เมื่อเราจากโลกนี้ไป TikTok เราจะกลายเป็นของใคร เมื่อ ‘ตัวตนออนไลน์’ ไม่ได้จากไปพร้อมกับเรา
ในยุคที่ตัวตนของเราไม่ได้มีเพียงเนื้อหนังและลมหายใจ แต่ยังขยายขอบเขตไปสู่พื้นที่เสมือนจริง ตั้งแต่โซเชียลมีเดียที่มีไว้ระบายความรู้สึก ไปจนถึงกระเป๋าเงินดิจิทัลที่เก็บความมั่งคั่งไว้มหาศาล เคยสงสัยกันไหมว่าเมื่อเราจากไป บัญชีต่างๆ เหล่านี้จะตกเป็นของใคร
เพราะแม้เราไม่อยู่แล้ว แต่รอยเท้าดิจิทัล (Digital Footprints) หรือในที่นี้เรียกว่า มรดกดิจิทัล (Digital Inheritance) ยังคงทำหน้าที่ของมันอยู่ ซึ่งอาจกลายเป็น ‘สุญญากาศทางสิทธิ’ หากไม่ได้วางแผนไว้อย่างถูกต้อง
ก่อนอื่นชวนมาทำความเข้าใจเรื่องมรดกดิจิทัลกันก่อน
ในความหมายกว้างๆ มรดกดิจิทัล หมายถึง การจัดการ และส่งต่อเนื้อหาดิจิทัลที่ผู้เสียชีวิตทิ้งไว้ ซึ่งมีทั้งคุณค่าในเชิงอารมณ์สำหรับทายาทไปจนถึงข้อมูลสำหรับประวัติศาสตร์สังคมเลยทีเดียว สามารถจำแนกประเภทเป็น 4 ข้อใหญ่ๆ ประกอบด้วย
1. สินทรัพย์ทางการเงินและสิทธิเรียกร้อง เช่น ยอดเงินในธนาคารออนไลน์ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-wallets) คะแนนสะสมจากสายบินหรือบัตรเครดิตที่สามารถตีค่าเป็นเงินได้ และสินทรัพย์ดิจิทัลตามกฎหมายเฉพาะ เช่น คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล
2. ข้อมูลส่วนบุคคลและประวัติการสื่อสาร ประกอบด้วยจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Email) ประวัติการแชทในแอปพลิเคชันสื่อสาร และเอกสารที่จัดเก็บบนระบบคลาวด์ ซึ่งมักบรรจุข้อมูลที่เป็นความลับหรือมีผลผูกพันทางสัญญา
3. บัญชีโซเชียลมีเดียและการแสดงตัวตนออนไลน์ เช่น Facebook, Instagram, TikTok และ X (Twitter) ซึ่งเปรียบเสมือนบันทึกชีวิตของผู้เสียชีวิต บัญชีเหล่านี้มีความซับซ้อนเนื่องจากเป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่าง ‘สิทธิความเป็นส่วนตัว’ และ ‘มูลค่าทางการตลาด’ ของแต่ละคน
4. ทรัพย์สินทางปัญญาและเนื้อหาสร้างสรรค์ ข้อนี้อาจเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้ที่ทำงานในสายงาน Content Creator เช่น ผลงานในช่อง YouTube รูปภาพใน Adobe Stock หรือรหัสโปรแกรม ต่างล้วนเป็นมรดกที่มีมูลค่าทางลิขสิทธิ์ซึ่งสามารถสร้างรายได้ต่อเนื่องให้แก่ทายาทได้
ที่ผ่านมาข้อมูลและรายละเอียดเหล่านี้มักถูกมองข้าม เพราะทรัพย์สินดิจิทัลบางประเภทมีลักษณะเป็นเพียง ‘สิทธิในการเข้าถึง’ (Right of Use) แต่ไม่ใช่ ‘กรรมสิทธิ์’ (Ownership) ตัวอย่างเช่น เพลงหรือภาพยนตร์ที่ซื้อผ่านแพลตฟอร์ม Amazon หรือ Apple จะระบุในเงื่อนไขว่าเป็นสิทธิสำหรับผู้ใช้งานเพียงรายเดียว ไม่สามารถโอนให้แก่ทายาทได้ ซึ่งเป็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับการซื้อแผ่นเสียงหรือซีดีในยุคก่อน
สำหรับประเทศไทย การจัดการมรดกถูกกำกับด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ซึ่งตราขึ้นในยุคที่ทรัพย์สินส่วนใหญ่ยังเป็นสิ่งของที่จับต้องได้ มาตรา 1600 แห่ง ป.พ.พ. บัญญัติว่า “กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้”
