รบเขมร รอบ 3 ใครเหมาะนำทัพ กลาโหม สู้ศึก “หนู-กุ้ง-ไก่-ดุลย์-วิน-อ๊อบ”
ผู้การวิศรุฒน์
นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทยไม่ใช่เป็นแค่เพียง หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แต่ภาพลักษณ์ยังถูกมองว่าเป็นนักการเมืองสีน้ำเงินที่ประกาศตัวเป็น พรรคสีน้ำเงินเข้มก่อนหน้านี้ เสมือนเป็นการส่งสัญญาณมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่า เป็นตัวแทนของขั้วอนุรักษ์นิยมในภาคการเมือง ที่ยังคงเหลืออยู่
หลังจากที่พรรคทหาร เช่น พลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่รับรู้กันว่า เป็นของ พี่น้อง 3 ป. บูรพาพยัคฆ์ ที่จัดตั้งขึ้นมา เพื่อสืบทอดอำนาจ หลังการรัฐประหาร 2557 ถึงเวลาเสื่อมสลายลงตามกาลเวลา
พรรคพลังประชารัฐ ที่เคยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจากการเลือกตั้ง หลังการรัฐประหารของคสช. เคยเป็นถูกมองว่าเป็นพรรคทหารที่ตั้งโดยการนำคณะรัฐประหาร พี่น้อง3 ป.บูรพาพยัคฆ์ “ป้อม-ป๊อก-ประยุทธ์ ” ตามสูตรอำนาจของคณะรัฐประหาร ที่ไม่อาจอยู่ในอำนาจได้ยาวนาน ต้องแปลงร่างเป็นพรรคการเมือง โดยให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ เป็นผู้ดูแลเป็นผู้คุมพรรคแบบเงียบๆ มีนอมี มาตลอด จนถึงการเลือกตั้งจึงเปิดตัวเป็น หัวหน้าพรรค
แต่ความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.ประวิตร กับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นหัวหน้าคสช. และแนวคิดแนวทางที่ไม่ตรงกัน รวมถึงบริวารที่รายล้อม พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ทั้งสองต้องแยกพรรคกันอยู่ พล.อ.ประยุทธ์ มาตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ
แต่ ก็ไม่ประสบความสำเร็จได้รับเลือกมาแค่ 36 ส.ส. จึงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ประกาศวางมือทางการเมือง ก่อนที่ต่อมาจะได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี
ก่อนที่ สส.ของ พรรครวมไทยสร้างชาติ จะแตกแยกย้ายกันไปอยู่ตามพรรคต่างๆ เมื่อไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ ขณะที่ พล.อ.ประวิตร ก็ลาออกจากหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ
ส่งผลให้ขั้วอนุรักษ์นิยมในฝ่ายการเมือง เกิดอ่อนแอ แม้ว่าจะเคยมีแผนสำรอง ที่จะใช้พรรคเพื่อไทย เป็นหัวขบวนของพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมในการสู้ศึกการเมืองและครองอำนาจรัฐ หลังจากเกิด “ดีล” ที่ให้นายทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี กลับประเทศหลังจากที่หนีการรัฐประหารไป 17 ปี
แต่ที่สุดพรรคเพื่อไทย ก็ไปไม่รอด จากยุคของ เศรษฐา ทวีสิน ที่ก็ต้องพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนมาถึง “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร ก็ต้องพ้นเก้าอี้นายกฯ ไปเพราะ “คลิป อังเคิล” จน ทำให้เกิดปัญหาระหว่างไทยกับ กัมพูชา และนำมาซึ่งขั้นวิกฤตและมีการสู้รบกันครั้งใหญ่
จนทำให้ โอกาส เป็นของ นายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย ด้วยแรงหนุนของ แกนนำขั้วอนุรักษ์นิยม ที่ต้องการดัน พรรคสีน้ำเงินนี้ มาใช้แทน พรรคสีแดง
ประกอบกับจุดยืนของ อนุทิน ที่มีความ จงรักภักดี ส่งผลให้ภาพ ของการเป็นนักการเมือง และพรรค ขั้วอนุรักษ์นิยมชัดเจนมากขึ้น
