เปิดโครงสร้างลับ ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ แยกสาย ‘หลอก-ฟอก’ ตัดวงจรจับกุม
เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตามนโยบายของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะผู้กำกับดูแลศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) ซึ่งได้สั่งการให้เร่งขยายผลและสร้างความรับรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับ "แผนประทุษกรรม" ของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ยกระดับการทำงานเป็นองค์กรอาชญากรรมเต็มรูปแบบ โดยล่าสุดพบว่าขบวนการนี้มีการแบ่งโครงสร้างการทำงานออกเป็น 2 กลุ่มหลักที่แยกส่วนปฏิบัติการออกจากกันอย่างสิ้นเชิงเพื่อป้องกันการถูกจับกุมทั้งระบบ
ซึ่งในปัจจุบันมีการแบ่งการทำงานออกเป็น 2 กลุ่มหลัก
กลุ่มที่ 1 ฝั่งหลอกลวง - ใช้จิตวิทยาหลอกลวงเหยื่อ หน้าที่หลัก คือ “ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและโอนเงิน” มักมีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา มีผู้บริหารเป็นบอสชาวจีน โดยมีการบริหารงานเหมือนออฟฟิศ มีสคริปต์บทพูดตามรูปแบบการหลอกลวงที่เตรียมไว้ และการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ แบ่งหน้าที่เป็น:
- ระดับสั่งการ: ผู้วางแผนและควบคุมภาพรวม
- ทีมสนับสนุน: จัดหาข้อมูลเหยื่อ (Data) และอุปกรณ์อื่นๆ เช่น Simbox, อุปกรณ์คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์ ฯลฯ
- ทีมสร้างตัวตน: สร้างโปรไฟล์ปลอม เว็บไซต์ปลอม หรือใช้โลโก้หน่วยงานราชการ/เอกชน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
- ทีมหลอกลวง: จะได้เข้ารับการฝึกงานก่อน เช่น การโทรคุยกับเหยื่อ, การพิมพ์แชตหลอกเหยื่อ ฯลฯ ที่จะทำหน้าที่สื่อสารกับเข้าหาเหยื่อ โดยใช้จิตวิทยาหว่านล้อมเพื่อให้เหยื่อโอนเงิน
เมื่อเหยื่อจะโอนเงิน จะทำการประสานงานกับ กลุ่มที่ 2 ฝั่งการเงิน เพื่อขอช่องทางการโอนเข้าบัญชีม้าในทันที
กลุ่มที่ 2 ฝั่งการเงิน – รับฟอกเงิน หน้าที่หลัก คือ “รับเงินโอนจากเหยื่อ โยกย้าย และนำเงินออกจากระบบให้เร็วที่สุด” เพื่อตัดเส้นทางการเงินและหลบเลี่ยงการตรวจสอบ โดยมีการบริหารงานเป็นธุระจัดหา, รวบรวม, หาคนมาเปิด, ทดสอบบัญชี, โอนเงิน หรือถอนเงินออกจากบัญชีม้า ปัจจุบันจากการสืบสวนจับกุมทำให้ทราบว่า จะได้รับส่วนแบ่งประมาณ 10–20% ของยอดเงินที่หลอกเหยื่อได้ โดยต้องได้รับความไว้วางใจจาก กลุ่มที่ 1 – ฝั่งหลอกลวง หรือบอสชาวจีน และมีการวางเงินมัดจำก่อน จำนวน 3–5 ล้านบาท เพื่อป้องกันการโกงกันเอง แบ่งหน้าที่เป็น:
- ระดับสั่งการ (ผู้ควบคุมฝั่งการเงิน): ผู้วางแผนและควบคุมภาพรวม
- ฝ่ายจัดหาบัญชีม้า: รวบรวมและหาคนเพื่อจ้างเปิดบัญชี
- บัญชีม้า: มีทั้งแบบ "ขายขาด" คือ ให้คนซื้อบัญชีเอาไปใช้เลย และ "แบบเฉพาะกิจ" คือ ถือบัญชีเอง แต่รับจ้างโอนหรือกดเงินเป็นครั้งๆ
- คนกดเงิน และคนรวบรวมเงิน: ทำหน้าที่ตระเวนกดเงินสดหรือรวบรวมเงินส่งต่อให้เครือข่าย
วิวัฒนาการของกลุ่มฟอกเงิน - เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ จากการสืบสวนและรวบรวมข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่าในปัจจุบันขบวนการเหล่านี้ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการฟอกเงินตลอดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการสกัดกั้น หรือการสืบสวนจับกุมของเจ้าหน้าที่ โดยมีการพัฒนาตามลำดับ ดังนี้
- การโอนต่อหลายทอด: เพื่อให้ยากต่อการอายัดบัญชี และติดตามเงินเหยื่อได้ทัน
[* การใช้สินทรัพย์ดิจิทัล: เปลี่ยนเงินเป็นคริปโทเคอร์เรนซีผ่านระบบ P2P หรือกระเป๋านิรนามที่ไม่ได้ผูกกับ exchange , * การสแกนใบหน้า: พาเจ้าของบัญชีม้าข้ามแดนไปสแกนใบหน้าเพื่อทำธุรกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน , * การใช้บัญชีม้านิติบุคคล: มีการตั้งบริษัทปลอม แล้วนำไปเปิดเป็นบัญชีม้า เมื่อเหยื่อเห็นว่าบัญชีชื่อเป็นชื่อนิติบุคคล ก็จะเกิดความน่าเชื่อถือ พร้อมกันนี้ยังสามารถขยายวงเงินการโอนต่อ โดยไม่ต้องสแกนหน้าได้ , * ผ่านการซื้อขายสินค้าและบริการ: ซื้อสินค้าผ่านร้านค้าปลอมบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ \(เช่น Shopee, Lazada ฯลฯ\) แล้วทำเรื่องขอคืนเงิน \(Refund\) เข้าบัญชีม้า หรือใช้ชำระค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้า, ซื้อสินค้าส่งออก ฯลฯ , * การลงทุนปลอม: ฟอกเงินผ่านโบรกเกอร์หุ้น หรือซื้อทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ , * \*\*ปัจจุบัน ในประเทศ: พบการถอนเงินสดหน้าเคาน์เตอร์ และ ตู้ ATM จำนวนมาก , * \*\*ปัจจุบัน ที่เกี่ยวข้องต่างประเทศ: พบการโอนเงินออก/Swift ไปบัญชีต่างประเทศ หรือถอนเงินสดที่ต่างประเทศในทันที ]
ซึ่งทั้ง 2 กลุ่ม มีการแยกส่วนการปฏิบัติออกจากกันอย่างชัดเจน ไม่ได้อยู่ร่วมกัน และต่างคนต่างทำงานในหน้าที่ของฝั่งตนเอง ทำให้เป็นการยากต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสืบสวนสอบสวน การติดตามจับ การขยายผล ที่จะสามารถพิสูจน์ทราบผู้กระทำความผิดได้ทั้งองค์กร รวมถึงการพิจารณาดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจาก ในการหลอกลวงผู้เสียหาย 1 คดี โดยกลุ่มที่ 1 ฝั่งหลอกลวง อาจมี กลุ่มที่ 2 ฝั่งการเงิน – รับฟอกเงิน ที่เกี่ยวข้องหลายกลุ่ม และหากผู้ทำหน้าที่ในส่วนใดส่วนหนึ่งในกลุ่มขาดหายไป ก็จะมีการจัดหาคนมาทำหน้าที่นั้นแทนในทันที
ตาม โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และสัมมนาแลกเปลี่ยนข้อมูล การป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการฟอกเงิน ระหว่างวันที่ 19-20 มกราคม 2569 ณ ห้องอยุธยา ชั้น 7 อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้มีตัวแทนจาก สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ พร้อมวางแนวทางร่วมกันในการปฏิบัติงานร่วมระหว่างหน่วยงาน เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามการการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน
ทั้งนี้ ได้มีความเห็นจากการร่วมสัมมนาฯ เสนอแนะให้เผยแพร่ “แผนประทุษกรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์” นี้ ไปทุกช่องทางการสื่อสาร เพื่อเสริมสร้างความรับรู้และความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย สถาบันการเงินการธนาคาร ผู้ประกอบธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคประชาชน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานร่วมกันป้องกันปราบปราม และการประชาสัมพันธ์เชิงป้องกันแก่บุคคลทั่วไปที่อาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงในรูปแบบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ต่อไป