โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พลวัตสื่อสันติภาพ: การฟื้นคืนประวัติศาสตร์ ‘คลื่นวิทยุมลายูถิ่น’ และ ‘เครือข่ายช่างภาพสันติภาพ’ (3)

Thai PBS

อัพเดต 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

การฟื้นคืนประวัติศาสตร์ “คลื่นวิทยุมลายูถิ่น” และ “เครือข่ายช่างภาพสันติภาพ”

หากต้องบันทึกสื่อสันติภาพร่วมสมัยชายแดนใต้/ปาตานี ยังต้องกล่าวถึงตัวแสดง 2 ส่วนที่ทำหน้าที่เป็นดั่ง สะพานเชื่อมสันติภาพ และ ภาพแทนชีวิตไร้คำพูด ซึ่งต้องปักหมุดไว้ในประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน

1. เครือข่ายนักจัดรายการวิทยุภาคภาษามลายู: “แคมเปญแห่งการใคร่ครวญ”

วิทยุชุมชนและคลื่นวิทยุภาษามลายูถิ่นนับเป็น เส้นเลือดฝอย ของระบบนิเวศสื่อสารปาตานี ท้องถิ่นปาตานีมีนักจัดรายการวิทยุ (DJ) มลายูชุมชนหลายร้อยคนที่มีผู้ฟังอย่างเหนียวแน่น แต่ละคนทำหน้าที่เชื่อมต่อสังคมในสภาวะสงคราม แต่ข้อจำกัดอันแสนรัดตัวได้เกิดขึ้นหลังจากการรัฐประหาร ปี 2557 เมื่อ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งเข้มข้นให้ควบคุมสถานีวิทยุชุมชนทั้งหมดในฐานะภัยต่อความมั่นคง

ทว่า ในช่วงกลางปี 2558 เครือข่ายนักจัดรายการวิทยุภาคภาษามลายูชายแดนใต้ นำโดยสถานีวิทยุ มีเดียสลาตัน ร่วมกับปราชญ์ท้องถิ่นและเครือข่ายนักส่งเสริมกระบวนการสันติภาพ ได้ก่อการเคลื่อนไหวสำคัญภายใต้ชื่อแคมเปญ รอมฎอนแห่งการใคร่ครวญ (Ramadhan for Contemplation)

  • การเชื่อมคลื่นสัญญาณทลายการปิดกั้น: เครือข่ายดีเจมลายูกว่า 40 สถานี ตัดสินใจก้าวข้ามความหวาดกลัวคำสั่ง คสช. ดำเนินการออกอากาศส่งสัญญาณเชื่อมต่อข้อมูลข้ามเครือข่าย เพื่อรณรงค์ให้เดือนรอมฎอนเป็นเดือนแห่งความร่วมใจในการละเว้นความรุนแรง

  • การปฏิรูปสัญญะทางศาสนา: เครือข่ายวิทยุได้เชิญผู้นำศาสนารวมถึงบุคคลในขบวนการเคลื่อนไหวฯ มากล่าวเน้นย้ำถึงแนวคิด “สุนทรียศาสตร์และจิตวิญญาณแห่งการยุติความโกรธแค้นในอิสลาม” คลื่นเสียงภาษามลายูนี้ได้เปลี่ยนน้ำเสียงและบรรยากาศในหมู่บ้านชนบทจากอาการตื่นตระหนกรายวันมาสู่การสะท้อนย้อนคิดและเกิดแรงกดดันทางสังคมแก่ผู้ถืออาวุธทุกฝ่ายให้หยุดการเข่นฆ่าในช่วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์

2. เครือข่ายช่างภาพชายแดนใต้ (DSP)

บทบาทของ เครือข่ายช่างภาพชายแดนใต้ (Deep South Photographers: DSP) ในฐานะ ผู้เปลี่ยนผ่านวาทกรรมด้วยภาพถ่าย (Visual Discourse Transformer) ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อปาตานี/ชายแดนใต้ สามารถอธิบายผ่านกรอบแนวคิดวารสารศาสตร์สันติภาพ (Peace Journalism) และทฤษฎีปฏิบัติการทางสัญญะ (Semiotic Action) ได้อย่างลุ่มลึกดังนี้

การเกิดขึ้นและการปฏิรูปกระบวนทัศน์ทางทัศนศิลป์ (Visual Paradigm Shift)

การจัดตั้งเครือข่ายช่างภาพชายแดนใต้ (DSP) เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW) และมูลนิธิซาซากาว่า (Sasakawa Peace Foundation) โดยมีการจัดตั้ง กองทุนช่างภาพข่าวอาสาชายแดนใต้ (Deep South Photojournalism Fund: DSPF) เพื่อสนับสนุนทรัพยากรให้แก่นักถ่ายภาพอาสาสมัครในพื้นที่

ก่อนการก่อตัวของเครือข่าย DSP ภูมิทัศน์ข้อมูลข่าวสารในพื้นที่ถูกครอบงำด้วย วารสารศาสตร์สงคราม (War Journalism) ที่เน้นส่งผ่านภาพความสูญเสียทางกายภาพแบบดิบเปลือย เช่น ภาพซากปรักหักพัง คราบเลือด และภาพศพ ซึ่งนักวิชาชีพสื่อในเครือข่ายสะท้อนว่า วิธีการแบบเดิมนี้มีแต่จะซ้ำเติมและโหมไฟความแค้นให้ระอุขึ้น

เครือข่าย DSP จึงได้ประกาศแนวคิด ภาพถ่ายช่วยดูแลและเล่าเรื่องบ้านตัวเอง (Take a photo, Take care of each other) เพื่อเปลี่ยนผ่านมุมมองแบบ คนนอกมองเข้ามา (Outside-in) ของสื่อส่วนกลาง มาสู่การเล่าเรื่องแบบ คนในส่งเสียงออกไป (Inside-out) โดยเปลี่ยนเครื่องมือต่อสู้จากปากกาและเสียงวิทยุมาเป็น เลนส์กล้อง ที่ไม่จำกัดเฉพาะกล้องระดับมืออาชีพ แต่รวมถึงกล้องโทรศัพท์มือถือของชาวบ้านทั่วไปด้วย

การคัดง้างและทำลายสิทธิผูกขาดการเล่าเรื่องของผู้ใช้ความรุนแรง (De-monopolizing the Violence Narrative)

ท่ามกลางสงครามข้อมูลข่าวสารคู่ขัดแย้งหลักทั้งสองฝ่ายต่างใช้ ภาพความรุนแรง เพื่อสถาปนาอำนาจและวาทกรรมของตนเอง :

  • ฝ่ายรัฐ: ใช้ภาพการปิดล้อมตรวจค้น คลังอาวุธที่ยึดได้ หรือปฏิบัติการทางทหารเพื่อแสดงความเหนือกว่าเชิงอำนาจและอธิบายสถานการณ์ภายใต้แว่นของความมั่นคง

  • ฝ่ายขบวนการต่อสู้ใต้ดิน: ปล่อยคลิปการซุ่มโจมตี ภาพความโหดร้าย และการทารุณกรรมเพื่อสถาปนา “อาณาจักรแห่งความกลัว” และสร้างความชอบธรรมให้กับการจับอาวุธกู้เอกราช

ปฏิบัติการของเครือข่าย DSP ได้เข้ามา ขัดขืนและรบกวนความสัมพันธ์ทางอำนาจเดิม (Disrupting Power Relationships) ผ่านการสร้างวาทกรรมภาพชุดทางเลือก (Counter-narrative Images) ช่างภาพในเครือข่ายเลือกที่จะ ไม่ถ่ายภาพศพหรือเลือด แต่ใช้มุมมองเชิงพหุวัฒนธรรมและสุนทรียศาสตร์ของแผ่นดินมลายูเพื่อถ่วงดุล (Balance) ภาพความรุนแรงกระแสหลัก ไม่ให้ภาพความรุนแรงผูกขาดการเล่าเรื่องในพื้นที่ความขัดแย้งฝ่ายเดียวอีกต่อไป

นอกจากนี้ การขยายตัวของกลุ่มยังนำไปสู่การจัดตั้ง กลุ่มช่างภาพสตรีเพื่อสันติภาพ (Bunga Raya Imagine Photographer) ที่นำโดยนักกิจกรรมหญิงและคนทำงานเยียวยาจิตเวช พวกเธอนำมุมมองที่อ่อนโยน อัตลักษณ์ความเป็นผู้หญิง และความละเอียดอ่อนทางเพศสภาพ (Gender lens) มาขับเคลื่อนภาพถ่ายเพื่อใช้เป็น เครื่องมือในการเยียวยาจิตใจ (Photography as Healing) ของผู้สูญเสียทั้งชาวพุทธและชาวมลายูมุสลิม ซึ่งเป็นการดึงการสื่อสารในพื้นที่ความขัดแย้งให้ออกห่างจากการครอบงำของเพศสภาพชายเป็นใหญ่ (Militarized Masculinity) ที่ขับเคลื่อนด้วยการทำลายล้าง

แคมเปญ “30 วัน ชีวิตในรอมฎอน” (Photo Peace) กับผลกระทบต่อการหยุดยิง

การจัดกิจกรรมและนิทรรศการภาพถ่าย “30 วัน ชีวิตในรอมฎอน” โดย เครือข่ายช่างภาพชายแดนใต้ ถือเป็นหนึ่งใน หมุดหมายประวัติศาสตร์สื่อแนวราบ ที่ใช้ปฏิบัติการทางวัฒนธรรมและทัศนศิลป์เข้ามารองรับและหนุนเสริมกระบวนการเจรจาในระดับนโยบายอย่างมีระบบ กิจกรรมนิทรรศการภาพถ่ายนี้ ถูกขับเคลื่อนขึ้นในช่วง พ.ศ. 2556 – 2557 โดยจุดเริ่มต้นที่แหลมคมที่สุดเกิดขึ้นภายหลังจากการลงนาม ฉันทามติทั่วไปว่าด้วยกระบวนการพูดคุยสันติภาพเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 (KL Agreement)

กิจกรรมนี้เกิดขึ้นในคาบเกี่ยวระหว่าง คณะพูดคุยฝ่ายไทยชุดที่ 1 และชุดที่ 2: คู่ขัดแย้งหลักบนโต๊ะเจรจา: เป็นการพูดคุยอย่างเป็นทางการระหว่าง รัฐบาลไทย (นำโดย พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช. ในชุดแรก และส่งไม้ต่อให้ พล.อ. อักษรา เกิดผล ภายใต้รัฐบาล คสช. ในชุดที่สอง) กับ ขบวนการ BRN (แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี นำโดย ฮัสซัน ตอยิบ) โดยมีประเทศมาเลเซียทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก ในปี 2556 โต๊ะเจรจา Track 1 ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการริเริ่ม “ริเริ่มรอมฎอนสันติภาพ” (Ramadan Peace Initiative) เพื่อลดเหตุรุนแรงและยุติการใช้อาวุธในช่วงเดือนศักดิ์สิทธิ์

ในบริบทที่โต๊ะเจรจา Track 1 พยายามหาข้อตกลงในการหยุดยิง แต่สื่อแนวราบและเครือข่ายช่างภาพ DSP มองว่า ข้อตกลงบนกระดาษจะไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้เลยหากขาด สภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อสันติภาพ (Peace Environment) จึงริเริ่ม การบันทึกภาพวิถีชีวิต 30 วัน ในช่วงเดือนรอมฎอน นำเสนอเรื่องราวพหุวัฒนธรรม ความสงบงามของประเพณี การเตรียมอาหารละศีลอด ความรักความผูกพันของคนในพื้นที่ และส่งสัญญาณกดดันให้คู่ขัดแย้งติดอาวุธทุกฝ่ายตระหนักถึงความต้องการที่แท้จริงของคนในพื้นที่

