เวทีดีเบตเนชั่นเดือดแก้รธน.! หวั่น ‘ตีเช็คเปล่า’ ล้างผิดนักการเมือง
บนเวทีเนชั่นดีเบต จุดเด่นประเทศไทย ประเด็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กลายเป็นสมรภูมิทางความคิดที่ดุเดือดระหว่างตัวแทนพรรคการเมือง โดยมีปมสำคัญอยู่ที่ว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 สมควรถูก “เขียนใหม่ทั้งฉบับ” หรือเพียงแค่ “แก้ไขรายมาตรา” ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลกระทบต่อสิทธิประชาชนและโครงสร้างอำนาจรัฐ
นายทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติกล่าวว่า เห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งรัฐธรรมนูญเป็นเสมือน "แผ่นดิน" ที่ต้องให้ความยุติธรรมและคุ้มครองคนทุกคน แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน
โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ในการทำประชามติ โดยจังหวัดปัตตานีไม่รับถึง 64% ตามด้วยนราธิวาสและยะลา ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ “ไม่เห็นหัวประชาชน”
นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังมีจุดอ่อนในเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเขียนเรื่องเศรษฐกิจไว้แย่มาก บังคับให้เกษตรกรต้องขายสินค้าในราคาตลาด ซึ่งเอื้อต่อกลุ่มทุน แทนที่จะเป็นราคาที่สูงที่สุดเพื่อช่วยเกษตรกร
รวมถึงเรื่องการศึกษาที่ปรับลดสิทธิจาก “ไม่ต่ำกว่า 12 ปี” เป็น “ไม่เกิน 12 ปี” ซึ่งเป็นการจำกัดการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ ดังนั้นรัฐธรรมนูญใหม่จึงต้องเน้นการแบ่งปันทรัพยากร อำนาจ และสร้างความสมดุลใหม่ให้เกิดขึ้น
ด้านนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โต้แย้งในประเด็นดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยระบุว่า พรรคมีจุดยืนว่า “รัฐธรรมนูญแก้ได้ แต่ฉีกทิ้งไม่ได้” พร้อมตั้งคำถามถึงตรรกะของหลายพรรคการเมืองที่พยายามเสนอให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า เป็นการขอ “เช็คเปล่า” จากประชาชน เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าหน้าตาของรัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นอย่างไร
ทั้งนี้ การที่พรรครัฐบาลที่ประกาศว่า จะปกป้องหมวด 1 (รูปแบบรัฐ) และหมวด 2 (สถาบันพระมหากษัตริย์) แต่กลับเสนอคำถามประชามติในลักษณะที่เปิดทางให้มีการจัดทำใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งดูขัดแย้งในตัวเอง เพราะประเด็นที่เคยเป็นข้อได้เปรียบอย่างเรื่อง ส.ว. แต่งตั้งร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นได้จบสิ้นลงแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง แต่ควรใช้วิธีการแก้ไขในจุดที่เหมาะสมแทน
ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (เท้ง) ผู้นำพรรคประชาชน ยืนยันว่า พรรคไม่เคยมีแนวความคิดที่จะแก้กฎหมายเพื่อยกเว้นบทบัญญัติเรื่องการตัดสิทธิ์ทางการเมือง และในร่างแก้ไขที่เคยนำเสนอได้มีการปิดช่องโหว่เหล่านี้ไว้หมดแล้ว แต่มองว่า ประชาชนเจ้าของอธิปไตยมีสิทธิ์ทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ โดยต้องไปเพิ่มหมวด 15/1 เพื่อวางโครงสร้างการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ให้ชัดเจน
นายอรรถวิชช์กล่าวต่อว่า หากต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับตามแนวทางศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องทำประชามติถึง 3 ครั้ง ซึ่งต้องใช้งบประมาณครั้งละประมาณ 3,000 ล้านบาท รวมเกือบ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเงินที่มากขนาดนี้ไปใช้ดูแลประชาชนที่ยากจนไม่ดีกว่าเหรอ
“นักการเมืองไม่กล้าบอกให้ชัดว่า จะแก้อะไรจึงเลือกวิธีที่ยุ่งยากและสิ้นเปลือง ยืนยันว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ “ฉีกไม่ได้ แต่แก้ได้” ผ่านมาตรา 256 ซึ่งทำได้ทุกอย่างแต่ต้องผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง”นายอรรถวิชช์กล่าว
ขณะที่พรรคประชาชนมองว่าประชาชนเจ้าของอธิปไตยมีสิทธิ์ทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ โดยต้องไปเพิ่มหมวด 15/1 เพื่อวางโครงสร้างการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ให้ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการขอให้ยกมือเพื่อยืนยันว่า จะไม่เห็นด้วยกับการแก้หมวด 1 และหมวด 2 พบว่า มีเพียงนายณัฐพงษ์ (เท้ง) เพียงคนเดียวที่ไม่ยกมือ โดยนายณัฐพงษ์ให้เหตุผลว่า กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีตัวล็อคในตัวเองอยู่แล้วว่า ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ จึงไม่ควรไปล็อคการตั้งคำถามประชามติให้เสียหลักการที่ว่ารัฐธรรมนูญต้องมาจากประชาชนทั้งฉบับ
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากพรรคไทยสร้างไทย ยืนยันชัดเจนว่า พรรคมีจุดยืน ไม่แก้หมวด 1 และหมวด 2 มาตั้งแต่การเลือกตั้ง ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมุ่งเน้น การแก้เพื่อเพิ่มอำนาจการตรวจสอบให้นักการเมือง และทำให้การปราบโกงเกิดขึ้นได้จริง
ด้านนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เสนอทางออกเพื่อให้ประชาชนสบายใจที่จะลงมติเห็นชอบในการทำประชามติ โดยให้ทุกพรรคการเมืองยืนยันร่วมกันว่าจะไม่แก้ไขหมวด 1 (บททั่วไป) และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์ ) และให้เขียนข้อกำหนดนี้ไว้ในมาตรา 256 เพื่อให้มั่นใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ทำให้นักการเมืองหลุดพ้นจากการถูกตรวจสอบ
“หากทุกพรรคให้คำมั่นสัญญาหรือยืนยันในจุดยืนนี้อย่างชัดเจน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนไว้วางใจและยอมรับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างสบายใจ ไม่ควรเอามารวมและซุกซ่อนในการแก้รัฐธรรมนูญใหม่”นายอภิสิทธิ์กล่าว