ข่าวจริง ภาพตู้ ATM “จัดไฟ-ฉากหลัง” ช่วยสแกนหน้าไทยช่วยไทยพลัส ที่ดอยเต่า เชียงใหม่
Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาของข่าวจริงจาก: Facebook
[caption id="attachment_12762" align="aligncenter" width="706"]
ภาพบัญชีเฟซบุ๊กโพสต์ภาพตู้ ATM โดยในภาพมีข้อความว่า “สแกนหน้า ตู้กรุงไทย รับสิทธิไทยช่วยไทยพลัส สาขาดอยเต่า บริการประชาชน”[/caption]
Thai PBS Verify พบบัญชีเฟซบุ๊กโพสต์ภาพตู้ ATM โดยในภาพมีข้อความว่า “สแกนหน้า ตู้กรุงไทยรับสิทธิไทยช่วยไทยพลัส สาขาดอยเต่า บริการประชาชน” พร้อมข้อความระบุว่า “สุดยอด การบริการ ตู้ATM กรุงไทย อำเภอดอยเต่า จ.เชียงใหม่ จัดเต็ม “เซทไฟ-ฉากหลัง” ช่วยชาวบ้านสแกนหน้ายืนยันตัวตน ไทยช่วยไทยพลัส เริ่ดจริงๆ”ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีการแสดงความรู้สึก 546 ครั้ง
ตู้ ATM กรุงไทย อำเภอดอยเต่า จ.เชียงใหม่ จัดเต็ม “เซทไฟ-ฉากหลัง” จริงหรือไม่ ?
Thai PBS Verify ใช้เครื่องมือตรวจสอบภาพด้วย Google Lens พบว่าภาพดังกล่าวไปตรงกับโพสต์ ที่ว่าการอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ที่มีการกล่าวถึง นายมนัส ชมภูพื้น นายอำเภอดอยเต่ามอบหมายปลัดอำเภอ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านสันติสุข ร่วมกับ ร้านศิริเภสัช ร้าน 7-11 สาขาดอยเต่า อำนวยความสะดวกประชาชนในการยืนยันตัวตน การลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส
[caption id="attachment_12763" align="aligncenter" width="1936"]
ภาพเปรียบเซตไฟหน้าตู้ ATM จากโพสต์ (ซ้าย) และจากเพจเฟสบุ๊ก ที่ว่าการอำเภอดอยเต่า เชียงใหม่(ขวา)[/caption]
[caption id="attachment_12764" align="aligncenter" width="928"]
ภาพบัญชีเฟซบุ๊กโพสต์ภาพตู้ ATM โดยในภาพมีข้อความว่า “สแกนหน้า ตู้กรุงไทย รับสิทธิไทยช่วยไทยพลัส สาขาดอยเต่า บริการประชาชน”[/caption]
ต่อมาทาง Thai PBS Verify ได้ทำการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ กับนาย วิชญะ เขมจิรานนท์ ปลัดอำเภอ หัวหน้าหน่วยงานบริหารปกครอง รักษาการแทนนายอำเภอดอยเต่า ยืนยันว่า การจัดเซ็ตไฟและฉากหลังบริเวณตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย เพื่อช่วยประชาชนสแกนหน้ายืนยันตัวตนในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นการดำเนินการจริง โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. 69 ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดลงทะเบียน และจะอำนวยความสะดวกไปจนถึงวันที่ 29 พ.ค. 69 ทั้งนี้ เนื่องจากในพื้นที่ไม่มีสาขาธนาคารกรุงไทย มีเพียงตู้ ATM ประกอบกับในช่วงแรกพบปัญหาแสงสะท้อนและสภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการสแกนใบหน้า เจ้าหน้าที่จึงได้จัดเตรียมอุปกรณ์และปรับสภาพพื้นที่ เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถยืนยันตัวตนได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
ปัญหาที่พบในการยืนยันตัวตนผ่านตู้ ATM ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ?
ทั้งนี้ ในช่วงเปิดลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส พบว่าประชาชนบางส่วนที่ไม่คุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยี ได้เดินทางมารอที่หน้าธนาคารกรุงไทยตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อขอความช่วยเหลือในการยืนยันสิทธิ เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเองได้ โดยมีทั้งวัยทำงานและผู้สูงอายุ ส่งผลให้มีผู้มาใช้บริการเป็นจำนวนมาก จนล้นออกนอกอาคาร รวมถึงบริเวณตู้บริการอัตโนมัติ ซึ่งพบปัญหาหลัก ๆ ดังนี้
- สแกนใบหน้าไม่ผ่านโดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ใบหน้าเปลี่ยนไปจากข้อมูลเดิม ทำให้ระบบไม่สามารถยืนยันตัวตนได้
- ข้อมูลไม่ตรงกับระบบเช่น เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ เปลี่ยนเครื่องใหม่ หรือข้อมูลในแอป “เป๋าตัง” ไม่อัปเดต
- ใช้งานเครื่องไม่คล่องผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี ทำให้ทำขั้นตอนผิด หรือไม่มั่นใจในการดำเนินการ
- เครื่องรองรับคนจำนวนมากไม่ไหวช่วงเปิดลงทะเบียนวันแรก มีคนใช้งานจำนวนมาก ทำให้คิวแน่น เครื่องทำงานช้า หรือเกิดความหน่วง
- ระบบขัดข้องชั่วคราวบางช่วงระบบล่มหรือไม่เสถียร ทำให้ต้องรอหรือทำรายการใหม่
รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างไร
เพื่อรองรับปัญหาที่เกิดขึ้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (โดยเฉพาะธนาคารกรุงไทย) ได้ดำเนินการแก้ไข ดังนี้
- เพิ่มศักยภาพระบบรองรับผู้ใช้งานปรับเพิ่มความสามารถของระบบจากประมาณ 300,000 เป็น 700,000 รายการต่อวินาที ลดปัญหาหน่วงและล่ม
- เปิดจุดช่วยเหลือที่สาขาธนาคารให้ประชาชนที่ยืนยันตัวตนไม่ได้ สามารถเข้ารับบริการจากเจ้าหน้าที่โดยตรง
- เจ้าหน้าที่ช่วยลงทะเบียน/ยืนยันตัวตนโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ไม่ถนัดใช้เทคโนโลยี
- เพิ่มช่องทางยืนยันตัวตนไม่จำกัดเฉพาะตู้ ATM แต่สามารถทำผ่านแอป “เป๋าตัง” หรือที่สาขาธนาคาร
- ขยายเวลาหรือให้รอผลตรวจสอบสำหรับผู้ลงทะเบียนใหม่ ระบบจะตรวจสอบสิทธิภายใน 3 วัน เพื่อลดความแออัดในช่วงแรก
สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นมาตรการของรัฐบาลที่จัดขึ้นเพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยใช้รูปแบบการร่วมจ่ายระหว่างรัฐและประชาชนในสัดส่วน 60:40 คือรัฐสนับสนุน 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% ภายใต้วงเงินสูงสุด 4,000 บาทต่อคน แบ่งใช้จ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 69 เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนในช่วงวันที่ 25–29 พ.ค. 69 เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 69 และสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 ก.ย. 69 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศ