โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ธ.ก.ส. หนุนทำนาเปียกสลับแห้ง นำร่องอุดรธานี 1,100 ไร่ขายคาร์บอนสร้างรายได้

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในฐานะสถาบันการเงินที่มีพันธกิจในการ พัฒนาชนบทอย่างยั่งยืน และดำเนินงานตามวิสัยทัศน์การเป็นธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน ขับเคลื่อนการ ดำเนินงานผ่านยุทธศาสตร์ของธนาคารในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของลูกค้า สู่การสร้างมูลค่าเกษตร และเน้นการส่งเสริมการบริหารจัดการองค์กรและชุมชนภายใต้แนวคิด ESG (Environmental, Social, Governance) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

รวมถึงสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนตํ่าตามแผนที่นำทางของประเทศฝในการบรรลุเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593

ล่าสุดองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.รายงานว่า ทาง ธ.ก.ส.ได้แจ้งความประสงค์พัฒนาโครงการลดการปล่อยก๊าซมีเทนในนาข้าว จังหวัด อุดรธานี มายัง อบก.เพื่อขอขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย มาตรฐานขั้นสูง หรือ Premium T-VER ก่อนที่จะได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตต่อไปซึ่งปัจจุบันขั้นตอนดังกล่าวอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความเห็น เพื่อใช้ในการประกอบการขอขึ้นทะเบียน Premium T-VER

ทั้งนี้ ทางธ.ก.ส.ได้ชี้ให้เห็นถึงการขอขึ้นทะเบียน Premium T-VER ของโครงการลดการปล่อยก๊าซมีเทนในนาข้าว (ข้าวลดโลกร้อน) ด้วยนวัตกรรมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) จังหวัดอุดรธานี เพื่อเป็นการนำร่องเรียนรู้ลดการปล่อยก๊าซมีเทน เสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแก่ชาวนาในเขตชลประทาน

รวมถึงการเพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่าข้าว เพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกร จากการขายคาร์บอนเครดิตแก่ชาวนาจังหวัดอุดรธานีที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 141 ราย ในกลุ่มพื้นที่นำร่องตามเอกสารสิทธิ์ 1,765 ไร่ และพื้นที่ดำเนินการ 1,100 ไร่ มีระยะเวลาโครงการ 5 ปี ที่คาดว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมประมาณ 10,629 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือ เฉลี่ยปีละ 2,125 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยมีบริษัท คาร์บอน สเก๊าท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาโครงการ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโครงการดังกล่าว ยังมีอุปสรรคหลายประการที่ต้องได้รับการสนับสนุน และให้เกษตรกรมีความมั่นใจในการดำเนินโครงการ ทางธ.ก.ส.ระบุว่า จำเป็นต้องได้รับการขึ้นทะเบียนและรับรองคาร์บอนเครดิต เนื่องจากการทำนาแบบเปียกสลับแห้งยังไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานหรือมีข้อบังคับใช้ในระดับประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และระบบติดตามการจัดการนํ้าในพื้นที่นา ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงดำเนินการทำนาแบบขังนํ้าต่อเนื่องตามแนวปฏิบัติเดิม

ขณะเดียวกันเกษตรกรในพื้นที่โครงการยังขาดแคลนอุปกรณ์ เครื่องมือ และองค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับการควบคุม ระดับนํ้าตามหลัก AWD เช่น ท่อวัดระดับนํ้าในแปลงนา รวมถึงระบบการติดตามและบันทึกข้อมูลการจัดการนํ้า ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการปลูกข้าว การดำเนินโครงการจะช่วยจัดหาอุปกรณ์ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสนับสนุนระบบการติดตามที่เหมาะสม

รวมถึงธรรมเนียมปฏิบัติ การทำนาแบบขังนํ้าต่อเนื่อง เป็นแนวปฏิบัติที่เกษตรกรในพื้นที่ใช้มาอย่างยาวนาน ขณะที่การทำนาแบบเปียกสลับแห้งยัง ถือเป็นโครงการแรกในพื้นที่ และยังไม่แพร่หลายในประเทศ หากไม่มีการดำเนินโครงการ เกษตรกรจะไม่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการนํ้าด้วยตัวเอง

อีกทั้ง พื้นที่โครงการมีข้อจำกัดจากสภาพอากาศแปรปรวน รวมถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทาน ส่งผลให้เกษตรกรขาดความมั่นใจในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการนํ้า เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อผลผลิตข้าว หากไม่มีการดำเนินกิจกรรมโครงการ การทำนาแบบเปียกสลับแห้งจะไม่เกิดขึ้นภายใต้การดำ เนินงานตามปกติ

ขณะที่ในเอกสารข้อเสนอโครงการ ระบุว่า การดำเนินโครงการ AWD แบบ Single Drainage ในพื้นที่ 1,100 ไร่ เป็นโครงการนำร่องเพื่อขยายผลในวงกว้าง ภายใต้นโยบายด้านความยั่งยืนที่มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานสีเขียวและเสริมสร้างมูลค่าให้เกษตรกร โดยคาดหวังว่าโครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก แต่ยังสร้างโอกาสสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผ่านการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งโครงการ AWD แบบ Single Drainage จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงการทดลอง แต่เป็นต้นแบบของการต่อยอดการดำเนินโครงการ AWD เต็มรูปแบบ และบูรณาการภาคเกษตรกรรมให้ก้าวไปสู่เป้าหมาย Net Zero Emission อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ยังสร้างกรอบการทำงานที่ชัดเจนสำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การบริหารจัดการพลังงานและการติดตามตรวจสอบผลลัพธ์ พร้อมขยายผลสู่โครงการขนาดใหญ่ในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจคาร์บอนบน เวทีสากลอย่างยั่งยืนต่อไป

ส่วนผลประโยช์ที่เกิดขึ้นจากโครงการดังกล่าว นอกจากจะเป็นการช่วยลดต้นทุนในการทำนาข้าวแล้วทางธ.ก.ส. จะให้สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้าธ.ก.ส.ในการรวบรวมรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรนำไปแปรรูปและพร้อมกระจายไปสู่ท้องตลาดจากการเชื่อมโยงเครือข่ายทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการบูรณาการตลอดห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่ต้นนํ้าไปถึงปลายนํ้า ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตข้าวลดโลกร้อนจากเกษตรกรได้ในราคาที่รับซื้อสูงกว่าราคาตลาด 500 บาทต่อตัน และยังมีบริการรวบรวมในพื้นที่ เพื่อลดภาระลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของเกษตรกรในการเดินทางนำผลผลิตเข้าไปจำหน่ายในตัวเมืองอีกด้วย

ขณะที่คาร์บอนเครดิตที่ได้ ธ.ก.ส.มีกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ (Benefit sharing mechanism) จากคาร์บอนเครดิตที่กำหนดไว้ชัดเจน เพื่อความโปร่งใสและสร้างแรงจูงใจร่วมกับเกษตรกร โดยปัจจุบันพบว่า ราคาคาร์บอนเครดิตประเภทโครงการลด ดูด ซับ และกักเก็บก๊าซเรือนกระจกภาคป่าไม้และการเกษตร มีราคาที่ระดับ 535.96 บาทต่อตัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...