โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พาณิชย์กางแผนเน้นเชิงรุก ดูแลสินค้าเกษตร - ค่าครองชีพ

NATIONTV

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายวิทยากร มณีเนตร เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของกรมการค้าภายใน ปี 2569 ว่า กรมฯ วางกรอบการทำงานเชิงรุกในการบริหารจัดการการค้าภายในประเทศ โดยมุ่งดูแลครบทั้ง เกษตรกร ประชาชนผู้บริโภค และผู้ประกอบการ เพื่อสร้างสมดุลให้ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศเดินหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความไม่แน่นอนทางการค้า และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า ปี 2569 เป็นปีที่มีความท้าทายหลายด้าน อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในได้เตรียมแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตรทุกตัว โดยเริ่มจากสินค้าเกษตรสำคัญ 10 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด ลำไย หอมแดง หอมหัวใหญ่ และกระเทียม โดยกำหนดมาตรการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก ได้แก่

วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน

ช่วงก่อนฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการตลาดและการบริหารจัดการผลผลิตล่วงหน้า ช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดหรือออกในปริมาณมาก เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ลดแรงกดดันด้านอุปทาน และเร่งการระบายผลผลิตอย่างเหมาะสมและ มาตรการสนับสนุนด้านอื่น ๆ อาทิ การลดต้นทุนการผลิต การจัดหาและสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร การพัฒนาและส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการแปรรูป และการขยายช่องทางการตลาด

สำหรับสินค้าที่มีการพูดถึงและได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วนมากเป็นพิเศษในปีนี้ คือ ”ข้าว“ และ “ทุเรียน“ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีปริมาณผลผลิตสูง และมีผลต่อภาพรวมตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ กรมฯ จึงได้เตรียมมาตรการบริหารจัดการเชิงรุกทั้ง ข้าว ที่เน้นบริหารเชิงโครงสร้าง สร้างสมดุลตลาด ยกระดับรายได้ชาวนาโดยปีนี้ ประเทศไทยมีผลผลิตข้าวอยู่ที่ประมาณ 23.04 ล้านตันข้าวสาร ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 23.50 ล้านตันข้าวสาร โดยกรมเตรียมมาตรการด้านตลาดข้าวที่เหมาะสมตรงกับตลาดที่มีศักยภาพรองรับผลผลิต โดยข้าวหอมมะลิ จะมุ่งเพิ่มมูลค่าให้เกษตรกร จากราคาข้าวเปลือกปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับราคา 13,000–14,000 บาทต่อตัน ให้สามารถขยับขึ้นเป็น 17,000–18,000 บาทต่อตัน ผ่านการบริหารจัดการตลาดเพื่อดึงรายได้ส่วนต่างให้กลับมาอยู่ในมือชาวนามากขึ้น

ขณะที่ ข้าวขาว ซึ่งมีปริมาณอยู่ในระบบจำนวนมาก กรมฯ จะใช้มาตรการตั้งแต่ช่วงเริ่มเก็บเกี่ยว อาทิ การชะลอการนำผลผลิตออกสู่ตลาด การส่งเสริมการแปรรูป และการลดต้นทุนการผลิตผ่านการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อช่วยพยุงราคาและลดภาระต้นทุนให้เกษตรกร พร้อมกับมาตรการด้านการตลาดโดยการดึงปริมาณข้าวในระบบ นำมาทำข้าวถุง รวมถึงการนำข้าวมาจัดทำเป็นข้าวกล่องพร้อมกับข้าว จำหน่ายให้แก่ประชาชนในราคาประหยัด เพื่อบรรเทาค่าครองชีพด้วย

นอกจากนี้ กรมฯ ยังให้ความสำคัญกับ ข้าวกลุ่มประณีต ซึ่งครอบคลุมข้าวกล้อง ข้าวอินทรีย์ และข้าวคาร์บอนต่ำ โดยได้รวบรวมสายพันธุ์ข้าวมากกว่า 300 สายพันธุ์ และ คัดเลือกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่สามารถพัฒนาและทำข้าวประณีตได้ จำนวน 200 กลุ่ม แบ่งตามระดับความพร้อมทางการตลาด เพื่อสนับสนุนทั้งกลุ่มที่พร้อมทำตลาดต่างประเทศ กลุ่มที่มีสินค้าแล้วแต่ยังต้องเสริมศักยภาพด้านบรรจุภัณฑ์และการตลาด และกลุ่มที่ยังต้องพัฒนาการแปรรูปที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้พาผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวประณีตเข้าร่วมงาน Gulfood 2026 ณ ดูไบ เพื่อเปิดตลาดและสร้างการรับรู้ข้าวมูลค่าสูงของไทยในตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับความสนในเป็นอย่างมาก

นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า สำหรับ ทุเรียน ในปี 2569 ประเทศไทยมีผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมประมาณ 1.5 ล้านตัน โดยในช่วง 5–10 ปีที่ผ่านมา มีการขยายพื้นที่ปลูกของเกษตรกร ทำให้ปีนี้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1.78 ล้านตัน โดยกรมฯ เตรียมแผนบริหารจัดการอย่างรอบด้าน ได้บูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อรับมือกับความท้าทายสำคัญ ทั้งด้านแรงงาน การขนส่งและตู้คอนเทนเนอร์ ความรวดเร็วในการส่งออก มาตรฐานคุณภาพและการตรวจสอบสารตกค้างตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า การแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง รวมถึงความทับซ้อนของฤดูกาลผลิตระหว่างภาคตะวันออกและภาคใต้

โดยปีนี้ กรมการค้าภายใน เตรียมแผนขยายตลาดทุเรียนผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว สมาคมโรงแรมและภัตตาคาร ตลาดค้าปลีกค้าส่ง และจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์ทุเรียนไทยให้เป็นผลไม้คุณภาพที่นักท่องเที่ยวต้องมาสัมผัส ซึ่งจะช่วยต่อยอดการบริโภคในประเทศและขยายโอกาสทางการค้าในระยะต่อไป

นายวิทยากร กล่าวว่า ”ในด้านการดูแลค่าครองชีพของประชาชน กรมการค้าภายในได้เริ่มตั้งแต่กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังได้เดินหน้ามาตรการดูแลค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าและอาหารที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม โดยกรมฯ จะดำเนินโครงการบรรเทาค่าครองชีพ “สุขกาย สบายกระเป๋า” เฟซ 2 ซึ่งจะขยายการลดราคาประกันสุขภาพและดูแลราคาเวชภัณฑ์ ควบคู่กับการปรับบทบาทกิจกรรม ธงฟ้า ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น โดยปรับแนวคิดจากการเน้น “ราคาถูก” ไปสู่ “ฉลาดซื้อ ฉลาดใช้” เน้นสินค้าราคาประหยัดที่มาพร้อมคุณภาพและความคุ้มค่า

พร้อมกันนี้ กิจกรรมธงฟ้ายังทำหน้าที่เป็น เวทีช่วยเหลือผู้ประกอบการ ที่ประสบปัญหาขาดพื้นที่จำหน่ายสินค้า อาทิ ผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบบริเวณชายแดน หรือจากสถานการณ์อุทกภัย รวมถึงการเชื่อมโยง สินค้าเกษตรจากนอกแหล่งผลิต มาจำหน่ายควบคู่กัน เพื่อช่วยกระจายผลผลิต ลดปัญหาสินค้ากระจุกตัวในพื้นที่ผลิต และเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่เกษตรกร พร้อมทั้งร่วมกับเครือข่ายรถพุ่มพวง เพื่อกระจายสินค้าจำเป็นให้เข้าถึงชุมชนมากยิ่งขึ้น

“ปี 2569 กรมการค้าภายในจะเดินหน้าทำงานเชิงรุก ทั้งการรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร การยกระดับมูลค่า และการดูแลค่าครองชีพ เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการได้รับประโยชน์และความเป็นธรรมทางการค้า” อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...