โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เมื่อเราจากโลกนี้ไป TikTok เราจะกลายเป็นของใคร เมื่อ ‘ตัวตนออนไลน์’ ไม่ได้จากไปพร้อมกับเรา

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ในยุคที่ตัวตนของเราไม่ได้มีเพียงเนื้อหนังและลมหายใจ แต่ยังขยายขอบเขตไปสู่พื้นที่เสมือนจริง ตั้งแต่โซเชียลมีเดียที่มีไว้ระบายความรู้สึก ไปจนถึงกระเป๋าเงินดิจิทัลที่เก็บความมั่งคั่งไว้มหาศาล เคยสงสัยกันไหมว่าเมื่อเราจากไป บัญชีต่างๆ เหล่านี้จะตกเป็นของใคร

เพราะแม้เราไม่อยู่แล้ว แต่รอยเท้าดิจิทัล (Digital Footprints) หรือในที่นี้เรียกว่า มรดกดิจิทัล (Digital Inheritance) ยังคงทำหน้าที่ของมันอยู่ ซึ่งอาจกลายเป็น ‘สุญญากาศทางสิทธิ’ หากไม่ได้วางแผนไว้อย่างถูกต้อง

ก่อนอื่นชวนมาทำความเข้าใจเรื่องมรดกดิจิทัลกันก่อน

ในความหมายกว้างๆ มรดกดิจิทัล หมายถึง การจัดการ และส่งต่อเนื้อหาดิจิทัลที่ผู้เสียชีวิตทิ้งไว้ ซึ่งมีทั้งคุณค่าในเชิงอารมณ์สำหรับทายาทไปจนถึงข้อมูลสำหรับประวัติศาสตร์สังคมเลยทีเดียว สามารถจำแนกประเภทเป็น 4 ข้อใหญ่ๆ ประกอบด้วย

1. สินทรัพย์ทางการเงินและสิทธิเรียกร้อง เช่น ยอดเงินในธนาคารออนไลน์ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-wallets) คะแนนสะสมจากสายบินหรือบัตรเครดิตที่สามารถตีค่าเป็นเงินได้ และสินทรัพย์ดิจิทัลตามกฎหมายเฉพาะ เช่น คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล

2. ข้อมูลส่วนบุคคลและประวัติการสื่อสาร ประกอบด้วยจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Email) ประวัติการแชทในแอปพลิเคชันสื่อสาร และเอกสารที่จัดเก็บบนระบบคลาวด์ ซึ่งมักบรรจุข้อมูลที่เป็นความลับหรือมีผลผูกพันทางสัญญา

3. บัญชีโซเชียลมีเดียและการแสดงตัวตนออนไลน์ เช่น Facebook, Instagram, TikTok และ X (Twitter) ซึ่งเปรียบเสมือนบันทึกชีวิตของผู้เสียชีวิต บัญชีเหล่านี้มีความซับซ้อนเนื่องจากเป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่าง ‘สิทธิความเป็นส่วนตัว’ และ ‘มูลค่าทางการตลาด’ ของแต่ละคน

4. ทรัพย์สินทางปัญญาและเนื้อหาสร้างสรรค์ ข้อนี้อาจเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้ที่ทำงานในสายงาน Content Creator เช่น ผลงานในช่อง YouTube รูปภาพใน Adobe Stock หรือรหัสโปรแกรม ต่างล้วนเป็นมรดกที่มีมูลค่าทางลิขสิทธิ์ซึ่งสามารถสร้างรายได้ต่อเนื่องให้แก่ทายาทได้

ที่ผ่านมาข้อมูลและรายละเอียดเหล่านี้มักถูกมองข้าม เพราะทรัพย์สินดิจิทัลบางประเภทมีลักษณะเป็นเพียง ‘สิทธิในการเข้าถึง’ (Right of Use) แต่ไม่ใช่ ‘กรรมสิทธิ์’ (Ownership) ตัวอย่างเช่น เพลงหรือภาพยนตร์ที่ซื้อผ่านแพลตฟอร์ม Amazon หรือ Apple จะระบุในเงื่อนไขว่าเป็นสิทธิสำหรับผู้ใช้งานเพียงรายเดียว ไม่สามารถโอนให้แก่ทายาทได้ ซึ่งเป็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับการซื้อแผ่นเสียงหรือซีดีในยุคก่อน

สำหรับประเทศไทย การจัดการมรดกถูกกำกับด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ซึ่งตราขึ้นในยุคที่ทรัพย์สินส่วนใหญ่ยังเป็นสิ่งของที่จับต้องได้ มาตรา 1600 แห่ง ป.พ.พ. บัญญัติว่า “กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้”

ประเด็นที่กลายเป็นปัญหา คือ การตีความว่าบัญชีโซเชียลมีเดียหรือข้อมูลส่วนบุคคลออนไลน์ถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้หรือไม่ หากตีความว่าบัญชี Facebook เป็นความสัมพันธ์และตัวตนเฉพาะบุคคล สิทธิดังกล่าวจะไม่ตกทอดเป็นมรดก

แต่หากบัญชีนั้นถูกใช้เพื่อประกอบธุรกิจและมีมูลค่าทางการค้า (เช่น เพจที่มีผู้ติดตามหลักล้านและรับโฆษณา) ก็อาจถูกพิจารณาว่าเป็นทรัพย์สินที่สามารถส่งต่อได้เช่นกัน

ปัจจุบัน กฎหมายไทยยังไม่มีการบัญญัติเรื่องมรดกดิจิทัลไว้เป็นการเฉพาะ ทำให้การจัดการบัญชีออนไลน์ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละแพลตฟอร์มเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นบริษัทในต่างประเทศ ที่มีข้อกำหนดการใช้งานเข้มงวด และอาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายมรดกไทย

รวมถึงกฎหมายไทยยังขาดบทบัญญัติที่อนุญาตให้ผู้จัดการมรดกเข้าถึงข้อมูลผู้ล่วงลับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงอาจทำให้การพยายามล็อกอินเข้าบัญชีผู้ตายกลายเป็นการกระทำที่ผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในทางเทคนิค ที่มีความวุ่นวายในรื่องมุมมองความปลอดภัยไซเบอร์เข้ามาเอี่ยวอีกระดับ

หากไม่มีการส่งต่อไปยังทายาทที่ชอบธรรม เมื่อผู้ใช้งานไม่อยู่แล้ว บัญชีโซเชียลมีเดียมีสิทธิกลายเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ เช่น แฮกเกอร์ใช้ข้อมูลจากประกาศมรณกรรม เช่น ชื่อ-นามสกุล หรือวันเกิด มาสวมรอยเพื่อเปิดบัญชีเครดิต ยื่นขอคืนภาษีปลอม หรือหลอกลวงทายาทให้ชำระหนี้ที่ผู้ล่วงลับไม่ได้ก่อ

ทีนี้เมื่อกฎหมายยังก้าวตามไม่ทัน สิทธิในการจัดการจึงตกไปอยู่ในมือของผู้ให้บริการ ซึ่งแต่ละรายมีนโยบายที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น

Google

มีระบบ Inactive Account Manager หรือครื่องมือจัดการบัญชีที่ไม่ใช้งาน ที่จะเริ่มทำงานอัตโนมัติหากบัญชีไม่มีการเคลื่อนไหวตามเวลาที่กำหนด (เช่น 3 หรือ 12 เดือน) โดยจะส่งไฟล์หรือลบข้อมูลตามที่เราสั่งไว้ล่วงหน้า

Meta (Facebook/Instagram)

อนุญาตให้ตั้งค่า Legacy Contact เพื่อดูแลบัญชีอนุสรณ์ ทายาทสามารถโพสต์แจ้งข่าวงานศพได้ แต่จะเข้าไปอ่านข้อความส่วนตัว (Messages) ไม่ได้เพื่อรักษาสมดุลความเป็นส่วนตัว

TikTok

แพลตฟอร์มยอดนิยมที่ยังไม่มีนโยบายบัญชีอนุสรณ์เหมือน Facebook ปัจจุบันครอบครัวทำได้เพียงยื่นหลักฐานใบมรณบัตรเพื่อขอปิดบัญชี เท่านั้น ซึ่งจะทำให้เนื้อหาทั้งหมดหายไปถาวร

ในสภาวะที่กฎหมายล้าหลังกว่าเทคโนโลยี สิทธิเหนือข้อมูลของเราจึงถูกผูกขาดโดย ‘เงื่อนไขการให้บริการ’ (Terms of Service) ของบริษัทข้ามชาติ ซึ่งมักให้สิทธิเราเป็นเพียง ‘ผู้เช่าใช้’ ไม่ใช่ ‘เจ้าของ’ หากเราไม่ระบุเจตนาไว้ แพลตฟอร์มเหล่านี้มีอำนาจเต็มในการจัดการ ตัวอย่างเช่น Meta มีนโยบายใช้ AI กวาดล้างบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหวอย่างเข้มงวด ซึ่งอาจทำให้ความทรงจำดิจิทัลสูญหายไปตลอดกาล

แล้วเราควรต้องจัดการอย่างไรก่อนสาย ?