ประกอบกับ สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่วิกฤติถึงขั้นนำไปสู่การสู้รบกันอย่างเต็มรูปแบบครั้งใหญ่ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมและระลอก 2 ในเดือนธันวาคม 2568 โดยที่ อนุทิน ก็แสดงบทบาทของการเป็นนายกรัฐมนตรีที่สนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ในการสู้รบกับกัมพูชา
จนทำให้ถูกมองว่า อนุทิน ได้คะแนนนิยมจาก การสู้รบไทยกับกัมพูชา และการแสดงบทบาทความเป็นหนึ่งเดียวกับกองทัพ ในการต่อสู้กับกัมพูชา อีกทั้งแกนนำขั้วอนุรักษ์นิยมต่างก็สนับสนุนให้กองทัพต่อสู้กับกัมพูชาเพื่อยึดแผ่นดินไทยที่ถูกกัมพูชายึดครองไปยาวนานกลับคืนและเป็นการทวงคืนศักดิ์ศรีของกองทัพไทยและประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
อีกทั้งในห้วงของการเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นรัฐบาลสถานการณ์ด้านความมั่นคง โดยเฉพาะเรื่องกัมพูชาทำให้ อนุทิน ได้ประสานงานใกล้ชิดพบปะพูดคุยประชุมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพบ่อยครั้ง และทำหน้าที่เป็นซัพพอร์ตเตอร์ สนับสนุนกองทัพในทุก เรื่องแม้แต่เรื่องงบประมาณการโยกงบเปลี่ยนแปลงงบประมาณ
ที่สำคัญคือ อนุทิน สั่งการให้กองทัพนำแผ่นดินไทยกลับคืนมาให้ได้มากที่สุดและนำคืนมาทุกปราสาท โดยมีรายงานว่าบางคำสั่งของ อนุทิน ทางกองทัพเห็นด้วย และพร้อมปฏิบัติ แต่กระทรวงการต่างประเทศ ต้องท้วงติงไว้ เพราะเกรงจะเปิดช่องโหว่ให้กัมพูชาโจมตี และฟ้องร้องในทางกฎหมายระหว่างประเทศ
อีกทั้งในสถานการณ์ที่มีการวิเคราะห์ว่าการสู้รบรอบ 3 อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต 1-2-3 ปี หรือ 5 ปี หรือมากกว่านั้น ดังนั้นกองทัพจึงมีบทบาทสำคัญในการวางโครงสร้างแนวทางรับมือภัยคุกคามด้านตะวันออกอย่างกัมพูชา ดังนั้นการเลือก รมว. กลาโหม ซึ่งถือว่า มีความสำคัญ
ดังนั้นในห้วงก่อนการเลือกตั้งและมีการมองข้ามช็อตไปถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ในสูตรอำนาจของพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีกระแสข่าวถึงนายทหารหลายคนที่อาจได้รับการทาบทามให้เป็น รมว.กลาโหม
เช่น “แม่ทัพกุ้ง” พล.อ.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผบ.ทบ. และอดีตแม่ทัพภาค 2 ที่ยังคงเป็นขวัญใจของประชาชน จากผลงานการรบยึดคืนแผ่นดินไทยรอบแรกในห้วงที่เป็นแม่ทัพภาค2 ก่อนหน้านี้ พล.อ.บุญสินเคยเปิดเผยว่าถูกทาบทามให้รับตำแหน่งรัฐมนตรีในห้วงการจัดตั้งรัฐบาลของ อนุทิน แต่ตนเองปฏิเสธเพราะไม่ต้องการจะเล่นการเมืองและไม่อยากเป็นลูกน้องนักการเมือง เป็นลูกน้องประชาชนเท่านั้น
อีกทั้ง ในเวลานี้ ได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นราชองครักษ์ฯ และได้รับพระราชทานยศพลเอก แล้วจึงคาดว่าพล.อ.บุญสิน จะไม่เข้าสู่เส้นทางทางการเมือง
ส่วน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม และ อดีตแม่ทัพภาค 2 ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าสนิทสนมใกล้ชิดกับสายบุรีรัมย์ ก็ถือเป็นแคนดิเดตอีกคนหนึ่ง ที่หากไม่ได้เป็น รมว กลาโหม ก็อาจจะได้เป็น รมช. กลาโหม เพราะในห้วงที่ดำรงตำแหน่งจนถึงปัจจุบัน พล.ท.อดุลย์ ก็สามารถทำหน้าที่ ได้เป็นอย่างดีตามความรับผิดชอบโดยเฉพาะการดูแลชายแดนไทย-กัมพูชา
ทั้ง พล.อ.บุญสิน และ พล.ท.อดุลย์ ล้วนเป็นนายทหารเตรียมทหารรุ่น 26 เพื่อนร่วมรุ่นของ “บิ๊กปู” พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. และ “บิ๊กคิม” พล.อ.อ. เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่จะทำให้การประสานการทำงานราบรื่นมากขึ้น
นอกจากนั้นชื่อของ “บิ๊กไก่” พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติและแกนนำเตรียมทหารรุ่น 22 ซึ่งมีความใกล้ชิดกับ อนุทิน มาหลายปี และได้รับการสนับสนุนจากนายทหารที่สนิทสนมใกล้ชิดกับ อนุทิน อีกด้วยโดยมีชื่อเป็นแคนดิเดต ตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาลของ อนุทิน ครั้งที่ผ่านมา
แต่ในเวลานั้น “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ซึ่งเป็น รมช. กลาโหม ในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นนายทหารสายตรงของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นที่เคารพของ อนุทิน รวมทั้งยังคงเป็นส่วนหนึ่งของ “ดีล” จึงทำให้ พล.อ.ณัฐพลได้นั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหม
แต่ในห้วงของการเป็น รมว. กลาโหมในรัฐบาลของ อนุทิน จากปัญหาเรื่องกัมพูชา ส่งผลให้ พล.อ.ณัฐพลถูกทัวร์ลงและโจมตีอย่างหนักในห้วงที่ผ่านมาจากบทบาทที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำในการเจรจารอมชอมเพื่อไม่ให้เกิดการสู้รบแต่เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงจนไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ พล.อ.ณัฐพล ก็ได้แสดงบทบาทในการสนับสนุนการรบของกองทัพอย่างเต็มที่
แต่กระนั้นก็ตาม พล.อ.ณัฐพล ก็ยังคงถูกโจมตีอยู่เนืองๆจากคำพูดหรือการให้สัมภาษณ์หรือแม้แต่นโยบายต่างๆ จน พล.อ.ณัฐพล บอกกล่าวเป็นการภายในกับคนใกล้ชิดว่าเมื่อหมดหน้าที่ในรัฐบาล อนุทิน ชุดนี้แล้วจะวางมือทางการเมือง จะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองอีกแล้ว เพราะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเมืองมายาวนานตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 จึงต้องการพักผ่อน
หรืออาจกล่าวได้อีกในหนึ่งว่า พล.อ.ณัฐพล นั้นบอบช้ำเกินกว่าที่ อนุทิน จะดึงกลับมาทำหน้าที่ รมว. กลาโหมต่อ ประกอบกับมีแคนดิเดตมีตัวเลือกหลายคน
รวมทั้ง “บิ๊กอ๊อบ” พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด หลังเกษียณได้บวชเป็นพระเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับทหารที่สละชีพในห้วงการสู้รบรอบแรกในห้วงที่ พล.อ.ทรงวิทย์ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด รวมทั้งประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตในห้วงเวลานั้นด้วย
ด้วยเพราะ พล.อ.ทรงวิทย์ มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานแบบแผนในการสู้รบกับกัมพูชาตั้งแต่การรบรอบแรก และเป็นนายทหารที่มีแนวคิดสมัยใหม่และทันสมัยด้านการทหาร อีกทั้งเป็นแกนนำเตรียมทหารรุ่น 24 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับผู้บัญชาการเหล่าทัพหลายคน เช่น “บิ๊กหยอย” พล.อ.อุกฤษฏ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม
นอกจากนั้นยังมีชื่อของ “บิ๊กวิน” พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดและอดีตรองผู้บัญชาการทหารเรือ เพื่อนร่วมรุ่นตั้งแต่สมัยเรียนอัสสัมชัญบางรักของอนุทิน และเรียนหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 61 ด้วยกันอีกด้วย
ปัจจุบันทำหน้าที่ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีช่วยงานนายอนุทินที่ทำเนียบรัฐบาลอยู่ และยังเป็นแกนนำเตรียมทหารรุ่น 25 ที่เคยเป็นผู้ประสานสัมพันธ์ระหว่าง อนุทิน กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำพรรคกล้าธรรม ทำให้เป็นเพื่อนกันมายาวนานและนำมาซึ่งการร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลของ อนุทิน ที่ผ่านมา และจะจับมือกันตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งกุมภาพันธ์ 2569 นี้อีกด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีข่าวแพร่สะพัดว่า อนุทิน อาจจะควบ เก้าอี้ รมว.กลาโหม ด้วยตนเอง เพื่อสร้างความมั่นใจต่อนโยบายที่มีต่อกัมพูชา และ ในเรื่องของการเป็นนายกรัฐมนตรีได้ทำงานประสานใกล้ชิดกับผู้บัญชาการเหล่าทัพมาตลอด และถูกประเมินจากนายทหารที่ใกล้ชิดเพื่อนพี่น้องในกองทัพว่า อนุทิน สามารถเป็น รมว. กลาโหมได้ เพราะมีความ เข้าใจในมิติของความมั่นคง และมีสายสัมพันธ์กับนายทหารหลายรุ่นมายาวนาน
อีกทั้งที่ผ่านมามีนายกรัฐมนตรีหลายคนที่เป็นพลเรือนและเก้าอี้ รมว. กลาโหม หรือแม้แต่รัฐมนตรีที่เป็นพลเรือน ก็เคยมีมาแล้ว เช่น สุทิน คลังแสง ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
อีกทั้งยังเป็นการแก้ปัญหาเรื่องโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีภายในพรรคภูมิใจไทย หรือแม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลที่จะมีการจัดตั้งกันหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย ที่อาจจะต้องสละเก้าอี้ รมว มหาดไทยให้กับแกนนำพรรคคนอื่นหรืออาจจะใช้ต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่น เพราะ อนุทิน เองก็เคยเป็น รมว. มหาดไทยมาแล้วถึงสองสมัย
ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าหาก อนุทิน ควบ รมว. กลาโหม อาจแต่งตั้ง ทหารเก่า ที่มีรายชื่อเป็นแคนดิเดต เป็น รมช.กลาโหม เพื่อช่วยงานในการดูแลกองทัพ และต้องตั้งทีมงานของ รมว. กลาโหมที่แข็งแกร่ง ในการทำงานแทน
ประการสำคัญคือ กองทัพเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของขั้วอนุรักษ์นิยม หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นเขี้ยวเล็บสำคัญของขั้วอนุรักษ์นิยม ในการครองอำนาจรัฐ จึงทำให้ อนุทิน เป็นนักการเมือง สีน้ำเงิน ที่ตรงกับจุดยืนของกองทัพในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ
แต่อย่างไรก็ตาม คะแนนเสียงของทหารกองทัพไม่สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ได้ว่าจะต้องสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยทหารในยุคปัจจุบันไม่สามารถสั่งได้อีกแล้วโดยเฉพาะทหารชั้นผู้น้อยและพลทหารรวมถึง ครอบครัวทหาร ที่ต้องรอลุ้นกันว่าคะแนนเสียงทหารจะโหวตกันแบบใดหลังจากที่การเลือกตั้งครั้งก่อนหน่วยเลือกตั้งในเขตทหารจะโหวตพรรคส้มกัน มากกว่า พรรคขั้ว อนุรักษ์นิยม แม้ว่าการสู้รบกับกัมพูชาจะทำให้คะแนนนิยมต่อกองทัพในหมู่ประชาชนพุ่งขึ้นสูงก็ตาม แต่อาจส่งผลไม่มากนักต่อทหารด้วยกันเอง