จากนั้นจึงนำภาพถ่ายเหล่านั้นมาจัดเป็น นิทรรศการภาพถ่ายสาธารณะในพื้นที่กลาง (Public Space Project) เช่น บริเวณลานมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ตลาดเก่า จ.ยะลา และลามมัสยิดกลางจังหวัดนราธิวาส ในช่วงเดือนมิถุนายน 2557

ผลลัพธ์จากการรณรงค์ผ่านภาพถ่ายสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ด้านสำคัญ ดังนี้:

  • ผลลัพธ์เชิงบวกในพื้นที่ (Humanization): ภาพถ่ายของเครือข่าย DSP สามารถ คืนความเป็นมนุษย์ (Rehumanization) ให้แก่คนมลายูมุสลิมในสายตาของคนนอกพื้นที่ได้สำเร็จ เป็นการคัดง้าง (Counter-narrative) กับวาทกรรมของสื่อกระแสหลักส่วนกลางที่มักรายงานภาพเชิงลบหรือภาพความเสียหายจากแรงระเบิดเพียงอย่างเดียว สังคมไทยได้รับรู้ว่า เดือนรอมฎอน ไม่ใช่เดือนแห่งการยกระดับความรุนแรงตามที่ฝ่ายความมั่นคงเคยตราหน้า แต่เป็นเดือนแห่งการอุทิศตนเพื่อจริยธรรมและความสงบ

  • การสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางความหมาย” (Safe Space in Public): การจัดนิทรรศการในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่เสมือนจริง เปิดโอกาสให้เกิด การอ่านภาพและสร้างบทสนทนาใหม่ ชาวบ้าน คนไทยพุทธ และมุสลิมสามารถเดินดูภาพและพูดคุยเรื่องกระบวนการสันติภาพร่วมกันได้ โดยลดทอนความหวาดกลัว ปรับเปลี่ยนประเด็นการเมืองที่ตึงเครียดให้กลายเป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกันในระดับแนวราบ

  • ความเปราะบางและบทเรียนทางยุทธศาสตร์: แม้การรณรงค์จะประสบความสำเร็จในการสร้างกระแสทางสังคม แต่ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติการทหารของ Track 1 กลับต้องเผชิญภาวะติดหล่ม เนื่องจากข้อตกลงรอมฎอนสันติภาพในปี 2556 เกิดการละเมิดข้อตกลงจากกองกำลังบางฝ่ายในพื้นที่ และเกิดการชะงักงันครั้งใหญ่หลังการรัฐประหารปี 2557

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการ รอมฎอนสันติภาพผ่านเลนส์กล้อง ของเครือข่ายช่างภาพชายแดนใต้ ได้กลายมาเป็นแม่แบบสำคัญ (Prototype) พิสูจน์ให้เห็นว่า ภาพถ่ายสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือต่อรองความรุนแรง และถูกส่งต่อเป็นมรดกทางความคิดให้แก่สื่อทางเลือกคลื่นลูกใหม่ในการขับเคลื่อน “วันสื่อสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี” ในทศวรรษต่อมา

วิเคราะห์ยุทธศาสตร์การต่อรองความรุนแรงของสื่อภาคประชาชน: ขีดความสามารถ ข้อจำกัด

การประเมินศักยภาพของสื่อภาคประชาชนในการต่อรองความรุนแรงเชิงยุทธศาสตร์ สามารถอธิบายผ่านกรอบแนวคิด ปฏิบัติการทางการสื่อสาร (Communicative Action) ของเจอร์เกน ฮาเบอร์มาส และ การกระทำเชิงภาษา (Speech Act) ของจอห์น เซิร์ล นักวิชาการในพื้นที่ได้พัฒนาเกณฑ์ในการประเมินประสิทธิภาพของการต่อสู้ต่อรองความหมายและการลดความรุนแรงไว้ 4 ระดับสำคัญ:

