โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะนโยบาย ‘เกษตร-อาหาร-สิ่งแวดล้อม’ มองโอกาสพลิกฟื้นเกษตรไทย ก่อนเลือกตั้ง

Thai PBS

อัพเดต 03 ก.พ. เวลา 11.50 น. • เผยแพร่ 03 ก.พ. เวลา 11.49 น. • Thai PBS

9 พรรคการเมือง แห่ชูโมเดล ‘ลดต้นทุน-เพิ่มนวัตกรรม’ แทนหว่านงบอุดหนุนแบบเดิม หวังยกระดับการเกษตรไทย ขณะที่ นักวิชาการ ย้ำ หมดเวลาประชานิยมแจกเงินให้เปล่า ชี้ชัดทำเกษตรกรอ่อนแอ เสนอมาตรการให้เงิน ‘แบบมีเงื่อนไข’ บังคับปรับตัวใช้เทคโนโลยี พร้อมดันระบบ Big Data แห่งชาติ แก้ปัญหาราคาสินค้าผันผวน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ รศ.วิษณุ อรรถวานิช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึง ทิศทางอนาคตประเทศไทย โดยย้ำว่าถึงเวลาที่ต้อง “บูรณาการ” ระบบเกษตรและอาหารเข้าด้วยกันตลอดห่วงโซ่ พร้อมเตือนรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังเข้มข้นขึ้น เผยจุดอ่อนสำคัญคือ “ข้อมูลกระจัดกระจาย” และ “ต้นทุนการทำมาตรฐานสูง” แนะรัฐสร้างแพลตฟอร์มกลางและเร่งสร้างบุคลากรด้านคาร์บอน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและรักษาแชมป์ส่งออกในตลาดโลกซึ่งภาคเกษตรและอาหารปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 1 ใน 3 ของโลก หากไทยไม่ปรับตัวสู่ “Low Carbon” จะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันทันที

‘สิ่งแวดล้อม’ โจทย์ใหญ่ที่เลี่ยงไม่ได้

รศ.วิษณุ ย้ำว่า ในอนาคตอันใกล้ การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารจะเผชิญกับมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีด้านสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาสำคัญอีกด้านคือ เกษตรกรรายย่อย และ SMEs ไม่มีทุนพอที่จะเข้าถึงระบบมาตรฐานเหล่านี้ ปัญหาสำคัญคือ เกษตรกรรายย่อย และ SMEs มีความสามารถในการปรับตัวต่ำ เนื่องจากต้นทุนในการทำมาตรฐานสิ่งแวดล้อมนั้นสูงมาก ขณะทางออก ภาครัฐจำเป็นต้องสร้าง“แพลตฟอร์มกลาง” ที่ช่วยให้รายย่อยเข้าถึงระบบมาตรฐานได้ง่าย รวดเร็ว และต้นทุนต่ำ เพื่อสร้างความเสมอภาคในการแข่งขัน ไม่ใช่แค่รายใหญ่ที่รอด

“วิกฤต ข้อมูล แยกส่วน ต้นเหตุราคาสินค้าผันผวน ซึ่งประเทศไทยยังขาด ระบบข้อมูลเกษตรและอาหารแห่งชาติ ที่เชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง ปัจจุบันการเก็บข้อมูลแยกส่วนกันชัดเจน อย่างต้นน้ำ-เกษตร กลางน้ำ-แปรรูป ปลายน้ำ-ผู้บริโภค ทำให้เมื่อเกิดวิกฤต หรือพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ภาคผลิตปรับตัวไม่ทัน ขณะที่ผลกระทบ คือการพยากรณ์อุปสงค์-อุปทานผิดพลาด นำไปสู่ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและผันผวน ซึ่งกระทบหนักทั้งเกษตรกรและ SMEs สิ่งที่ต้องทำ คือต้องมีระบบ Big Data ที่แม่นยำ เพื่อใช้วางแผนการผลิตและออกแบบนโยบายรัฐให้ตรงจุด ไม่ใช่การออกนโยบายบนฐานข้อมูลที่เลือนลาง”

รศ.วิษณุ อรรถวานิช

รศ.วิษณุ อรรถวานิช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

‘โลว์คาร์บอน’ คือ ทางรอด แต่ค่าตรวจวัด (MRV) ยังแพง

รศ.วิษณุ ระบุด้วยว่า ภาคเกษตรและอาหารปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 1 ใน 3 ของโลก ทำให้อนาคตจะถูกกดดันด้วยกฎระเบียบอย่าง CBAM (มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน) หากไทยไม่ปรับตัวจะสูญเสียตลาด แต่ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) เพื่อทำคาร์บอนเครดิตนั้นแพงมาก และไทยยังขาดผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ต้องจ้างบริษัทต่างชาติ ทำให้เงินรั่วไหลออกนอกประเทศ ซึ่งแนวทาง สู่ความยั่งยืน หัวใจสำคัญของการฝ่าวิกฤตครั้งนี้อยู่ที่ 2 ปัจจัยหลัก คือ

  • โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ที่ต้องแม่นยำเพื่อการพยากรณ์และวางนโยบาย

  • การพัฒนาคน ทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการ ให้มีความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ระบบเกษตรและอาหารของไทยยังคงแข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน

โมเดล ‘ข้าวรักษ์โลก’ – การแปรรูปสร้างมูลค่า

นอกจากนั้นมองว่า ไทยส่งออกสินค้าขั้นปฐมภูมิ (วัตถุดิบ) มากเกินไป แต่กลับนำเข้าสินค้าแปรรูป ยกตัวอย่าง ข้าวไทยส่งออกเป็นโภคภัณฑ์ราคาต่ำ ขณะที่ เกาหลีใต้ วางเป้าหมายนำข้าวไปบดผงเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและ Future Food สร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลอย่าง การใช้ เทคโนโลยีควรส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งช่วยประหยัดน้ำ เพิ่มผลผลิต และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง

รื้อระบบ เลิกแจกเงินให้เปล่า เปลี่ยนป็น ‘ช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไข’

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญที่สุด คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือจากภาครัฐ จากเดิมที่เป็นการ “แจกเงินช่วยเหลือ” เช่น ค่าเก็บเกี่ยว ซึ่งไม่ได้ช่วยให้เกษตรกรปรับตัวและกลับทำให้อ่อนแอลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ควรใช้ “มาตรการช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไข” คือ เกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือก็ต่อเมื่อมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การเข้าอบรม, การใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ หรือการปรับมาผลิตแบบคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรยืนได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ส่อง ‘นโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมไทย’

ภายใต้ข้อจำกัดงบฯ – ความเป็นไปได้เชิงนโยบาย

ขณะที่เวทีเสวนาวิชาการ หัวข้อ “นโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมไทย พรรคการเมืองตอบคำถามเพื่อการเลือกตั้ง 2569 ภายใต้ข้อจำกัดทางงบประมาณและความเป็นไปได้เชิงนโยบาย” ซึ่งจัดโดยศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มีผู้แทนจาก 9 พรรคการเมืองเข้าร่วม ได้แก่ พรรคกล้าธรรม, พรรคไทยก้าวใหม่, พรรคไทยสร้างไทย, พรรคประชาชน, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคพลังประชารัฐ, พรรคเพื่อไทย, พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคเศรษฐกิจ

กล้าธรรม : ชู “ปราบเถื่อน-ลดต้นทุน-แก้หนี้”

สุนทร รักษ์รงค์ ตัวแทนพรรคกล้าธรรม นำเสนอนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้กรอบแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่โครงสร้างการผลิตมากกว่าการอุดหนุนระยะสั้นที่เคยเป็นเครื่องมือทางการเมืองในอดีต หวังยกระดับรายได้เกษตรกรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน เน้นชู 3 มาตรการเร่งด่วน “ปราบเถื่อน-ลดต้นทุน-แก้หนี้”

สำหรับระยะเร่งด่วน พรรคกล้าธรรม ระบุถึงการจัดการปัญหาปากท้อง และความเสี่ยงของเกษตรกรผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

  • การปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อนและผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด
  • โครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” เพื่อลดภาระต้นทุน
  • มาตรการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินในเบื้องต้น

ทั้งนี้ยังมีนโยบาย “ธนาคารประชาชน” ปั้นไทยสู่ครัวโลก ในกรอบระยะยาว 4 ปี เพื่อเป็นกลไกหลักในการรวมหนี้ และแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการผลักดันนโยบาย “ไทยครัวโลก” ที่เน้นความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) และการแปรรูปอุตสาหกรรมอาหารเพื่อเพิ่มมูลค่าส่งออก อย่างไรก็ตาม ทางพรรคยังไม่ได้ระบุตัวเลขงบประมาณที่ชัดเจน โดยเน้นตัวชี้วัดเชิงทิศทาง เช่น หนี้สินลดลงและรายได้เพิ่มขึ้น เป็นหลัก

  • แก้ปัญหาเผาด้วย ‘กลไกราคา’ และ ‘ชุมชน’

ในประเด็นฝุ่นควัน และการเผาพื้นที่เกษตร พรรคกล้าธรรม ฉีกแนวทางจากการบังคับใช้กฎหมาย มาสู่การใช้แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ โดยเสนอให้มี “ราคาพรีเมียม” สำหรับผลผลิตที่ไม่ผ่านการเผา และเชื่อมโยงพฤติกรรมการลดเผาเข้ากับสิทธิการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านเครือข่ายสหกรณ์ พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนสร้างกติกาและกำกับดูแลกันเองภายใน มากกว่ารอการบังคับจากรัฐ

  • เดิมพัน ‘ยางพารา’ สู่ตลาดยั่งยืน เลิกประกันรายได้

ไฮไลต์สำคัญด้านการค้าโลก คือ การยกระดับห่วงโซ่อุปทาน “ยางพารา” จากการเป็นเพียงผู้ส่งออกวัตถุดิบยางดิบ ไปสู่การผลิตยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางชั้นนำ โดยใช้ “ยางยั่งยืน” (Sustainable Rubber) เป็นจุดขาย เพื่อเจาะตลาดพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนเครดิต

ทั้งนี้ พรรคกล้าธรรม เสนอให้ภาครัฐเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการรับรองมาตรฐานและการทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อไม่ให้เป็นต้นทุนแฝงแก่เกษตรกรรายย่อย ขณะที่ทิศทางงบประมาณ : เลิก “ให้เปล่า” เน้น “ลงทุนปัญญา” พรรคกล้าธรรมระบุจุดยืนที่ชัดเจนภายใต้งบประมาณที่มีจำกัดว่า ต้องการ “เลิกหรือลด” นโยบายการอุดหนุนแบบประกันรายได้ โดยยกตัวอย่างกรณียางพาราที่ใช้งบประมาณมหาศาลแต่ไม่ช่วยให้ราคายั่งยืน โดยจะหันมา “เพิ่มและลงทุน” ด้านการพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ทั้งองค์ความรู้ ทัศนคติ และการรวมกลุ่ม เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถพึ่งพาตนเองและมีอำนาจต่อรองในตลาดโลกได้จริง

พรรคไทยก้าวใหม่ : ชู “เทคโนโลยี การปฏิรูประบบราชการ”

โชติพงศ์ สรรเสริญ พรรคไทยก้าวใหม่ นำเสนอแนวทางที่เน้น “เทคโนโลยี การปฏิรูประบบราชการ” โดยกล่าวถึงการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มใช้โดรน IoT การวัดค่าปุ๋ย การเสริมความเข้มแข็งเกษตรกร และ “เบรกไซโล” ระหว่างกระทรวง ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรรายย่อยและสหกรณ์ และเสนอเครื่องมือเร่งด่วน 100 วันคือการพักหนี้เกษตรกร ส่วนระยะ 4 ปี เสนอแนวทางทำโครงการนำร่องบางพื้นที่ก่อนแล้วค่อยขยายผลเพื่อหลีกเลี่ยงแรงเสียดทาน และเน้นการทำงานข้ามกระทรวง อย่างไรก็ตาม พรรคไม่ได้ระบุงบประมาณ และ KPI เชิงตัวเลข โดยกล่าวเพียงว่าจะใช้ “ตัวเลขจริง” เป็นตัววัดแต่ยังไม่กำหนดค่า

  • แก้ฝุ่น PM2.5 ลดการเผา “ไม่เผาแล้วต้องได้เงิน”

จึงเสนอให้รัฐรับซื้อวัสดุเหลือใช้ในราคาสูง และทำตลาดรองรับผ่านโรงไฟฟ้าชีวมวล พร้อมย้ำว่า การบังคับใช้กฎหมายต้องมาคู่กับแรงจูงใจ โดยอธิบายเชิงบริบทด้วยภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มจาก 2–3 แสนเป็นราว 5 แสนบาทต่อครัวเรือน ใช้เป็นเหตุผลว่ามาตรการต้องทำให้คนอยู่ได้จริง

  • การค้าโลก ห่วงโซ่ “ข้าว”

พร้อมเสนอให้รัฐเปิดทางเอกชนร่วมลงทุนกับเกษตรกรในการแปรรูป พร้อมการตลาดเชิงเรื่องราว/แบรนดิ้งระดับโลก (storytelling) ยกตัวอย่างการต่อยอดข้าวไปเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์หรือผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและเชื่อมกับวัฒนธรรม/การท่องเที่ยว เพื่อให้ข้าวหลุดจากการเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ด้านมาตรฐาน พรรคไม่ได้ตอบวิธีลดต้นทุนมาตรฐาน แต่เสนอการใช้ระบบรัฐบาลดิจิทัลและการรวมศูนย์ข้อมูลภาครัฐเพื่อตรวจสอบย้อนหลังและลดปัญหาแอปจำนวนมากที่ไม่เชื่อมกัน ซึ่งสอดคล้องกับคำตอบ “เลิก/ลด–เพิ่ม/ลงทุน” ที่พรรคระบุว่า จะลดการทำงานแบบไซโลของรัฐ และเพิ่มการบูรณาการใช้ทรัพยากรร่วมกัน สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคเน้น “ความจริงจังเรื่องคาร์บอนเครดิต” โดยย้ำว่าต้องทำให้เกษตรกรเข้าใจชัดว่าได้ผลตอบแทนอะไรจากการเข้าระบบคาร์บอนเครดิต และยังเสนอแนวคิดตั้ง “ธนาคารกลาง” สำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ในความหมายของโครงสร้างกลางเพื่อรองรับตลาด

ไทยสร้างไทย : ชู “ความปลอดภัยอาหาร–การตรวจสอบนำเข้า–การผลิตในประเทศ”

ชวลิต วิชยสุทธิ์ พรรคไทยสร้างไทย เน้นประเด็น “ความปลอดภัยอาหาร–การตรวจสอบนำเข้า–การผลิตในประเทศ” โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสินค้านำเข้าบางแหล่ง และเสนอให้รัฐบูรณาการหน่วยงานตรวจสอบความปลอดภัยอาหารให้อยู่ในระบบเดียวพร้อมเครื่องมือที่เพียงพอ เพื่อทำให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อน ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตและการใช้สารเคมี

โดยระยะเร่งด่วนเสนอ พักหนี้เกษตรกร และกำกับการใช้ปุ๋ย/สารเคมีให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ส่วนระยะ 4 ปี เสนอให้บูรณาการนโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมให้เป็นระบบเดียวกันเพื่อลดต้นทุนและลดผลกระทบต่อสุขภาพ พร้อมผลักดันการตรวจสอบสารเคมีและสินค้านำเข้าเพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้ พรรคไม่ได้ระบุตัวเลขงบประมาณ โดยกล่าวเชิงหลักการว่านำงบฯ ที่สูญเสียจากคอร์รัปชันมาใช้ และไม่ได้ระบุ KPI เชิงตัวเลข

พรรคยังเสนอใช้มาตรการจูงใจผ่านกลไกสหกรณ์เป็นช่องทางหลัก สนับสนุนการนำเศษวัสดุไปทำปุ๋ยและชีวมวล และเสนอให้การบังคับใช้กฎหมายจริงจังไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมติดตาม ขณะที่ตลาดรองรับชีวมวล พรรคชี้ว่าควรพัฒนาไปพร้อมคุณภาพชีวิตประชาชน แต่ไม่ได้ระบุเป้าหมายตัวเลขการลดการเผาในเวทีนี้

  • อุตสาหกรรมแปรรูปยาง เพิ่มมูลค่า

ด้านการค้าโลก มองประเด็นห่วงโซ่ “ยางพารา” และเสนอให้สร้างอุตสาหกรรมแปรรูปยางในประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างงาน และลดการพึ่งพาต่างประเทศ โดยให้เหตุผลว่าปัญหาเชิงโครงสร้างคือไทยขายวัตถุดิบแต่ต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์ขั้นปลาย ซึ่งทำให้เสียโอกาสในซัพพลายเชน

ในประเด็นมาตรฐาน พรรคไม่ได้เสนอวิธีลดต้นทุนมาตรฐานแบบเฉพาะเจาะจง แต่เสนอให้รัฐบูรณาการหลายหน่วยงานเพื่อสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่ รวมถึงสินค้านำเข้า โดยเน้นว่าต้อง “ตรวจสอบย้อนกลับไปที่แปลงเกษตรกรได้” และควรออกแบบแรงจูงใจให้เกษตรกรที่ทำการผลิตปลอดสาร/ไม่ใช้สารเคมีได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น (เช่น ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะด้านอาหารปลอดภัย) ซึ่งสอดคล้องกับคำตอบเรื่อง “เลิก ลด–เพิ่ม ลงทุน” ซึ่งพรรคหวังให้ลดงบฯ/ภารกิจที่ซ้ำซ้อน ระหว่างหน่วยงานตรวจสอบ แล้วเพิ่มการบูรณาการเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคกล่าวถึงการออกแบบแรงจูงใจที่ “คุ้มค่าและปลอดภัย” และการทำสหกรณ์ให้เข้มแข็งเป็นฐานให้มาตรการสิ่งแวดล้อมเกิดผลจริง

ประชาชน : ชู ปฏิรูปเกษตรไทย “จำแนกตามศักยภาพ”

เดชรัต สุขกำเนิด ตัวแทนพรรคประชาชน เปิดเผย จะปฏิรูปเกษตรไทยด้วยแนวคิด “จำแนกตามศักยภาพ” มองว่าการหว่านเงินช่วยเหลือแบบเหมารวมคือการละลายงบประมาณ เสนอจัดกลุ่มเกษตรกรใหม่ พร้อมโยกงบเดิมมาจัดสรรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เสนอภาพรวมเชิงโครงสร้างที่เน้น “จำแนกเกษตรกรตามศักยภาพและช่วงชีวิต” และ “ย้ายงบฯ ไม่เพิ่มงบฯ” โดยให้เหตุผลว่าการช่วยเหลือแบบให้เปล่าโดยไม่จำแนกกลุ่มทำให้ทรัพยากรกระจายไม่เกิดผลลัพธ์ ในคำถามรายได้สุทธิและการลดความเสี่ยง พรรคเสนอ 4 กลุ่มเป้าหมาย เช่น กลุ่มสูงวัยติดหนี้ กลุ่มรายย่อยที่ยังทำต่อได้ กลุ่มเชิงพาณิชย์ที่แข่งขันตลาดโลก และกลุ่มที่พร้อมเข้าสู่ตลาดพรีเมียม/แปรรูป และจัดชุดเครื่องมือเร่งด่วนแบบจำเพาะกลุ่ม ได้แก่

การแก้หนี้สำหรับเกษตรกรสูงวัย การสนับสนุนระบบน้ำรายละ 50,000 บาท การปรับเปลี่ยนพืช 2,000 บาทต่อไร่ และการปลูกไม้ยืนต้นเป็น“เงินออม” 30,000 บาทต่อไร่ สำหรับรายย่อย รวมถึงคูปองลดการเผา ใช้ปุ๋ยแม่นยำ 500 บาท/ไร่ การปลูกพืชหมุนเวียน 1,000 บาทต่อไร่ และสนับสนุนทำมาตรฐาน 5,000 บาทต่อราย

สำหรับกลุ่มเชิงพาณิชย์ ขณะที่ระยะ 4 ปี พรรควางการปฏิรูปทั้งระบบตั้งแต่พันธุ์พืช ดิน น้ำ มาตรฐาน งานวิจัย การแปรรูป ไปจนถึงดิจิทัลสำหรับติดตามและประเมินผล โดยระบุกรอบงบฯ ว่ามาจากการย้ายงบช่วยเหลือเดิมราว 50,000-100,000 ล้านบาทต่อปี และเสนอ KPI เชิงตัวเลข เช่น ผลผลิตเพิ่ม 5% ต้นทุนลด 10% รายได้เพิ่ม 10% และสัดส่วนครัวเรือนเกษตรยากจนลดลง 10%

ในประเด็นลดการเผา พรรคเสนอ “แยกมาตรการตามชนิดพืช” เพื่อให้ทำตามได้จริง เช่น ข้าวสนับสนุนผู้ให้บริการทางการเกษตรเพื่อไถกลบตอซัง พร้อมแรงจูงใจ 250 บาท/ไร่ อ้อยสนับสนุนเครื่องจักรหลังเก็บเกี่ยว และข้าวโพดสนับสนุนงานวิจัยเครื่องจักรสำหรับพื้นที่ลาดชัน โดยวางหลักให้ “ตลาดรองรับก่อน แล้วค่อยขยายการบังคับใช้” และจัดลำดับการใช้เศษพืชจากมูลค่าสูงไปต่ำ (อาหารสัตว์ → บำรุงดิน/ปุ๋ยชีวภาพ → เชื้อเพลิงชีวภาพ) พร้อมเป้าหมายเชิงตัวเลขว่าใน 2–3 ปีให้ลดการเผาเข้าใกล้ศูนย์ (near zero)

ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่“ข้าว” และเสนอการวางตำแหน่งข้าวไทยให้หลุดจากตลาด commodity ผ่านบทบาทหลายมิติ ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหารยามวิกฤต ข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวพรีเมียม และการแปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (เช่น อาหารสุขภาพ/ผลิตภัณฑ์อื่นที่ต่อยอดคุณค่าจากข้าว) ขณะเดียวกัน ในประเด็นมาตรฐาน พรรคเสนอ “คูปองสนับสนุนค่าตรวจรับรองมาตรฐาน” (เช่น GAP/อินทรีย์) 5,000 บาทต่อราย และเสนอพัฒนาระบบนิเวศผู้ตรวจรับรองให้มีจำนวนการแข่งขันเพิ่มขึ้น พร้อมระบบตรวจสอบป้องกันการสวมสิทธิ์ ในมิติ “เลิก/ลด–เพิ่ม/ลงทุน” พรรคระบุว่าจะลดเงินอุดหนุนแบบให้เปล่าขนาดใหญ่ และเพิ่มการลงทุนด้านสิทธิในที่ดินผ่านกองทุนพิสูจน์สิทธิ 10,000 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาภายใน 4 ปี รวมถึงลงทุนด้านคุณภาพดิน (ลดเผา ใช้ปุ๋ยแม่นยำ ปลูกพืชบำรุงดิน) ส่วนรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคแจกแจงเป็น 4 ช่องทาง รายได้จากทรัพยากรในพื้นที่ สมุนไพร การลดความเสี่ยงและต้นทุน และรายได้จากการตรวจรับรอง และเสนออุดหนุนโดยตรงเพื่อทำให้ทั้ง 4 ช่องทางเกิดขึ้นได้จริง

ประชาธิปัตย์ : ชู “สหกรณ์ เป็นกลไกกลาง”

จิรวัฒน์ จังหวัด ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เสนอแนวทางที่ให้ “สหกรณ์เป็นกลไกกลาง” ในหลายประเด็น โดยมองว่าสหกรณ์สามารถยกระดับรายได้ของเกษตรกรรายย่อยได้ทั้งเชิงเศรษฐกิจและการกำกับมาตรฐาน ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นสหกรณ์ และเสนอการปฏิรูป 4 ปีให้สหกรณ์มีลักษณะใกล้องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ผ่านการรวมกลุ่มสหกรณ์หลายพื้นที่เพื่อเพิ่ม market size ความหลากหลายสินค้า และอำนาจต่อรอง พร้อมใช้ “ประกันราคา” ควบคู่ระบบดิจิทัลลักษณะ Agricultural ID เพื่อกำกับข้อมูลการผลิต/การจำหน่ายจริงและป้องกันการสวมสิทธิ์ ทั้งนี้ ไม่ได้ระบุมาตรการเร่งด่วนใน 100 วัน งบประมาณ และ KPI เชิงตัวเลขในเวทีนี้

ประเด็นลดการเผา พรรคคงแนวคิด “กำกับผ่านสหกรณ์และปลายน้ำ” โดยให้สหกรณ์ทำหน้าที่ถ่ายทอดเงื่อนไข “ไม่เผา” ไปยังสมาชิก รวบรวมผลผลิตและควบคุมคุณภาพ พร้อมเสนอการบังคับใช้แบบเป็นธรรมผ่านเงื่อนไขการรับซื้อ (เช่น ไม่รับหรือจำกัดสัดส่วนผลผลิตที่มาจากการเผา) โดยให้ผู้ควบคุมในพื้นที่/กลไกสหกรณ์เป็นตัวกลาง นอกจากนี้ พรรคเสนอการใช้ข้อมูลดาวเทียมและจุดความร้อนเชื่อมกับระบบ Agricultural ID และเชื่อมสิทธิทางนโยบาย การขายผลผลิต/เข้าร่วมโครงการรัฐบางประเภท กับการขึ้นทะเบียน/มี ID เพื่อเพิ่มแรงจูงใจเชิงระบบ อย่างไรก็ดี พรรคไม่ได้ระบุเป้าหมายตัวเลขการลดการเผาในเวทีนี้

ในด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “มะพร้าวน้ำหอม” และเสนอการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการรับรองแหล่งกำเนิด อัตลักษณ์พื้นที่แนวทาง GI/AOP/TPO ในความหมายของการยืนยันความเป็น “ของแท้จากพื้นที่” เพื่อสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพและทำให้ขายได้ราคาสูงอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับคำตอบเรื่องมาตรฐานที่เสนอให้ “สหกรณ์เป็นกลไกกลาง” ในการตรวจสอบคุณภาพและทำหน้าที่ผู้ส่งออก ช่วยลดต้นทุนการรับรองรายบุคคลและทำให้การควบคุมมาตรฐานเกิดในระดับกลุ่มได้ง่ายขึ้น ภายใต้งบฯ จำกัด พรรคระบุว่าอยากลดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ซ้ำซ้อนเกินจำเป็น

โดยเฉพาะโครงการที่ใช้งานต่ำ แล้วนำงบฯ ไปสนับสนุนโลจิสติกส์และการเดินรถ การขนส่งสินค้าเกษตร โดยยกข้อมูลประกอบว่าการขนส่งทางรางมีสัดส่วนราว 14–15% และยังมีศักยภาพเพิ่มเพื่อลดต้นทุนแข่งขัน ส่วนรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคเสนอเครื่องมือ “พันธบัตรป่าไม้” เพื่อให้ผู้ปลูกป่ามีรายได้ระยะยาว โดยอธิบายในลักษณะทำให้ผู้ปลูกเป็นผู้ดูแลพนักงานและได้รับค่าตอบแทนต่อเนื่อง

