โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พลิกปูม 20 ปีวิบากกรรมทักษิณ จากพายุการเมืองสู่หมุดหมายอิสรภาพ 9 พ.ค. 69

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
โปรย Meta Description วิเคราะห์เจาะลึกเส้นทางกฎหมาย ทักษิณ ชินวัตร จากรัฐประหาร 2549 สู่หมุดหมายพักโทษ 9 พฤษภาคม 2569 ย้อนรอยคำพิพากษาคดีชั้น 14 ที่กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ พร้อมกางระเบียบราชทัณฑ์ฉบับละเอียดยิบที่ส่งผลต่อดุลอำนาจการเมืองไทยในอนาคต

พลวัตทางกฎหมายและการเมืองในรอบสองทศวรรษ

การก้าวเท้าลงจากเครื่องบินส่วนตัว ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงการกลับมาของบุคคลสำคัญทางการเมืองหลังจากลี้ภัยยาวนานกว่า 17 ปี แต่เปรียบเสมือนการเปิดฉากทัศน์ใหม่ของกระบวนการยุติธรรมและนิติรัฐไทยที่ถูกทดสอบอย่างหนักหน่วงนับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

เส้นทางชีวิตของอดีตผู้นำท่านนี้ถูกผูกโยงเข้ากับคดีความที่ซับซ้อน คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และวิวาทะสาธารณะเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติในระบบราชทัณฑ์ ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม 2569

TNN จะพาสำรวจพัฒนาการของคดีความต่าง ๆ ที่นายทักษิณเผชิญ โดยเริ่มตั้งแต่รากฐานของคดีทุจริตในอดีตที่เกิดขึ้นภายใต้การตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. จนถึงการกลับเข้ามาสู่กระบวนการบังคับโทษจริง และประเด็นคดีชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจที่เป็นชนวนเหตุให้ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งจำคุกเพิ่มในปี 2568 การทำความเข้าใจต่อลำดับเหตุการณ์เหล่านี้จำเป็นต้องมองผ่านเลนส์ของหลักนิติธรรมหรือ Rule of Law และพลวัตการต่อรองทางอำนาจที่ส่งผลต่อการตีความระเบียบราชทัณฑ์

รากเหง้าแห่งคดีความ มรดกทางกฎหมายยุคหลังรัฐประหาร 2549

ภายหลังการรัฐประหารในปี 2549 โครงสร้างอำนาจทางกฎหมายของไทยได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีการจัดตั้งองค์กรอิสระและคณะกรรมการพิเศษเพื่อเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร คดีความที่ถูกฟ้องร้องในช่วงเวลานั้นส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ การขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม และทุจริตเชิงนโยบาย คดีเหล่านี้ได้กลายเป็นพันธนาการทางกฎหมายที่ติดตามอดีตนายกรัฐมนตรีไปตลอดระยะเวลาที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลคดีความพบว่า ระบบยุติธรรมไทยมีการถ่วงดุลในระดับหนึ่ง โดยมีคดีที่ศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอหรือขาดเจตนาพิเศษ อย่างไรก็ตาม คดีที่ถูกตัดสินจำคุกรวม 8 ปี ซึ่งประกอบด้วยคดีปล่อยกู้ Exim Bank และคดีนอมินีถือหุ้นชินคอร์ปฯ ได้กลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการบังคับโทษเมื่อนายทักษิณเดินทางกลับถึงประเทศไทยในปี 2566 การคำนวณโทษในขณะนั้นศาลสั่งให้นับคดีต่อเนื่องกัน ส่วนคดีหวยบนดินและคดีที่ดินรัชดาฯ แม้จะมีคำพิพากษาแต่กฎหมายว่าด้วยอายุความได้ส่งผลให้การบังคับโทษในส่วนนั้นยุติลงอย่างเป็นทางการ

จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ คดีชั้น 14 และการบังคับโทษจริง

วันที่ 22 สิงหาคม 2566 ไม่เพียงแต่เป็นวันที่นายทักษิณกลับไทย แต่ยังเป็นวันที่เขาเข้าสู่กระบวนการบังคับโทษตามหมายจำคุกที่ค้างอยู่ ทว่าเหตุการณ์ที่ตามมากลับสร้างข้อกังขาต่อสังคมอย่างกว้างขวาง เมื่อเขาถูกส่งตัวออกจากเรือนจำไปยังโรงพยาบาลตำรวจ ชั้น 14 เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังการเข้ารับโทษ โดยอ้างเหตุผลด้านสุขภาพฉุกเฉิน สภาพการณ์ดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น การจำคุกทิพย์ หรือการใช้สิทธิพิเศษเหนือผู้ต้องขังรายอื่น ซึ่งกลายเป็นปมขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงตลอดปี 2567

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาในคดีที่ถูกเรียกว่า คดีชั้น 14 โดยวินิจฉัยว่ากระบวนการที่กรมราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจส่งตัวนายทักษิณไปรักษานอกเรือนจำเป็นเวลานานนั้น เป็นการดำเนินการที่ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งศาลในครั้งนี้ถือเป็นการยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย โดยศาลสั่งให้บังคับโทษจำคุกจริงเป็นเวลา 1 ปี เพื่อเป็นการชดเชยระยะเวลาที่สูญเสียไปจากการไม่ได้อยู่ในเรือนจำตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย นายทักษิณจึงถูกนำตัวเข้าสู่เรือนจำกลางคลองเปรมทันทีในวันดังกล่าว เพื่อเริ่มต้นการรับโทษที่แท้จริงภายใต้สายตาของการตรวจสอบจากภาคประชาชนที่เข้มข้นกว่าเดิม

สถานะปัจจุบันภายในเรือนจำกลางคลองเปรม

นับตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2568 เป็นต้นมา นายทักษิณ ชินวัตร ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งเป็นเรือนจำที่มีความมั่นคงสูง การอยู่ในเรือนจำครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากกระบวนการตรวจสอบมีความเข้มข้นขึ้น ปัจจุบันเขาถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นกลาง ซึ่งเป็นสถานะปกติสำหรับผู้ต้องขังที่เพิ่งเริ่มรับโทษและยังไม่มีการประเมินเพื่อเลื่อนชั้น

พฤติกรรมภายในเรือนจำและการเยี่ยมเยียนจากครอบครัวเป็นไปตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อย่างเคร่งครัด สื่อมวลชนต่างประเทศได้เคยวิเคราะห์ว่าการควบคุมตัวในเรือนจำแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐไทยในการแสดงให้เห็นว่าอดีตนายกรัฐมนตรีได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกับนักโทษคนอื่น ๆ การเลื่อนชั้นเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นดีคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน 2569 ซึ่งจะเป็นบันไดสำคัญไปสู่การพักการลงโทษตามกฎหมายที่กำหนดไว้

วิเคราะห์สูตรการพักโทษ หมุดหมาย 9 พฤษภาคม 2569

การพักการลงโทษหรือ Parole ตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ ไม่ใช่การพ้นโทษ แต่เป็นการปล่อยตัวผู้ต้องขังออกไปอยู่นอกเรือนจำภายใต้เงื่อนไขการคุมประพฤติ สำหรับกรณีของนายทักษิณ หลักเกณฑ์ที่นำมาใช้คือเกณฑ์ทั่วไป ซึ่งกำหนดว่าผู้ต้องขังต้องรับโทษจำคุกมาแล้วอย่างน้อย 2 ใน 3 ของอัตราโทษที่ศาลสั่ง

การคำนวณระยะเวลาตามหลักเกณฑ์หากพิจารณาตามข้อกฎหมายที่กรมราชทัณฑ์ระบุไว้ โทษจำคุกที่ศาลสั่งคือ 1 ปี หรือ 12 เดือน เกณฑ์ 2 ใน 3 ของโทษคือ 8 เดือน เมื่อวันที่เริ่มรับโทษจริงคือ 9 กันยายน 2568 วันที่ครบกำหนด 8 เดือนจึงตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ต่างยืนยันตรงกันว่า วันดังกล่าวคือหมุดหมายที่นายทักษิณจะเข้าเกณฑ์ได้รับการพักโทษ แม้วันดังกล่าวจะตรงกับวันเสาร์ แต่ทางเรือนจำมีหน้าที่รักษาสิทธิของผู้ต้องขัง โดยจะเริ่มกระบวนการปล่อยตัวในช่วงเช้าหลังจากตรวจสอบเอกสารเสร็จสิ้น โดยนายทักษิณจะเข้าสู่การดูแลของกรมคุมประพฤติทันที

ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมากคือเรื่องกำไล EM ซึ่งทางราชทัณฑ์ชี้แจงว่าเนื่องจากนายทักษิณมีโทษจำคุกน้อยคือไม่เกิน 1 ปี ตามระเบียบจึงไม่ต้องติดกำไล EM แต่ต้องไปรายงานตัวตามกำหนดนัดกับพนักงานคุมประพฤติอย่างเคร่งครัด หากมีการกระทำผิดเงื่อนไขหรือเดินทางออกจากพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต กรมคุมประพฤติมีสิทธิที่จะเสนอให้ยกเลิกการพักโทษและนำตัวกลับมาคุมขังในเรือนจำทันที กระบวนการนี้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 9 กันยายน 2569 เมื่อนายทักษิณได้รับใบบริสุทธิ์ ซึ่งถือเป็นการพ้นโทษโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...