  • ระดับที่ 1: การถูกยอมรับในพื้นที่สาธารณะ (Accepted in Public Space) – สารหรือข้อเสนอของภาคประชาชนได้รับการจัดที่ทางให้แสดงออกได้อย่างกว้างขวาง ปลอดจากการข่มขู่คุกคาม

  • ระดับที่ 2: การถูกกล่าวถึงในสื่อสาธารณะ (Mentioned in Public Media) – ประเด็นที่ภาคประชาชนริเริ่มได้รับการนำเสนอต่อและให้คุณค่าทางสังคมโดยกลุ่มสื่อสารมวลชนหลัก

  • ระดับที่ 3: ถูกกล่าวถึงโดยคู่ความขัดแย้งหลัก (Mentioned by Party A and Party B) – ข้อเสนอเชิงนโยบายหรือประเด็นทางกฎหมายถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาโดยฝ่ายรัฐบาลไทยและขบวนการปฏิวัติปาตานี

  • ระดับที่ 4: นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมความรุนแรงโดยคู่ขัดแย้ง (Leading to Change/Reduction of Violence) – ความสำเร็จสูงสุดเมื่อคู่กรณีที่ถืออาวุธตกลงที่จะหยุดยิงหรือหลีกเลี่ยงการก่อเหตุกับเป้าหมายอ่อนแอตามข้อเรียกร้อง

1. การถอดบทเรียนกรณีศึกษาที่ต่อรองสำเร็จ การต่อรองความรุนแรงภายใต้บริบทกระบวนการสันติภาพสามจังหวัดชายแดนภาคใต้” ของ ผศ.สมัชชา นิลปัทม์ (2563) สามารถจำแนกและถอดบทบาทกลยุทธ์การต่อรองความรุนแรงของสื่อภาคประชาชน/ภาคประชาสังคมในพื้นที่ ออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ดังนี้

A. กลยุทธ์ “สู้เปิดหน้า” (Confrontational & Discourse Claim)

กลยุทธ์นี้คือปฏิบัติการสื่อสารที่เน้น การช่วงชิงความหมายและสร้างวาทกรรมผ่านชุดความรู้ เพื่อตอบโต้หรือคัดง้างกับวาทกรรมหลักของรัฐ โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ หลักสิทธิมนุษยชน หรือการกระทำเชิงภาษามาชนตรง ๆ ในพื้นที่สาธารณะ เพื่อบีบให้เกิดดุลอำนาจใหม่

ลักษณะการต่อรอง: เป็นการเปลี่ยนสถานะของพลเรือนจาก ผู้รับสาร/เหยื่อที่เฉื่อยชา มาเป็น ผู้ส่งสารที่กระตือรือร้น (Active Sender) โดยการนำเสนอข้อเท็จจริง วิทยาศาสตร์ หรือสถิติ เพื่อเปิดเผย มุมมืด หรือผลกระทบต่อพลเรือนมือเปล่าที่รัฐมักลดทอนให้เป็นเพียงอาชญากรรมทั่วไป หรือภัยแทรกซ้อน

กรณีศึกษา:

  • การรายงานสถิติของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch – DSW): ใช้ข้อมูลเชิงสถิติจากฐานข้อมูลภัยพิบัติ/เหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อชี้ให้เห็นว่าเหยื่อความรุนแรงกว่า 2 ใน 3 คือ พลเรือนมือเปล่า (Soft Target) ซึ่งเป็นการสู้เปิดหน้าด้วยชุดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อปฏิเสธคำอธิบายของรัฐ และบีบให้กระบวนการสันติภาพมีความชอบธรรม