ประเด็นที่กลายเป็นปัญหา คือ การตีความว่าบัญชีโซเชียลมีเดียหรือข้อมูลส่วนบุคคลออนไลน์ถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้หรือไม่ หากตีความว่าบัญชี Facebook เป็นความสัมพันธ์และตัวตนเฉพาะบุคคล สิทธิดังกล่าวจะไม่ตกทอดเป็นมรดก
แต่หากบัญชีนั้นถูกใช้เพื่อประกอบธุรกิจและมีมูลค่าทางการค้า (เช่น เพจที่มีผู้ติดตามหลักล้านและรับโฆษณา) ก็อาจถูกพิจารณาว่าเป็นทรัพย์สินที่สามารถส่งต่อได้เช่นกัน
ปัจจุบัน กฎหมายไทยยังไม่มีการบัญญัติเรื่องมรดกดิจิทัลไว้เป็นการเฉพาะ ทำให้การจัดการบัญชีออนไลน์ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละแพลตฟอร์มเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นบริษัทในต่างประเทศ ที่มีข้อกำหนดการใช้งานเข้มงวด และอาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายมรดกไทย
รวมถึงกฎหมายไทยยังขาดบทบัญญัติที่อนุญาตให้ผู้จัดการมรดกเข้าถึงข้อมูลผู้ล่วงลับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงอาจทำให้การพยายามล็อกอินเข้าบัญชีผู้ตายกลายเป็นการกระทำที่ผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในทางเทคนิค ที่มีความวุ่นวายในรื่องมุมมองความปลอดภัยไซเบอร์เข้ามาเอี่ยวอีกระดับ
หากไม่มีการส่งต่อไปยังทายาทที่ชอบธรรม เมื่อผู้ใช้งานไม่อยู่แล้ว บัญชีโซเชียลมีเดียมีสิทธิกลายเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ เช่น แฮกเกอร์ใช้ข้อมูลจากประกาศมรณกรรม เช่น ชื่อ-นามสกุล หรือวันเกิด มาสวมรอยเพื่อเปิดบัญชีเครดิต ยื่นขอคืนภาษีปลอม หรือหลอกลวงทายาทให้ชำระหนี้ที่ผู้ล่วงลับไม่ได้ก่อ
ทีนี้เมื่อกฎหมายยังก้าวตามไม่ทัน สิทธิในการจัดการจึงตกไปอยู่ในมือของผู้ให้บริการ ซึ่งแต่ละรายมีนโยบายที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น
มีระบบ Inactive Account Manager หรือครื่องมือจัดการบัญชีที่ไม่ใช้งาน ที่จะเริ่มทำงานอัตโนมัติหากบัญชีไม่มีการเคลื่อนไหวตามเวลาที่กำหนด (เช่น 3 หรือ 12 เดือน) โดยจะส่งไฟล์หรือลบข้อมูลตามที่เราสั่งไว้ล่วงหน้า
Meta (Facebook/Instagram)
อนุญาตให้ตั้งค่า Legacy Contact เพื่อดูแลบัญชีอนุสรณ์ ทายาทสามารถโพสต์แจ้งข่าวงานศพได้ แต่จะเข้าไปอ่านข้อความส่วนตัว (Messages) ไม่ได้เพื่อรักษาสมดุลความเป็นส่วนตัว
TikTok
แพลตฟอร์มยอดนิยมที่ยังไม่มีนโยบายบัญชีอนุสรณ์เหมือน Facebook ปัจจุบันครอบครัวทำได้เพียงยื่นหลักฐานใบมรณบัตรเพื่อขอปิดบัญชี เท่านั้น ซึ่งจะทำให้เนื้อหาทั้งหมดหายไปถาวร
ในสภาวะที่กฎหมายล้าหลังกว่าเทคโนโลยี สิทธิเหนือข้อมูลของเราจึงถูกผูกขาดโดย ‘เงื่อนไขการให้บริการ’ (Terms of Service) ของบริษัทข้ามชาติ ซึ่งมักให้สิทธิเราเป็นเพียง ‘ผู้เช่าใช้’ ไม่ใช่ ‘เจ้าของ’ หากเราไม่ระบุเจตนาไว้ แพลตฟอร์มเหล่านี้มีอำนาจเต็มในการจัดการ ตัวอย่างเช่น Meta มีนโยบายใช้ AI กวาดล้างบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหวอย่างเข้มงวด ซึ่งอาจทำให้ความทรงจำดิจิทัลสูญหายไปตลอดกาล
แล้วเราควรต้องจัดการอย่างไรก่อนสาย ?
