเส้นแบ่งระหว่าง “กาลเทศะ” กับ “พลวัตทางวัฒนธรรม” อยู่ตรงไหน
หากย้อนกลับไปไกลอีกสักหน่อย ราว พ.ศ.2560 หลังการบูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ ครั้งใหญ่ ได้เกิดการวิจารณ์จากสังคมวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการอนุรักษ์โบราณสถาน ต่อกรณีที่ทางวัดได้มีการนำชิ้นส่วนกระเบื้องประดับองค์พระปรางค์ของเดิมมาจัดสร้างเป็นพระเครื่อง “สมเด็จวัดอรุณ” อย่างไม่คำนึงถึงการรักษาชิ้นส่วนโบราณสถานอันเก่าแก่ดั้งเดิม
การถกเถียง ข้อวิจารณ์ ตลอดจนดราม่าต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนพื้นที่รอบพระปรางค์วัดอรุณฯ คือปรากฏการณ์ที่เราอาจเรียกมันอย่างรวมๆ ได้ว่า “มรดกที่ไม่ลงรอยทางความหมาย” (Dissonant Heritage)
ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ความขัดแย้งในการนิยามและใช้สอยมรดกทางวัฒนธรรมระหว่างผู้คนกลุ่มต่างๆ อันเกิดจากโลกทัศน์ที่มีต่อโบราณสถานแตกต่างกัน ทั้งในระดับคุณค่า การใช้งาน และผลประโยชน์
(ดูเพิ่มใน Tunbridge, J. E., & Ashworth, G. J. (1995). Dissonant Heritage : the management of the past as a resource in conflict. John Wiley.)
อย่างไรก็ตาม ในหลายสังคมมักไม่ยอมรับความไม่ลงรอยนี้และพยายามควบคุมจัดการให้โบราณสถานมีความหมายเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งมักเป็นนิยามอันตายตัวของรัฐและผู้มีอำนาจ หรือหากปล่อยให้มีความหมายอื่นแทรกสอดซ้อนขึ้นมาได้ ก็จะต้องไม่ขัดแย้งกับความหมายหลักที่รัฐกำหนด
กรณีพระปรางค์วัดอรุณฯ รัฐกำหนดความหมายหลักอยู่ 2 ประการคือ
หนึ่ง โบราณสถานที่สำคัญระดับชาติ (และกำลังจะผลักดันให้เป็นระดับโลก) เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งความเป็นไทยชิ้นสำคัญที่สะท้อนให้โลกเห็นว่า สังคมไทยมีความเจริญและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมสูงยิ่งมายาวนาน
และสอง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา
ความหมายอย่างแรก นำมาซึ่งกระบวนการอนุรักษ์ตามหลักวิชาแบบสากล ส่วนความหมายที่สอง นำมาซึ่งกฎระเบียบในการปฏิบัติตัวให้เหมาะสมทั้งการแต่งกาย กิริยาอาการ ไปจนถึงการพูดจา เมื่อเข้าสู่พื้นที่
การนำเศษกระเบื้องเก่าแก่ที่เคยประดับองค์พระปรางค์เป็นร้อยปีไปทำมวลสารพระเครื่อง อันเกิดจากโลกทัศน์อีกชุดจากคนอีกกลุ่มหนึ่งในสังคม ที่มองว่ามวลสารเหล่านี้ที่มีสภาพเก่าคร่ำคร่าเสื่อมสภาพ จะเก็บรักษาไว้ก็มีแต่จะทำให้พระปรางค์อันศักดิ์สิทธิ์หม่นหมองไม่ผ่องใส การเปลี่ยนสภาพจนใหม่ขาวสะอาดตาเป็นสิ่งที่พุทธบริษัทที่ดีพึงกระทำ
ขณะเดียวกัน มวลสารที่ลอกออกมาแม้จะเสื่อมสภาพการใช้งานแต่เป็นสิ่งที่ถูกกราบไหว้สักการะเป็นเวลายาวนาน ดังนั้น ย่อมมี “ความขลัง” บางอย่างบรรจุอยู่ภายใน ควรค่าแก่การแปรสภาพให้กลายเป็นวัตถุมงคล
วิธีคิดและการกระทำดังกล่าว ย่อมขัดแย้งต่อหลักการอนุรักษ์ที่คำนึงถึงความเดิมแท้ (authenticity) และการส่งต่อความเดิมแท้นั้นให้สืบทอดไปสู่คนรุ่นต่อไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
และด้วยทัศนะเช่นนี้ การจัดสร้างพระเครื่องรุ่นดังกล่าวจึงยอมรับไม่ได้และไม่ถูกจัดสร้างขยายวงอย่างกว้างขวางต่อมา แม้จะมีพระเครื่องรุ่นนี้ผลิตออกมาบ้างแล้วก็ตาม
ขณะที่การ “ห่มสไบ ใส่ยีนส์” ซึ่งเป็นการผสมผสานตัดต่อประเพณีเดิมเข้ากับแฟชั่นร่วมสมัย อันเป็นพลวัตทั่วไปที่เกิดขึ้นกับวัฒนธรรมดั้งเดิมทั้งหลายทั่วโลก ซึ่งในแง่หนึ่งคือการต่ออายุประเพณีที่พ้นสมัยให้ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ในปัจจุบัน
แต่สำหรับสายตาของภาครัฐและผู้มีอำนาจกำหนดนิยามสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมอันดีงาม กลับมองว่าเป็นสิ่งทำลายความหมายอันศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่
หากพิจารณาภาพโปสเตอร์สั่งห้ามการแต่งกายที่ปรากฏเป็นกระแสในโลกออนไลน์ เราจะพบว่า การห้ามมิได้มุ่งเน้นประเด็นเรื่องความโป๊เปลือยที่สุ่มเสี่ยงต่อการโชว์เรือนร่างมากไปเพียงอย่างเดียว
แต่เหมารวมทั้งหมดของการแต่งกายแบบครึ่งท่อน (ท่อนบนสไบ ท่อนล่างยีนส์) ที่บางแบบไม่ได้โชว์เรือนร่างแต่อย่างใดเลยเข้าไปด้วย
บางความเห็นที่สนับสนุนการห้าม พยายามอธิบายว่าวัดไม่อนุญาตให้มีการแต่งกายที่เปลือยไหล่อยู่แล้ว
แต่หากเรามองดูกระแสชุดไทยที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็จะพบว่า ชุดไทยแบบห่มสไบเปิดไหล่สามารถเดินเข้าไปในวัดได้อย่างไม่มีปัญหา หากห่มสไบเปิดไหล่พร้อมกับท่อนล่างที่นุ่งโจงหรือนุ่งซิ่น
ประเด็นจึงมิได้อยู่ที่ความวาบหวิวเพียงเท่านั้น แต่คือยีนส์ ซึ่งในสายตาแบบรัฐมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่สุภาพอยู่แล้วโดยทั่วไป
ดังนั้น จึงไม่อาจยอมรับได้เมื่อนำมันมาประกอบร่างเข้ากับชุดไทย (สไบ) และมองความพยายามตัดแปะเก่าใหม่ให้เข้ากันได้นี้เป็นสิ่งที่ขาดกาลเทศะอย่างที่สุด
ในขณะที่รัฐพยายามควบคุมให้พระปรางค์วัดอรุณฯ คงความหมายศักดิ์สิทธิ์ แต่โลกทุนนิยมสมัยใหม่ที่การท่องเที่ยวคือเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะรัฐไทยที่พึ่งพาเครื่องจักรตัวนี้มากเป็นพิเศษ กลับปล่อยวางต่อการเปลี่ยนพระปรางค์วัดอรุณฯ ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณ์ (profane space) เพื่อการท่องเที่ยว
การปล่อยให้พื้นที่รอบพระปรางค์เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจนล้นเกิน พื้นที่ขาดความเงียบสงบแบบศาสนสถาน เสียงโหวกเหวกของช่างภาพที่คอยกำกับท่าทางของนักท่องเที่ยวชุดไทย (แต่ต้องเป็นแบบประเพณีทั้งท่อนบน-ล่างเท่านั้น) และในบางครั้งเกินเลยจนกลายเป็นการรบกวนผู้ใช้สอยคนอื่น กลับไม่เป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ และไม่ใช่สิ่งผิดกาลเทศะ
ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างบางส่วนของความย้อนแย้งและความไม่ลงรอยทางความหมายที่ไม่มีวันจบสิ้น และนับวันจะมีแต่ขยายตัวปะทะกันมากขึ้นไปเรื่อยๆ หากรัฐและผู้มีอำนาจพยายามที่จะควบคุมความหมายของมรดกทางวัฒนธรรมต่างๆ ให้มีเพียงหนึ่งเดียวตามนิยามของตนเอง
ในทัศนะผม พระปรางค์วัดอรุณฯ มีความหมายที่ซ้อนทับกันอยู่อย่างน้อย 6 ประการ ได้แก่ โบราณสถานสำคัญของชาติ ตามมุมมองรัฐ, ศาสนสถาน ตามมุมมองรัฐและวัด, วัตถุแห่งความขลัง ตามมุมมองคนไทยที่สมาทานพุทธ พราหมณ์ ผี, สถานที่ท่องเที่ยว ตามมุมมองนักท่องเที่ยว, พื้นที่ตัวแบบที่สำคัญของศิลปะสถาปัตยกรรมไทยสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ตามมุมมองนักวิชาการ และมรดกทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพต่อยอดสู่วัฒนธรรมร่วมสมัยในอนาคต ตามมุมมองคนรุ่นใหม่
การจัดการปัญหานี้แบบยั่งยืน จึงไม่ใช่การพยายามยืนยันที่จะสถาปนาความหมายที่ถูกต้องที่สุดเพียงหนึ่งเดียว แล้วมัวแต่คอยหาวิธีการควบคุมและจัดการความหมายชุดอื่นให้หายไป
แต่สิ่งที่ควรทำคือ การไกล่เกลี่ยความขัดแย้งทางความหมายที่แตกต่าง เปิดพื้นที่ให้ความหมายแบบอื่นได้ส่งเสียงและต่อรอง เพื่อสร้างพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมให้สามารถเปิดพื้นที่สำหรับความหมายอื่นได้เข้ามามีตัวตนด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว กรณีพระปรางค์วัดอรุณฯ เป็นปรากฏการณ์ที่เราควรต้องมาลึกมากกว่าดราม่ารายวันของช่างภาพไล่นักท่องเที่ยวหรือแฟชั่น “ห่มสไบ ใส่ยีนส์”
แต่มันคือภาพสะท้อนความย้อนแย้งของโลกทัศน์แบบรัฐและผู้มีอำนาจในการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมที่ตั้งอยู่บนการ “แช่แข็งความหมาย” ที่ไปไกลกว่าพระปรางค์ใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ลองมองไปที่อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา วัดเก่าภายในคูเมืองเชียงใหม่ ตลอดจนย่านเก่าทั้งหลายที่กำลังเปลี่ยนกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อนทางความหมายและการใช้สอยมากขึ้นทุกทีๆ เราก็จะพบปรากฏการณ์นี้อยู่ทั่วไป
หากเรายังพยายามควบคุมให้มรดกวัฒนธรรมมีความหมายเพียงหนึ่งเดียวต่อไป ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมที่วันนี้ดูเล็กน้อยก็อาจจะขยายตัวไปสู่การต่อต้านเชิงวัฒนธรรมในอนาคต
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระปรางค์วัดอรุณฯ : มรดกที่ไม่ลงรอยทางความหมาย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly