โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แรงกดดันราคาพลังงานจากการขยายตัวของ AI

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
AI จะทำงานได้ดีก็ต้องอาศัยการใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล สิ่งที่หนีไม่พ้นสำหรับการแสวงหาพลังงานไฟฟ้าที่ ราคาถูก

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็นตัวจุดระเบิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของมนุษยชาติที่มีผลกับการใช้ชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในทุกมิติ

AI จะทำงานได้ดีก็ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงศักยภาพของดาต้าเซ็นเตอร์เข้ากับการประมวลผลที่ทันสมัย ซึ่งต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล โดยทางองค์การพลังงานระหว่างประเทศหรือ IEA คาดการณ์ว่าความต้องการใช้ไฟของทั้งโลกจะเติบโตเฉลี่ย 3.6% ต่อปีในช่วงปี 2026- 2030 โดยหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์รวมทั้งยานยนต์ไฟฟ้า

แน่นอนว่าการบริโภคพลังงานไฟฟ้าปริมาณมหาศาลขนาดนี้ ตามมาด้วยต้นทุนที่สูงมากขึ้นซึ่งจะเป็นอุปสรรคทางธุรกิจที่สำคัญที่ขัดขวางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่เข้มข้นในขณะนี้ คนที่อออกตัวชัดกว่าใครเพื่อนหนีไม่พ้นประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาที่มองว่าพลังงานคือต้ทุนของทุกสิ่งทุกอย่าง ตัวเขาเองประกาศจะลดราคาค่าไฟลงให้ได้ 50% รวมทั้งตั้งตนเป็นมหาอำนาจด้านพลังงานที่สามารถชี้นำตลาดโลกได้ด้วย

ทรัมป์ประกาศสนับสนุนการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแบบเต็มสูบ ยกเลิกข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดจากรัฐบางก่อนหน้าเพื่อให้ต้นทุนการผลิตของบริษัทพลังงานต่ำลงไปอีก ตัวเขาเองเคยประกาศตัวเลขราคาน้ำมันดิบที่วาดฝันไว้ที่ 40-50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลด้วยซ้ำ แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในปัจจุบัน(ขณะที่เขียนบทความอยู่) จะอยู่ใกล้เคียง 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลจากความตึงเครียดระหว่างอเมริกาและอิหร่านก็ตามที

เบอร์ 1 มหาอำนาจโลกมีธงที่ชัดเจนเรื่องการกดราคาพลังงานให้ต่ำลง บีบรายใหญ่ให้ร่วมควักเงินโดยที่ไม่ให้ภาระต้องตกอยู่กับประชาชนมากนัก พร้อมๆกับการเร่งแข่งขันพัฒนา AI เพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือจีน และที่สำคัญ การกดดันราคาน้ำมันให้ต่ำลงเป็นการบีบกล่องดวงใจของรัสเซียที่ใช้น้ำมันเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจได้อีกด้วย

ภาพจาก AFP : โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการประชุม WEF2026

ที่การประชุม World Economic Forum 2026 บรรดาผู้นำทั่วโลกต่างมีความเห็นเรื่องการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น ส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยที่ต้นทุนยังเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันของโลกธุรกิจด้วย

จะราคาน้ำมันก็เรื่องหนึ่ง ราคาก๊าซธรรมชาติก็เรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่หนีไม่พ้นสำหรับการแสวงหาพลังงานไฟฟ้าที่ ราคาถูกกว่า ใช้ได้นาน พลังงานสูง คือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Ractor (SMR) ที่ถูกพูดถึงในวงกว้างและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น โดยเฉพาะมุมของประเทศจีนที่ส่งเสริมเรื่องนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

ฝั่งสหรัฐอเมริกาก็ไม่น้อยหน้า บรรดาบิ๊กเทคต่างมองว่าพลังงานนิวเคลียร์จะเป็นทางรอดเดียวในการป้อนพลังงานและรักษาเสถียรภาพของระบบ AI ที่ต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา ทั้ง Meta Amazon หรือ Google ก็เพิ่งเซ็นสัญญาซื้อพลังงานนิวเคลียรวมกันหลายกิกะวัตต์ ขณะที่ทรัมป์เองก็ออกคำสั่งทางบริหารในการลดระยะเวลาอนุมัติการสร้าง SMR ให้เร็วขึ้น จาก 5-7 ปีให้เหลือเพียง 18 เดือนเท่านั้น

ถ้าพูดง่ายๆคือ ค่าไฟของดาต้าเซ็นเตอร์และภาคอุตสาหกรรมจะถูกลงอีกในระยะยาววจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานใหม่ ส่วนประชาชนคนเดินถนนทั้งหลายก็อาจจะไม่ได้เห็นผลอะไรได้มากนัก เนื่องจากพลังงานในโครงข่ายไฟฟ้าถูกดาต้าเซ็นเตอร์ดึงไปใช้ในปริมาณมากแล้ว

ต้นทุนการผลิตจะถูกลงแน่ แต่ราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายนั้นก็เป็นอีกเรื่อง

การเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนทั้งจากพลังงานแสงแดด พลังงานลม หรือกระทั่งจากพลังงานนิวเคลียร์น่าจะเป็นผลดีสำหรับต้นทุนค่าไฟฟ้า ล้อไปกับเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทั่วโลกมุ่งไป เพียงแต่ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะตกอยู่แต่ในมือของคนตัวใหญ่ในระบเศรษฐกิจ หรือจุนเจือเผื่อแผ่มาถึงประชาชนคนตัวเล็กๆบ้าง ก็ขึ้นกับวิสัยทัศน์และการกำกับดูแลของแต่ละประเทศ ที่ยากจะดาเดาเหลือเกิน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...