ทางเลือกที่ดีที่สุดไม่ใช่การรอให้กฎหมายแก้ไข แต่คือการทำ‘พินัยกรรมดิจิทัล’ ซึ่งเป็นเอกสารที่ระบุรายการทรัพย์สินดิจิทัลและรหัสผ่านไว้อย่างเป็นระบบ ตัวอย่างเช่นใช้ Password Manager อย่างเครื่องมืออย่าง 1Password หรือ Dashlane ที่มีฟีเจอร์ Emergency Access ช่วยให้ทายาทเข้าถึงรหัสผ่านทั้งหมดได้ทันทีที่คุณเสียชีวิต โดยไม่ต้องเดารหัสผ่านเอง
หรือการแต่งตั้งผู้สืบทอดบัญชีทันที โดยเข้าไปตั้งค่า Legacy Contact หรือ Inactive Account Manager ในทุกแพลตฟอร์มที่มีฟีเจอร์นี้ เพราะนี่คือวิธีเดียวที่แพลตฟอร์มจะยอมรับสิทธิของทายาทโดยไม่ต้องใช้คำสั่งศาล
กรณีที่เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน ควรทำบัญชีทรัพย์สินมูลค่าสูงแยกต่างหาก โดยเฉพาะคริปโทเคอร์เรนซี ต้องเก็บ Seed Phrase ไว้ในรูปแบบออฟไลน์ และระบุที่จัดเก็บไว้ในพินัยกรรมกระดาษที่ถูกต้องตามกฎหมาย (ไทยยังไม่ยอมรับการทำพินัยกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ล้วนๆ เช่น การบันทึกวิดีโอ หรือการพิมพ์ข้อความในแท็บเล็ตแล้วลงชื่อ)
การบริหารจัดการมรดกดิจิทัลในปัจจุบันยังคงเป็นภาระหน้าที่ส่วนบุคคลที่ต้องอาศัยทั้งความตระหนักรู้และความรอบคอบสูง ความท้าทายที่กฎหมายไทยยังตามไม่ทันเทคโนโลยีส่งผลให้เราต้องใช้กลไกของแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีเป็นเครื่องคุ้มครองตนเองไปพลางก่อน
ในเชิงนโยบาย ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้มีการรับรองทรัพย์สินดิจิทัล และสิทธิในข้อมูล ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกองมรดกที่สามารถจัดการได้โดยผู้แทนตามกฎหมาย รวมถึงเรื่องเกี่ยวเนื่องอย่างปรับปรุง PDPA ให้ครอบคลุมสิทธิของผู้เสียชีวิตในการถูกปกป้องชื่อเสียงและการจัดการข้อมูลผ่านทายาท
สุดท้ายนี้ การส่งต่อข้อมูลทางดิจิทัลในรูปแบบมรดกคงไม่ใช่เรื่องของรหัสผ่านเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการรักษาตัวตน ความทรงจำที่ถูกสั่งสมมาตลอดชีวิต การวางแผนมรดกยุคใหม่จึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความรักต่อบุคคลข้างหลัง เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงสิ่งที่ควรเป็นของพวกเขาได้อย่างราบรื่น
และเพื่อให้ชีวิตดิจิทัลของเราได้รับการปิดฉากลงอย่างสมเกียรติในโลกออนไลน์
อ้างอิง:
Digital inheritance https://en.wikipedia.org/wiki/Digital_inheritance
“มาตรา 1600 หรือ “ป.พ.พ. มาตรา 1600” คืออะไร? https://legardy.com/thai-law/civil-and-commercial-section1599-1755/civil-and-commercial-section1600
ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียชีวิต https://libdoc.dpu.ac.th/thesis/Thongsuk.Tha.pdf
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลและพัฒนาการที่เกี่ยวข้อง วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Identity Theft of a Deceased Person [Recovery, Legal Action] https://www.aura.com/learn/identity-theft-of-deceased-person
ยกมรดกออนไลน์ ด้วยการทำ "พินัยกรรมดิจิทัล" https://altv.thaipbs.or.th/content/pr/6336c1e33f24a6b6210db4a8
บทความต้นฉบับได้ที่ : เมื่อเราจากโลกนี้ไป TikTok เราจะกลายเป็นของใคร เมื่อ ‘ตัวตนออนไลน์’ ไม่ได้จากไปพร้อมกับเรา
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath