โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

เปิดโครงสร้างลับ ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ แยกสาย ‘หลอก-ฟอก’ ตัดวงจรจับกุม

เดลินิวส์

อัพเดต 22 มกราคม 2569 เวลา 22.30 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. เผยแผนประทุษกรรมองค์กรอาชญากรรมไซเบอร์ล่าสุด แยกส่วนการทำงาน

เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตามนโยบายของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะผู้กำกับดูแลศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) ซึ่งได้สั่งการให้เร่งขยายผลและสร้างความรับรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับ "แผนประทุษกรรม" ของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ยกระดับการทำงานเป็นองค์กรอาชญากรรมเต็มรูปแบบ โดยล่าสุดพบว่าขบวนการนี้มีการแบ่งโครงสร้างการทำงานออกเป็น 2 กลุ่มหลักที่แยกส่วนปฏิบัติการออกจากกันอย่างสิ้นเชิงเพื่อป้องกันการถูกจับกุมทั้งระบบ

ซึ่งในปัจจุบันมีการแบ่งการทำงานออกเป็น 2 กลุ่มหลัก

กลุ่มที่ 1 ฝั่งหลอกลวง - ใช้จิตวิทยาหลอกลวงเหยื่อ หน้าที่หลัก คือ “ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและโอนเงิน” มักมีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา มีผู้บริหารเป็นบอสชาวจีน โดยมีการบริหารงานเหมือนออฟฟิศ มีสคริปต์บทพูดตามรูปแบบการหลอกลวงที่เตรียมไว้ และการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ แบ่งหน้าที่เป็น:

  • ระดับสั่งการ: ผู้วางแผนและควบคุมภาพรวม
  • ทีมสนับสนุน: จัดหาข้อมูลเหยื่อ (Data) และอุปกรณ์อื่นๆ เช่น Simbox, อุปกรณ์คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์ ฯลฯ
  • ทีมสร้างตัวตน: สร้างโปรไฟล์ปลอม เว็บไซต์ปลอม หรือใช้โลโก้หน่วยงานราชการ/เอกชน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
  • ทีมหลอกลวง: จะได้เข้ารับการฝึกงานก่อน เช่น การโทรคุยกับเหยื่อ, การพิมพ์แชตหลอกเหยื่อ ฯลฯ ที่จะทำหน้าที่สื่อสารกับเข้าหาเหยื่อ โดยใช้จิตวิทยาหว่านล้อมเพื่อให้เหยื่อโอนเงิน

เมื่อเหยื่อจะโอนเงิน จะทำการประสานงานกับ กลุ่มที่ 2 ฝั่งการเงิน เพื่อขอช่องทางการโอนเข้าบัญชีม้าในทันที

กลุ่มที่ 2 ฝั่งการเงิน – รับฟอกเงิน หน้าที่หลัก คือ “รับเงินโอนจากเหยื่อ โยกย้าย และนำเงินออกจากระบบให้เร็วที่สุด” เพื่อตัดเส้นทางการเงินและหลบเลี่ยงการตรวจสอบ โดยมีการบริหารงานเป็นธุระจัดหา, รวบรวม, หาคนมาเปิด, ทดสอบบัญชี, โอนเงิน หรือถอนเงินออกจากบัญชีม้า ปัจจุบันจากการสืบสวนจับกุมทำให้ทราบว่า จะได้รับส่วนแบ่งประมาณ 10–20% ของยอดเงินที่หลอกเหยื่อได้ โดยต้องได้รับความไว้วางใจจาก กลุ่มที่ 1 – ฝั่งหลอกลวง หรือบอสชาวจีน และมีการวางเงินมัดจำก่อน จำนวน 3–5 ล้านบาท เพื่อป้องกันการโกงกันเอง แบ่งหน้าที่เป็น:

  • ระดับสั่งการ (ผู้ควบคุมฝั่งการเงิน): ผู้วางแผนและควบคุมภาพรวม
    • ฝ่ายจัดหาบัญชีม้า: รวบรวมและหาคนเพื่อจ้างเปิดบัญชี
    • บัญชีม้า: มีทั้งแบบ "ขายขาด" คือ ให้คนซื้อบัญชีเอาไปใช้เลย และ "แบบเฉพาะกิจ" คือ ถือบัญชีเอง แต่รับจ้างโอนหรือกดเงินเป็นครั้งๆ
    • คนกดเงิน และคนรวบรวมเงิน: ทำหน้าที่ตระเวนกดเงินสดหรือรวบรวมเงินส่งต่อให้เครือข่าย

วิวัฒนาการของกลุ่มฟอกเงิน - เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ จากการสืบสวนและรวบรวมข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่าในปัจจุบันขบวนการเหล่านี้ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการฟอกเงินตลอดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการสกัดกั้น หรือการสืบสวนจับกุมของเจ้าหน้าที่ โดยมีการพัฒนาตามลำดับ ดังนี้

  • การโอนต่อหลายทอด: เพื่อให้ยากต่อการอายัดบัญชี และติดตามเงินเหยื่อได้ทัน
    [* การใช้สินทรัพย์ดิจิทัล: เปลี่ยนเงินเป็นคริปโทเคอร์เรนซีผ่านระบบ P2P หรือกระเป๋านิรนามที่ไม่ได้ผูกกับ exchange , * การสแกนใบหน้า: พาเจ้าของบัญชีม้าข้ามแดนไปสแกนใบหน้าเพื่อทำธุรกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน , * การใช้บัญชีม้านิติบุคคล: มีการตั้งบริษัทปลอม แล้วนำไปเปิดเป็นบัญชีม้า เมื่อเหยื่อเห็นว่าบัญชีชื่อเป็นชื่อนิติบุคคล ก็จะเกิดความน่าเชื่อถือ พร้อมกันนี้ยังสามารถขยายวงเงินการโอนต่อ โดยไม่ต้องสแกนหน้าได้ , * ผ่านการซื้อขายสินค้าและบริการ: ซื้อสินค้าผ่านร้านค้าปลอมบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ \(เช่น Shopee, Lazada ฯลฯ\) แล้วทำเรื่องขอคืนเงิน \(Refund\) เข้าบัญชีม้า หรือใช้ชำระค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้า, ซื้อสินค้าส่งออก ฯลฯ , * การลงทุนปลอม: ฟอกเงินผ่านโบรกเกอร์หุ้น หรือซื้อทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ , * \*\*ปัจจุบัน ในประเทศ: พบการถอนเงินสดหน้าเคาน์เตอร์ และ ตู้ ATM จำนวนมาก , * \*\*ปัจจุบัน ที่เกี่ยวข้องต่างประเทศ: พบการโอนเงินออก/Swift ไปบัญชีต่างประเทศ หรือถอนเงินสดที่ต่างประเทศในทันที ]

ซึ่งทั้ง 2 กลุ่ม มีการแยกส่วนการปฏิบัติออกจากกันอย่างชัดเจน ไม่ได้อยู่ร่วมกัน และต่างคนต่างทำงานในหน้าที่ของฝั่งตนเอง ทำให้เป็นการยากต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสืบสวนสอบสวน การติดตามจับ การขยายผล ที่จะสามารถพิสูจน์ทราบผู้กระทำความผิดได้ทั้งองค์กร รวมถึงการพิจารณาดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจาก ในการหลอกลวงผู้เสียหาย 1 คดี โดยกลุ่มที่ 1 ฝั่งหลอกลวง อาจมี กลุ่มที่ 2 ฝั่งการเงิน – รับฟอกเงิน ที่เกี่ยวข้องหลายกลุ่ม และหากผู้ทำหน้าที่ในส่วนใดส่วนหนึ่งในกลุ่มขาดหายไป ก็จะมีการจัดหาคนมาทำหน้าที่นั้นแทนในทันที

ตาม โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และสัมมนาแลกเปลี่ยนข้อมูล การป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการฟอกเงิน ระหว่างวันที่ 19-20 มกราคม 2569 ณ ห้องอยุธยา ชั้น 7 อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้มีตัวแทนจาก สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ พร้อมวางแนวทางร่วมกันในการปฏิบัติงานร่วมระหว่างหน่วยงาน เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามการการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน

ทั้งนี้ ได้มีความเห็นจากการร่วมสัมมนาฯ เสนอแนะให้เผยแพร่ “แผนประทุษกรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์” นี้ ไปทุกช่องทางการสื่อสาร เพื่อเสริมสร้างความรับรู้และความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย สถาบันการเงินการธนาคาร ผู้ประกอบธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคประชาชน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานร่วมกันป้องกันปราบปราม และการประชาสัมพันธ์เชิงป้องกันแก่บุคคลทั่วไปที่อาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงในรูปแบบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...