ทางเลือกที่ดีที่สุดไม่ใช่การรอให้กฎหมายแก้ไข แต่คือการทำ‘พินัยกรรมดิจิทัล’ ซึ่งเป็นเอกสารที่ระบุรายการทรัพย์สินดิจิทัลและรหัสผ่านไว้อย่างเป็นระบบ ตัวอย่างเช่นใช้ Password Manager อย่างเครื่องมืออย่าง 1Password หรือ Dashlane ที่มีฟีเจอร์ Emergency Access ช่วยให้ทายาทเข้าถึงรหัสผ่านทั้งหมดได้ทันทีที่คุณเสียชีวิต โดยไม่ต้องเดารหัสผ่านเอง

หรือการแต่งตั้งผู้สืบทอดบัญชีทันที โดยเข้าไปตั้งค่า Legacy Contact หรือ Inactive Account Manager ในทุกแพลตฟอร์มที่มีฟีเจอร์นี้ เพราะนี่คือวิธีเดียวที่แพลตฟอร์มจะยอมรับสิทธิของทายาทโดยไม่ต้องใช้คำสั่งศาล

กรณีที่เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน ควรทำบัญชีทรัพย์สินมูลค่าสูงแยกต่างหาก โดยเฉพาะคริปโทเคอร์เรนซี ต้องเก็บ Seed Phrase ไว้ในรูปแบบออฟไลน์ และระบุที่จัดเก็บไว้ในพินัยกรรมกระดาษที่ถูกต้องตามกฎหมาย (ไทยยังไม่ยอมรับการทำพินัยกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ล้วนๆ เช่น การบันทึกวิดีโอ หรือการพิมพ์ข้อความในแท็บเล็ตแล้วลงชื่อ)

การบริหารจัดการมรดกดิจิทัลในปัจจุบันยังคงเป็นภาระหน้าที่ส่วนบุคคลที่ต้องอาศัยทั้งความตระหนักรู้และความรอบคอบสูง ความท้าทายที่กฎหมายไทยยังตามไม่ทันเทคโนโลยีส่งผลให้เราต้องใช้กลไกของแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีเป็นเครื่องคุ้มครองตนเองไปพลางก่อน

ในเชิงนโยบาย ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้มีการรับรองทรัพย์สินดิจิทัล และสิทธิในข้อมูล ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกองมรดกที่สามารถจัดการได้โดยผู้แทนตามกฎหมาย รวมถึงเรื่องเกี่ยวเนื่องอย่างปรับปรุง PDPA ให้ครอบคลุมสิทธิของผู้เสียชีวิตในการถูกปกป้องชื่อเสียงและการจัดการข้อมูลผ่านทายาท

สุดท้ายนี้ การส่งต่อข้อมูลทางดิจิทัลในรูปแบบมรดกคงไม่ใช่เรื่องของรหัสผ่านเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการรักษาตัวตน ความทรงจำที่ถูกสั่งสมมาตลอดชีวิต การวางแผนมรดกยุคใหม่จึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความรักต่อบุคคลข้างหลัง เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงสิ่งที่ควรเป็นของพวกเขาได้อย่างราบรื่น

และเพื่อให้ชีวิตดิจิทัลของเราได้รับการปิดฉากลงอย่างสมเกียรติในโลกออนไลน์

อ้างอิง:

  • Digital inheritance https://en.wikipedia.org/wiki/Digital_inheritance

  • “มาตรา 1600 หรือ “ป.พ.พ. มาตรา 1600” คืออะไร? https://legardy.com/thai-law/civil-and-commercial-section1599-1755/civil-and-commercial-section1600

  • ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียชีวิต https://libdoc.dpu.ac.th/thesis/Thongsuk.Tha.pdf

  • ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลและพัฒนาการที่เกี่ยวข้อง วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

  • Identity Theft of a Deceased Person [Recovery, Legal Action] https://www.aura.com/learn/identity-theft-of-deceased-person

  • ยกมรดกออนไลน์ ด้วยการทำ "พินัยกรรมดิจิทัล" https://altv.thaipbs.or.th/content/pr/6336c1e33f24a6b6210db4a8

บทความต้นฉบับได้ที่ : เมื่อเราจากโลกนี้ไป TikTok เราจะกลายเป็นของใคร เมื่อ ‘ตัวตนออนไลน์’ ไม่ได้จากไปพร้อมกับเรา

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...