โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

มุกเก่าประชานิยมแจกเงิน พท.ตีขลุมแจงกกต.ทำเนียน

ไทยโพสต์

อัพเดต 26 มกราคม 2569 เวลา 4.36 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

พรรคเพื่อไทยส่ง 3 แกนนำคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ-จุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย-นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช หนึ่งในทีมยุทธศาสตร์ฯ ออกมาประสานเสียงยืนยันว่า

“นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน”

ทำได้จริง ไม่มีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย ไม่ได้ทำให้วินัยการเงินการคลังของประเทศมีปัญหา และใช้งบประมาณแค่สามพันกว่าล้านบาทต่อปี แต่ประเทศชาติได้ประโยชน์กว่านั้น เช่น ดึงดูดประชาชนและร้านค้าทั่วประเทศเข้าสู่ระบบภาษี ทำให้รัฐบาลได้ Big data ฐานภาษีประชาชนและร้านค้าทั่วประเทศ เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ ทำให้รัฐเก็บภาษีเพิ่มมากขึ้น คาดการณ์ว่าจะมีรายได้เข้ารัฐเพิ่มปีละ 100,000-200,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าที่ใช้งบสามพันกว่าล้านบาทหลายเท่า ทำให้ประเทศมีงบมาพัฒนาประเทศ ทำให้ประชาชนมีสวัสดิการชีวิตที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงดังกล่าว กระแสสังคมหลายภาคส่วนมองว่า ยังขาดน้ำหนัก ฟังไม่ขึ้น ทำให้เสียงวิจารณ์ถึง ช่องโหว่-ผลเสีย ของนโยบาย ยังตามมาอื้ออึง โดยหลายภาคส่วนมองว่าเป็นนโยบายประชานิยม ที่เพื่อไทยหวังผลคะแนนเสียงเลือกตั้ง จึงเลือกปล่อยออกมาในช่วงเข้าสู่ 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ที่เพื่อไทยคิดว่ามันคือ หมัดเด็ด-ไพ่ลับ คนจะขานรับกันอื้ออึง

แต่อย่างที่เห็น นโยบายขายฝันรอบใหม่ แต่เป็นมุกเก่าประชานิยมที่เป็นเรื่องถนัดของ เพื่อไทยมาตลอด ตั้งแต่ยุคไทยรักไทย-พลังประชาชน จนถึงเพื่อไทย เพราะหากพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่า แกนนำเพื่อไทยเลือกใช้วิธีอธิบายแบบคลุมๆ ไม่ลงรายละเอียด มุ่งเน้นพูดแต่ข้อดี-ผลดี แต่ละเลยจะกล่าวถึงข้อเสีย-ช่องโหว่-ผลกระทบที่จะตามมา ทั้งในเชิงวินัยการเงินการคลัง-การสร้างค่านิยมให้กับสังคมไทย ที่ทำให้คนตั้งตารอแต่จะรวยแบบง่ายๆ ผ่านการสุ่มจับชื่อ-จับใบเสร็จแต่ละวัน โดยไม่คิดพึ่งพาตัวเองในการทำงาน

ตลอดจนละเลยการกล่าวถึง วิธีการทำตามนโยบายดังกล่าว ทำอย่างไรในทางปฏิบัติ เช่น เรื่องการสุ่มจับใบเสร็จรับเงินจากประชาชนที่ซื้อของตามร้านค้าต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อแจกเงินวันละห้าคน คนละล้านบาท คำถามคือ ขณะนี้ประเทศไทยมีระบบที่รองรับในการตรวจสอบการออกใบเสร็จรับเงินร้านค้าทั่วประเทศแต่ละวันอย่างไร แล้วนโยบายนี้จะไปเอื้อต่อร้านค้าปลีกขนาดใหญ่หรือร้านค้าสะดวกซื้อบางแห่งที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศให้ได้เปรียบกว่าร้านค้าทั่วไปหรือไม่ เป็นต้น แค่นี้ก็เห็นแล้วว่า การสุ่มแจกเงินจากใบเสร็จที่ใช้สอยแต่ละวัน มีโอกาสสร้างช่องโหว่เปิดทางให้มีการทุจริตกันได้ง่าย

จึงไม่แปลกที่หลายคนจะวิจารณ์ว่าหลักคิดของนโยบายดังกล่าว “มักง่าย-คิดไม่ละเอียด” และ "มุ่งหวังแต่สร้างกระแส-คะแนนทางการเมืองในช่วงการเลือกตั้ง"

และเมื่อดูจากสถานการณ์การเลือกตั้ง แนวโน้มก็เด่นชัด เพื่อไทยจะได้ สส.มาอันดับ 3 ส่วนอันดับ 1 กับ 2 ก็ชิงกันระหว่างภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน ซึ่งเพื่อไทยก็จะเป็นตัวแปรรอร่วมรัฐบาลได้ทั้ง 2 ขั้ว

ทำให้หากเพื่อไทยเข้าไปเป็นรัฐบาล เพื่อไทยก็อ้างได้ว่าเป็นแค่พรรคร่วมรัฐบาล ไม่ใช่พรรคแกนนำ ไม่สามารถผลักดันนโยบายขายฝันประชานิยมนี้ได้ แค่นี้ก็จบเรื่อง ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร!

ยิ่งเมื่อดูจากการที่เพื่อไทยยื่นเอกสารนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งมีหลักปฏิบัติคือให้ทุกพรรคการเมือง ต้องแจ้ง 8 ประเด็นสำคัญถึงนโยบายที่ใช้หาเสียง คือ ชื่อนโยบาย-วงเงินงบประมาณที่ต้องใช้โดยประมาณ-ที่มาของเงินที่ต้องใช้ในการดำเนินการ-ความคุ้มค่าในการดำเนินนโยบาย-ประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย-ผลกระทบในการดำเนินนโยบาย-ความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย

พบว่า เอกสารลับของเพื่อไทยที่ยื่นต่อ กกต.แจ้งไว้ว่า มี 57 นโยบาย โดยใช้วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 243,300 ล้านบาท

เมื่อไล่ตรวจสอบ 57 นโยบายดังกล่าว ไม่พบว่ามีการเขียนแบบระบุเฉพาะเจาะจงถึงนโยบาย นโยบายเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คนแบบชัดๆ แต่เขียนเลี่ยงเป็นนโยบาย “ของขวัญเพื่อคนไทย" ซึ่งเพื่อไทยแจ้งว่า ใช้งบประมาณ 3,500ล้านบาทต่อปี

ในส่วนความคุ้มค่าของนโยบาย เพื่อไทยแจง กกต.ว่า

“เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ทำประโยชน์ให้กับประเทศ รวมถึงการพัฒนาฐานข้อมูลในกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้สูงอายุกลุ่มคนพิการ ผู้เสียภาษีผู้ใช้จ่ายในระบบภาษี,กลุ่ม อสม.และ ชรบ.และยังช่วยสร้างแรงจูงใจในการอยู่ในระบบภาษี อันจะเป็นการขยายฐานภาษีของประเทศ อีกทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งกระตุ้นการใช้จ่ายอันจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้รัฐคืน ในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม”

สำหรับผลกระทบในการดำเนินนโยบาย เพื่อไทยระบุว่า "ต้องบริหารงบประมาณ แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับสูงกว่างบประมาณที่ใช้"

ส่วนความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย เพื่อไทยแจงว่า "ประชาชนบางส่วนอาจไม่ทราบมาตรการ ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิ ต้องมีการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชน"

อ่านเกมเพื่อไทยแบบขาดไปเลยว่า ที่โยนนโยบายประชานิยมแรงๆ ดังกล่าวออกมาในช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง ก็เพื่อสร้างกระแส หวังคะแนนเสียง

ยิ่งเมื่อตอนนี้ กระแสพรรค-คะแนนนิยมตามหลัง พรรคประชาชนและภูมิใจไทยห่างหลายช่วงตัว เพื่อไทยก็ต้องเล่นใหญ่ ปล่อยนโยบายประชานิยมแรงๆ เพื่อให้ฮือฮา โดยเฉพาะหวังให้ปังในกลุ่มเป้าหมายของเพื่อไทยในนโยบายเศรษฐีเงินล้านที่จะได้ลุ้นเงินล้านทุกวัน เช่น ครอบครัวเกษตรกรสิบกว่าล้านครอบครัว-กลุ่ม อสม.ทั่วประเทศ-กลุ่มผู้สูงอายุทั่วประเทศ-กลุ่มผู้ยื่นเสียภาษี ซึ่งรวมแล้วมีหลายสิบล้านคน รวมถึงประชาชนทั่วไปก็ต้องมีจำนวนไม่น้อยที่ก็อาจชอบนโยบายนี้ เพราะแค่ซื้อของในร้านสะดวกซื้อไม่กี่สิบบาท ก็ได้ลุ้นเงินล้านทุกวัน จากเดิมลุ้นหวย-ลุ้นสลากกินแบ่งรัฐบาลเดือนละ 2 ครั้ง มาเป็นลุ้นเงินล้านทุกวัน มันถูกใจคนจำนวนมากแน่ อันนี้ปฏิเสธความจริงไม่ได้

เพียงแต่ภาพหลอนคนไทย นโยบายเรือธงเพื่อไทย ดิจิทัลวอลเล็ต ตอนปี 2566 หาเสียงแล้วทำไม่ได้ แหกตาคนไทย มันยังเป็นภาพหลอนที่ทำให้คนไทยรู้ทันและไม่เชื่อใจเพื่อไทย ผลเลยทำให้นโยบายเศรษฐีใหม่เงินล้าน คนจำนวนมาก จึงไม่เชื่อการโฆษณาชวนเชื่อของเพื่อไทย.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...