พลังประชารัฐ : เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป

บุรินทร์ สุขพิศาล ตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ เสนอกรอบที่ให้ความสำคัญกับการ “เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป” และการจัดโครงสร้างตลาด โดยเชื่อมทั้งนโยบายด้านปัจจัยการผลิต เช่น แนวคิดปุ๋ยคนละครึ่งพลัส ผลิตปุ๋ยเอง เขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการเกษตรเพื่อการแปรรูป และเครื่องมือด้านตลาด เช่น ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดเป้าหมายเป็นเกษตรกรพืชเศรษฐกิจที่เผชิญความผันผวนราคา

โดยระยะสั้นเสนอการบริหารจัดการอุปสงค์–อุปทานผ่านการบังคับใช้กฎหมาย การประสานงานรัฐ และการเจรจากับผู้มีอำนาจกำหนดราคา รวมถึงการควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย/เถื่อน ส่วนระยะ 4 ปี พรรคกล่าวถึงการปรับโครงสร้างตลาดให้สะท้อนกลไกเศรษฐศาสตร์ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ ลดอำนาจผูกขาด และเจรจาต่างประเทศเพื่อเพิ่มอุปสงค์ ทั้งนี้ พรรคไม่ได้ระบุงบประมาณและ KPI เชิงตัวเลขสำหรับรายได้สุทธิในเวทีนี้

ประเด็นลดการเผา พรรคเชื่อมโยงกับแนวคิด “clean air economy” และตลาดคาร์บอน โดยเสนอผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดเป็นฐานของการบังคับใช้ พร้อมสร้างตลาดรองรับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และเชื่อมแหล่งทุน/กองทุนสีเขียวระดับโลกเข้ากับผลผลิตที่ไม่เผา ในส่วนตัวเลข พรรคยก“ตัวอย่าง KPI” เช่น ลดจำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐาน 50% หรือทำให้เศรษฐกิจอากาศสะอาดเติบโต 10% ต่อปี

ในมิติการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่“ปาล์มน้ำมัน” และเสนอการทำเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการแปรรูป โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ เชื่อมอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีเพื่อผลิตสินค้ามูลค่าสูง เช่น เชื้อเพลิงอากาศยาน น้ำมันหล่อลื่น และเคมีภัณฑ์ เพื่อยกระดับไทยเป็นฐานอุตสาหกรรมชีวภาพในซัพพลายเชนโลก ด้านมาตรฐาน พรรคเสนอเพิ่มจำนวนหน่วยงานรับรอง (certifying bodies) และลดต้นทุนการรับรองผ่านการรวมกลุ่มในรูปแบบแปลงใหญ่ พร้อมให้รัฐเป็นผู้สร้างระบบรับรองและกำหนดบทบาทของผู้เกี่ยวข้องให้ชัด เกษตรกร โรงงาน หน่วยรับรอง

ส่วนนโยบาย “เลิก ลด เพิ่ม ลงทุน” พรรคเสนอให้ลดกฎหมาย/มาตรการที่คุ้มครองอุตสาหกรรมหรือพืชบางชนิดจนเกิด “comfort zone” และเพิ่มการส่งเสริมการแข่งขัน การแปรรูป และการพัฒนาไปสู่สินค้าอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดรับกับคำตอบรายได้จากสิ่งแวดล้อมที่เน้นการผลิตอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การทำไบโอชาร์ และการทำมาตรฐานเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในตลาด

เพื่อไทย : แก้ปัญหาเกษตรไทยแบบต้นน้ำ-ปลายน้ำ

พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ ตัวแทนพรรคเพื่อไทย เสนอแนวทางแก้ปัญหาเกษตรแบบ “ต้นน้ำ–ปลายน้ำ” โดยต้นน้ำเน้นการลดต้นทุนและยกระดับข้อมูลการผลิต เช่น ปลูกถูกพันธุ์ ใส่ปุ๋ยถูกสูตร ตรวจดิน ทำแผนที่ดิน soil map และใช้คูปองปัจจัยการผลิต ส่วนปลายน้ำเน้นเทคโนโลยี มาตรฐาน และการปรับกติกา/กฎหมายให้เอื้อต่อเกษตรกรรายย่อยและ SME เพื่อเปลี่ยนจากสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำสู่มูลค่าเพิ่มสูง ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรรายย่อยหนี้สูง ยกตัวอย่างหนี้เฉลี่ยราว 500,000 บาท และเกษตรกรอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยระยะเร่งด่วน 100 วันเสนอการปลดหนี้ พักหนี้เพื่อให้เกษตรกร “ตั้งหลัก” ก่อน

ขณะที่ระยะ 4 ปีเสนอ “ประกันกำไรสินค้าเกษตร” ระดับ 30% ควบคู่ระบบคูปองปัจจัยการผลิต โดยมีเงื่อนไขให้ขึ้นทะเบียน ตรวจดิน และใช้พันธุ์ สูตรปุ๋ยที่เหมาะสม เพื่อสร้างฐานข้อมูลภาคเกษตรไปพร้อมกับการยกระดับอุตสาหกรรม พรรคระบุกรอบงบประมาณราว 40,000 กว่าล้านบาท และให้เหตุผลว่าต่ำกว่านโยบายในอดีตที่ใช้งบมากกว่า 70,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี พรรคไม่ได้ระบุ KPI เชิงตัวเลขชัดเจนในเวทีนี้

ในประเด็นลดการเผา พรรคย้ำการใช้“แรงจูงใจผ่านระบบข้อมูล” โดยผูกการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิประกันกำไรกับเงื่อนไขการผลิต และเสนอใช้เทคโนโลยี ทรัพยากรร่วม เช่น เครื่องจักรและจุลินทรีย์ เพื่อช่วยไถกลบตอซัง พร้อมระบุว่าการบังคับใช้ควรมาคู่กับการสนับสนุน ไม่ใช้บทลงโทษอย่างเดียว และให้ “รางวัล” กับเกษตรกรที่ไม่เผาผ่านราคาที่สูงขึ้นหรือโอกาสในตลาดมาตรฐาน ทั้งนี้ พรรคไม่ได้ระบุเป้าหมายตัวเลขการลดการเผาโดยตรง

ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่“ข้าว” และเสนอการยกระดับเป็น “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และงานวิจัยตลอดห่วงโซ่ (Farm to Fork) โดยมองกติกาใหม่ เช่น CBAM เป็นโอกาสให้ข้าวไทยผ่านกำแพงการค้าและขายได้ราคาสูงขึ้นในตลาดพรีเมียม ขณะที่คำตอบเรื่องมาตรฐาน พรรคเสนอให้รัฐทำหน้าที่ enabler เพื่อลดต้นทุนมาตรฐานใหม่ที่มีต้นทุนสูง เช่น กระบวนการ MRV) และพัฒนาระบบ One Stop Service เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการรับรอง รายงานข้อมูล สอดรับกับคำตอบเรื่องงบประมาณที่พรรคเสนอ “เลิก ลด” การช่วยเหลือแบบแจกแบบหว่านและการอุดหนุนไม่มีเป้าหมาย แล้ว“เพิ่ม ลงทุน” ด้านข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานภาคเกษตร โดยยกตัวอย่างแนวโน้มการใช้งบด้านข้าวที่ลดลงจากราว 80,000 ล้านบาท (พ.ศ. 2565) เหลือราว 50,000 ล้านบาท (พ.ศ. 2567) เพื่อชี้ทิศทางการปรับงบ สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคกล่าวถึงการส่งเสริม “มาตรฐานคาร์บอน” และการระดมทุนผ่านพันธบัตรสีเขียวเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน

รวมไทยสร้างชาติ : ลดต้นทุนผ่านปัจจัยการผลิต

ชวลิต วิชยสุทธิ์ ตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ นำเสนอแนวทางที่ให้น้ำหนักกับการลดต้นทุนผ่าน “ปัจจัยการผลิต” และการจัดโครงสร้างกำกับดูแลในห่วงโซ่สินค้าเกษตร โดยเฉพาะประเด็นปุ๋ยและพืชเศรษฐกิจบางชนิด พรรคเสนอให้รัฐลงทุนผลิต “ปุ๋ยรัฐ” ครบห่วงโซ่ เช่น NPK เพื่อทดแทนการนำเข้า ลดต้นทุนเกษตรกร และลดอำนาจทุนผูกขาด รวมถึงเสนอให้รัฐควบคุมราคาปุ๋ยไม่ให้ทุนกำหนดราคาเพียงฝ่ายเดียว ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรในระบบตลาดที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนปุ๋ยสูงและการผูกขาด แต่ไม่ได้ระบุมาตรการเร่งด่วน 100 วัน งบประมาณ และ KPI เชิงตัวเลขในเวทีนี้

ในประเด็นลดการเผา พรรคเสนอโมเดลที่ใช้ “อำนาจรัฐปลายน้ำ” และบทบาทโรงงานเป็นกลไกตัดวงจร โดยระยะแรกเสนออัดฉีดสนับสนุนการรับซื้อผลผลิตสด ไม่เผา เพื่อเปลี่ยนแรงจูงใจของเกษตรกร พร้อมอธิบายว่าการเผามักเกิดจากต้นทุนแรงงานและความสะดวก

ขณะเดียวกัน พรรคเสนอการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเฉพาะจุดผ่านหน่วยงานกำกับปลายน้ำ ยกตัวอย่างการใช้กฎหมายความปลอดภัย เช่น การสั่งปิดโรงงานชั่วคราว เมื่อพบการรับซื้ออ้อยเผาเกินควร และเสนอให้โรงงานทำหน้าที่ “ตัดตลาด” ของผลผลิตที่มาจากการเผา พรรคยกเป้าหมายเชิงตัวเลขจากกรณีอ้อยว่า ลดสัดส่วนอ้อยเผาจากราว 60% เหลือราว 30% และต่อเนื่องจนเหลือราว 14% พร้อมอธิบายว่าช่วงเข้มงวดมีสภาพ “ท้องฟ้าบลูสกาย” อย่างไรก็ตาม ในคำตอบนี้ยังไม่ได้ขยายกลไกเดียวกันไปยังพืชอื่นอย่างเป็นระบบ

ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ปาล์มน้ำมัน” และเสนอการออก “กฎหมายปาล์มน้ำมันเฉพาะ” เพื่อกำกับทั้งระบบแบบอุตสาหกรรมอ้อย–น้ำตาล ตั้งแต่การจัดสัดส่วนรายได้ ยกตัวอย่าง 70% เกษตรกร 30% โรงงาน ไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำมูลค่าสูง โอเลโอเคมี เช่น เครื่องสำอาง ผงซักฟอก เคมีภัณฑ์ขั้นสูง และเชื่อมกับภาคพลังงานเพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่ประเด็นมาตรฐาน พรรคไม่ได้ตอบวิธีลดต้นทุน/ระบบตรวจสอบย้อนกลับโดยตรง แต่กล่าวถึงความจำเป็นของการรองรับมาตรฐานต่างประเทศ เช่น EUDR/ฮาลาล เพื่อเปิดตลาด และเน้นบทบาทการพัฒนาทักษะแรงงาน/สถาบันการศึกษา ส่วน “เลิก ลด เพิ่ม ลงทุน” พรรคเสนอให้ลดการแทรกแซงเชิงการเมืองในโครงสร้างกำกับสินค้าที่ซับซ้อน ยกตัวอย่างปาล์มน้ำมัน และเพิ่มการลงทุนให้รัฐมีบทบาทผลิตปุ๋ยเองโดยอาศัยทรัพยากรภายในประเทศ สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคเสนอส่งเสริมการปลูกข้าวแบบ “เปียกสลับแห้ง” เพื่อลดการปล่อยก๊าซ และเสนอให้กลไกด้านการคลังของรัฐเป็นผู้กำกับดูแลการซื้อขายคาร์บอนเครดิต

เศรษฐกิจ : เพิ่มรายได้เกษตรกร ผ่านการเปลี่ยนตำแหน่งในห่วงโซ่มูลค่า

อภิรัฐ คงชนะกุล ตัวแทนพรรคเศรษฐกิจ เสนอแนวคิดเชิงโครงสร้างที่มองการเพิ่มรายได้เกษตรกรผ่าน “การเปลี่ยนตำแหน่งในห่วงโซ่มูลค่า” โดยเฉพาะการลดบทบาทคนกลาง การรวมเกษตรกรเข้าสู่นิคม เขตอุตสาหกรรมการเกษตร และการยกระดับโลจิสติกส์เชื่อมตลาดต่างประเทศ ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นภาคเกษตรเพื่อการส่งออก ยกตัวอย่างตลาดจีน และเสนอระยะ 4 ปีให้ปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระหว่างประเทศผ่านความร่วมมือโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบรางความเร็วสูง การค้าสินค้าเกษตรล่วงหน้า และการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดและลดต้นทุนขนส่ง โดยตั้งเป้าเชิงผลลัพธ์ว่า “รายได้ภาคเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 เท่า” ทั้งนี้ ไม่ได้ระบุเครื่องมือเร่งด่วน 100 วันและกรอบงบประมาณในเวทีนี้

ในประเด็นลดการเผา พรรคมองว่าเป็น“ผลของโครงสร้างรายได้” มากกว่าพฤติกรรมรายบุคคล จึงเสนอการดึงเกษตรกรเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อให้เข้าถึงเครื่องจักร เทคโนโลยี และตลาดปลายน้ำ พร้อมแนวคิดเพิ่ม “ส่วนแบ่งรายได้ของเกษตรกร” จากระดับประมาณ 10–15% ของมูลค่าทั้งห่วงโซ่ไปสู่ 50–60% และใช้กลไกตลาด อุตสาหกรรมรองรับเศษพืชและมูลเกษตรไปสู่พลังงานหรืออุตสาหกรรมควบคู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยระบุว่าการบังคับใช้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอหากโครงสร้างรายได้ไม่เปลี่ยน

ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “กุ้ง” และเสนอการใช้ข้อตกลงการค้าและโลจิสติกส์เชื่อมตลาดจีน (รวมถึงแนวคิดขนส่งกุ้งสดให้ถึงตลาดภายใน 1 วัน เพื่อยกระดับเป็นผู้ส่งออกกุ้งพรีเมียม ขณะที่มาตรฐาน พรรคเสนอการทำมาตรฐานร่วมกันผ่านนิคม ลดต้นทุนต่อราย และแนวทางตรวจสอบย้อนกลับผ่านความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า โดยให้ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศปลายทางเข้ามาตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางการผลิต เพื่อลดความเสี่ยงถูกปฏิเสธสินค้าในปลายทาง ภายใต้งบจำกัด พรรคเสนอให้“เลิก ลด” การแทรกแซงราคาที่ไม่สอดคล้องกลไกตลาดและลดอำนาจผูกขาดของพ่อค้า นายทุนท้องถิ่น แล้ว “เพิ่ม ลงทุน” เทคโนโลยี องค์ความรู้ และโลจิสติกส์ผ่านนิคมและระบบราง สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคย้ำว่า ควรเดินคู่กับเศรษฐกิจ และเสนอการสร้าง“แบรนด์ประเทศไทย” เพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมแนวคิดขยายการสร้างนิคมการเกษตรในหลายพื้นที่ ทุกจังหวัด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

"ทรัมป์" เตือนอิหร่านเหลือเวลา 48 ชม. เปิดช่องแคบฮอร์มุซ

46 นาทีที่แล้ว

อัปเดตราคาน้ำมัน 5 เม.ย.หลังปรับขึ้นดีเซลลิตรละ 2.80 บาท พรีเมียม 6.50 บาท

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เสียงสะท้อนผู้เชี่ยวชาญ-สื่อไทย พบข่าวปลอมโลกปี 68 ที่ผ่านมา “ยังน่ากลัว-ยากจะหยุดยั้ง”

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“เหนือจมฝุ่น” ระดับสีแดง ประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยไม่ครอบคลุมแก้ปัญาหาได้เพียงบางส่วน

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...