สังคายนาค่าฟีแบงก์! ธปท. 'รื้อใหญ่' 15 รายการ ดีเดย์ 2 เดือนเห็นผล สั่งคุมเพดาน
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความเสี่ยงรุมเร้า ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เดินหน้ามาตรการเชิงรุกเพื่อลดภาระให้กับภาคประชาชนและธุรกิจขนาดเล็ก โดยพุ่งเป้าไปที่การทบทวนโครงสร้างค่าธรรมเนียม (Fee) ของสถาบันการเงินครั้งใหญ่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากที่สุด
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เปิดเผยว่า ธปท.อยู่ระหว่างการเข้าไปตรวจสอบและทบทวนรายการค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งในปัจจุบันพบว่า มีการเรียกเก็บที่แตกต่างกันมากและมีช่วงราคา (Range) ที่กว้างเกินไป
นายวิทัยกล่าวว่า เบื้องต้นจะเริ่มดำเนินการใน 10-15 รายการแรกที่ประชาชนมีการใช้งานเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น การขอรายการเดินบัญชี (Statement) ซึ่งปัจจุบันบางธนาคารคิด 100 บาท บางแห่งสูงถึง 200 บาทต่อบัญชี ขณะที่บางแห่งคิดเพียง 50 บาท ซึ่งธปท. จะกำหนดให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยยึดเกณฑ์ขั้นต่ำเป็นหลัก
นอกจากนั้นยังมีค่าธรรมเนียมรักษาบัญชี กรณีเงินฝากต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เช่น กรณีเงินในบัญชีต่ำกว่า 2,000 บาท แล้วมีการเรียกเก็บเงินรายเดือน ธุรกรรมข้ามเขต ทั้งการโอนเงิน การฝากเงิน และการกด ATM ข้ามเขต รวมถึงการเรียกเก็บเช็คข้ามเขต ซึ่งในปัจจุบัน "ต้นทุนการขนส่งเงินสด" ระหว่างเขตแทบไม่มีอยู่จริงแล้ว จึงควรปรับลดลงหรือยกเลิกไป
นอกจากนั้น ยังมีค่าธรรมเนียมสินเชื่อ SME โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมการจัดการเงินกู้ (Front-end Fee) และค่าปรับการชำระคืนก่อนกำหนด กรณีที่ลูกค้าใช้สินเชื่อมานานแล้วต้องการปิดยอดก่อนกำหนด (Prepayment Fee) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น
นายวิทัยกล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญของการปรับโครงสร้างครั้งนี้คือ การทำให้เป็น "มาตรฐานเดียว" โดย ธปท. จะกำหนดเพดานราคาสูงสุดที่แต่ละรายการจะเรียกเก็บได้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อประชาชนเกินสมควร โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ต้องแบกรับต้นทุนค่าธรรมเนียมในอัตราที่เท่ากับคนรวย
"คาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนหลังจากนี้ ในการสรุปรายละเอียดที่ชัดเจน ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการออกประกาศและหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทยต่อไป โดยย้ำว่า การทบทวนค่าธรรมเนียมครั้งนี้ "โดยหลักมันต้องลดลง" และไม่มีนโยบายที่จะปรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน"
นายวิทัยกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ปรับลดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ว่า ดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1% ถือเป็นระดับที่เหมาะสมและสมดุลในสถานการณ์นี้ การตัดสินใจดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อดึงเงินเฟ้อระยะกลางให้เข้าสู่กรอบเป้าหมาย และประคับประคองเศรษฐกิจให้เติบโตได้ใกล้เคียงกับศักยภาพที่ 2.7%
แม้การลดดอกเบี้ยจะทำให้ "กระสุน" ทางนโยบาย (Policy Space) ลดน้อยลง แต่ ธปท. มั่นใจว่าระดับ 1% ยังมีพื้นที่เพียงพอหากเกิดเหตุการณ์ช็อกทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยปกติจะใช้พื้นที่การปรับลดประมาณ 0.5% เพราะช่วงโควิด ดอกเบี้ยนโยบายเราเคยอยู่ที่ 0.5%
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยของไทยในปัจจุบันถือว่าต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่น และต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ผ่อนคลายอย่างมากเพื่อช่วยกระตุ้นการเติบโตของ GDP ให้ขยับขึ้นไปแตะระดับเกือบ 2% ในปีนี้