"สแกนก่อนขึ้นรถ" เมื่อแท็กซี่ไทยเข้าสู่ยุคยืนยันตัวตน
ความปลอดภัยในการใช้รถแท็กซี่ เป็นปัญหาที่ผู้โดยสารเผชิญมานาน ทั้งการปฏิเสธผู้โดยสาร การสวมทะเบียน การเก็บค่าโดยสารเกินมิเตอร์ ขับรถประมาทหวาดเสียว รถไม่ได้คุณภาพ ไปจนถึงการเหตุอาชญากรรม แม้ภาครัฐจะมีการกวดขันอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาก็ยังไม่หมดไป
ล่าสุด กรมการขนส่งทางบกพยายามแก้โจทย์ด้านความปลอดภัยด้วย ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาควบคุม "ตัวตนผู้ขับขี่" ผ่านโครงการ "Taxi ดีพร้อม" โดยติดตั้งสติ๊กเกอร์ QR Code ในรถแท็กซี่ เพื่อให้ผู้โดยสารตรวจสอบข้อมูลได้ทันที ก่อนตัดสินใจใช้บริการ
"Taxi ดีพร้อม" ทำงานอย่างไร
มาตรการดังกล่าวนำร่องในกรุงเทพมหานคร ตั้งเป้าครอบคลุมรถแท็กซี่จดทะเบียนประมาณ 78,894 คันภายในเดือน มิ.ย. 2569 ผู้โดยสารสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DLT GPS NOTICE แล้วสแกน QR Code ที่ติดอยู่ในรถ สติ๊กเกอร์แบ่งเป็น 3 สี
- สีม่วง : สำหรับผู้ขับขี่ ใช้ยืนยันตัวตนก่อนเริ่มให้บริการ และต้องสแกนทุก 4 ชั่วโมง
- สีน้ำเงิน : สำหรับผู้โดยสาร ตรวจสอบข้อมูลรถและคนขับ ประเมินความพึงพอใจ และคำนวณค่าโดยสารเบื้องต้น
- สีแดง : สำหรับร้องเรียนเร่งด่วน เช่น ปฏิเสธผู้โดยสาร หรือเรียกเก็บค่าโดยสารเกิน
เมื่อสแกนแล้ว ระบบจะแสดงภาพถ่าย ชื่อ-สกุลผู้ขับขี่ เลขทะเบียนรถ สถานะใบอนุญาต และวันสิ้นอายุภาษี พร้อมบันทึกการเดินทางแบบเรียลไทม์ ข้อมูลจะถูกส่งเข้าสู่ฐานข้อมูลของกรมการขนส่งทางบกโดยตรง ผู้โดยสารยังสามารถแชร์การเดินทางให้บุคคลใกล้ชิดได้
สำหรับผู้ขับขี่ หากไม่ติดสติ๊กเกอร์หรือไม่ยืนยันตัวตน จะมีโทษปรับตามกฎหมาย และหากปฏิเสธผู้โดยสาร มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท พร้อมบันทึกประวัติ เพื่อพิจารณาพักใบอนุญาต
ปัญหาที่รัฐต้องการแก้
สถิติของกรมการขนส่งทางบกระบุว่า การปฏิเสธผู้โดยสารยังเป็นเรื่องร้องเรียนอันดับต้น ๆ รองลงมาคือคุณภาพรถ พฤติกรรมการขับ และมารยาทผู้ขับขี่ นั่นสะท้อนว่า ปัญหาแท็กซี่ไทยไม่ได้มีเพียงเรื่องความสะดวกสบาย แต่เกี่ยวข้องกับ "ความเชื่อมั่น" ของผู้ใช้บริการโดยตรง
นายสรพงษ์ ไพฑูรย์พงศ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสาร ควบคู่กับการสร้างความเชื่อถือให้ผู้ขับขี่แท็กซี่ โดยต้องการให้การเดินทางเกิดความเป็นธรรมกับทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ
อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ยอมรับว่า ที่ผ่านมาเคยใช้ระบบร้องเรียนผ่านสายด่วน 1584 หรือแอปพลิเคชัน แต่การตรวจสอบข้อเท็จจริงทำได้ยาก จึงต้องใช้เทคโนโลยีช่วยยืนยันตัวตนผู้ขับขี่และบันทึกการเดินทาง
ที่ผ่านมามีแอปพลิเคชัน Taxi OK กำหนดให้แท็กซี่ต้องติด GPS ซึ่งทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่ปัจจุบันเมื่อผู้ขับยืนยันตัวตนก่อนวิ่ง ระบบจะแสดงตำแหน่งได้ทันที ผู้โดยสารก็ตรวจสอบได้ว่าใครเป็นคนขับ รถถูกกฎหมายหรือไม่ และสามารถให้คะแนนหรือร้องเรียนได้แบบเรียลไทม์
ปัจจุบันมีรถแท็กซี่จดทะเบียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 78,894 คัน โดยเริ่มติดตั้งสติ๊กเกอร์ตั้งแต่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา และติดตั้งแล้วกว่า 8,000 คัน ตั้งเป้าครบภายในเดือน มิ.ย. หลังจากนั้นจะประเมินผลอีกครั้ง
กรมการขนส่งทางบก ระบุว่า ระบบยังเปิดให้ผู้โดยสารประเมินบริการ 4 ด้าน ได้แก่ ความสะอาด มารยาท การให้บริการ และการแต่งกาย พร้อมเตรียมให้รางวัลผู้ขับที่ได้คะแนนดี รวมถึงหารือกับบริษัทประกันเพื่อลดค่าเบี้ยประกันในอนาคต เพื่อสร้างแรงจูงใจในการรักษามาตรฐานบริการ
ระบบ QR Code จึงถูกออกแบบให้ผู้โดยสารตรวจสอบได้ก่อนขึ้นรถ ซึ่งต่างจากระบบเดิมที่ต้องร้องเรียนหลังเกิดเหตุ
มาตรการนี้ถือเป็นการเปลี่ยนวิธีควบคุมครั้งสำคัญของรัฐ จากการตรวจสอบภายหลัง ไปสู่การป้องกันล่วงหน้า เพราะทันทีที่ผู้โดยสารสแกน QR Code ตัวตนผู้ขับขี่ถูกเปิดเผย และเส้นทางถูกบันทึกไว้ตลอดการเดินทาง ความเสี่ยงต่อการกระทำผิดจึงลดลงในเชิงจิตวิทยา เพราะผู้ขับขี่รับรู้ว่าทุกการเดินทางสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ผู้โดยสารจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้บริการอีกต่อไป แต่กลายเป็น "ส่วนหนึ่งของระบบกำกับดูแล"
แม้ในภาพรวม ระบบพยายามยกระดับแท็กซี่ให้ใกล้เคียงมาตรฐานแพลตฟอร์มเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญคือ ระบบจะเริ่มทำงานก็ต่อเมื่อผู้โดยสารสแกนก่อนขึ้นรถ หากไม่สแกน การติดตามและบันทึกข้อมูลจะไม่เกิดขึ้น อีกทั้งยังไม่ครอบคลุมรถที่ให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผู้ขับขี่บางส่วนมองว่า ปัญหาปฏิเสธผู้โดยสารไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับรายได้ ค่าเช่ารถ และสภาพจราจร แม้ระบบนี้ช่วยควบคุมพฤติกรรม แต่ยังไม่ได้แก้ปัญหาเชิงเศรษฐกิจของแท็กซี่ รวมถึงหากเป็นแท็กซี่ที่ให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน ที่ต้องเสียอัตราค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น
ก็น่าจะช่วยลดอาชญากรรมได้ ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยทางโซเฟอร์แท็กซี่เองหรือว่าความปลอดภัยของผู้โดยสารเอง แล้วก็ช่วยเรื่องโก่งราคาค่าโดยสารได้ เพราะแอปพลิเคชันผู้โดยสารที่สแกนเข้าไปปุ๊บ ก็สามารถร้องเรียนได้ หรือติชมได้ ก็ดี ดีสำหรับทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรถแท็กซี่เองหรือว่าหรือว่าผู้โดยสาร
มาตรการนี้สะท้อนการปรับแนวทางกำกับดูแลของรัฐ จากการตรวจสอบหลังเกิดเหตุ สู่การป้องกันล่วงหน้าด้วยเทคโนโลยี เพราะทันทีที่ผู้โดยสารสแกน QR Code ตัวตนผู้ขับขี่จะถูกยืนยัน และเส้นทางการเดินทางจะถูกบันทึกตลอดเวลา ความเสี่ยงต่อการกระทำผิดจึงอาจลดลง
อย่างไรก็ตาม ระบบจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้โดยสาร "สแกนก่อนขึ้นรถ" หากไม่มีการสแกน การติดตามและบันทึกข้อมูลจะไม่เริ่มต้น อีกทั้งมาตรการนี้ยังไม่ครอบคลุมรถที่ให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน หลังจากนี้จึงต้องติดตามต่อไปว่า การติดตั้ง QR Code จะช่วยคลี่คลายปัญหาแท็กซี่ที่เรื้อรังได้มากน้อยเพียงใด
กรมอุตุฯเตือน ไทยตอนบนรับมือ "พายุฤดูร้อน" 23-25 ก.พ. ลูกเห็บตก ฝนตกหนักบางแห่ง
ปรากฏการณ์ "พันช์คุง" เมื่อแม่ตุ๊กตาคือ "สะพาน" ของลูกลิงถูกทิ้งให้กลับสู่ฝูง
เตือนคนขับรถรับผู้โดยสารผ่านแอปฯ ต้องจดทะเบียน รย.17/18 ภายใน 28 ก.พ.นี้