  • การออกแถลงการณ์ร่วมกรณีเหตุการณ์เฉพาะหน้า: การวิเคราะห์ปฏิบัติการทางภาษา (Speech Act) ในห้วงวิกฤต เช่น กรณีการเสียชีวิตของสามีภรรยาที่บ้านตันหยง, เหตุระเบิดหน้า โรงเรียนตาบา, หรือ คาร์บอมบ์ห้างบิ๊กซี สื่อภาคประชาชนและเครือข่ายเฉพาะกิจเพื่อปกป้องพลเรือนฯ จะใช้ภาษาประเภท Representatives (การบอกกล่าว/เรียกร้อง) และ Directives (การออกคำสั่ง/จี้ให้ตรวจสอบ) ปะทะตรง ๆ กับทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายขบวนการเพื่อปกป้องเสรีภาพและชีวิตพลเรือน.

B. กลยุทธ์ “สร้างพื้นที่” (Space & Platform Creation)

กลยุทธ์นี้วางอยู่บนแนวคิดเรื่อง พื้นที่สาธารณะเพื่อการต่อกร (Counter Public Sphere) สื่อภาคประชาชนจะทำหน้าที่สร้าง แพลตฟอร์ม หรือ เวทีกลาง ที่ปลอดจากการครอบงำของอำนาจรัฐ ฝ่ายตรงข้ามรัฐ และตลาดทุน เพื่อดึงตัวแสดงต่าง ๆ มาสื่อสารกันด้วยเหตุผล

ลักษณะการต่อรอง: เป็นการใช้กลวิธี “ควบคุมกติกาในสนาม” เปลี่ยนสนามรบทางกายภาพให้เป็นสนามรบทางความคิดและความหมาย โดยดึงเอาคนตัวเล็กตัวน้อย คนชายขอบ หรือกลุ่มผู้สูญเสีย เข้ามาเป็น ตัวแสดงทางการเมือง (Political Actor) ที่ส่งเสียงต่อรองในระดับนโยบายได้

กรณีศึกษา:

  • การจัดงานวันสื่อทางเลือกชายแดนใต้ และสื่อพลเมืองปัตตานี: ห้วงปี 2557-2559 เป็นการสร้างพื้นที่กายภาพและพื้นที่เสมือนเปิดโอกาสให้สื่อทางเลือก เช่น ดีพเซาท์ บุ๊กกาซีน, ปาตานีฟอรั่ม, เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมฯ (Civic Women) ได้มาสื่อสารความต้องการของตนเอง

  • กรณีข้อเสนอ “พื้นที่สาธารณะปลอดภัยสำหรับผู้หญิงชายแดนใต้”: คณะทำงานวาระผู้หญิงฯ ได้ใช้สื่อพลเมือง (เช่น รายการเสียงจากผู้หญิงชายแดนใต้ ข่าวพลเมืองไทยพีบีเอส) สร้างวาทกรรมเรียกร้องพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งส่งผลสัมฤทธิ์เชิงกลยุทธ์จนทำให้ กลุ่มมาราปาตานี (Party B) ออกแถลงการณ์ยอมรับข้อเสนอนี้อย่างเป็นทางการ สะท้อนว่าแพลตฟอร์มที่ประชาสังคมสร้างขึ้น สามารถส่งอิทธิพลไปกำหนดวาระบนโต๊ะเจรจาระดับแทร็ค 1 (Track 1) ได้สำเร็จ

C. กลยุทธ์ “ตีหลังบ้าน” (Behind-the-Scenes / Safety Net Support)

กลยุทธ์นี้ถูกอธิบายผ่านแนวคิด เครือข่ายหนุนเสริมและรองรับกระบวนการสันติภาพ (Safety Net) หรือการทำงานในระดับ แทร็ค 2 (Track 2) ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนที่ไม่เน้นการปะทะหน้าจอ หรือเชิงกายภาพ แต่เน้นการสร้างกลไกเชิงโครงสร้าง ความสัมพันธ์ และการประสานงานภายในเพื่อประคับประคองสถานการณ์

ลักษณะการต่อรอง: มุ่งเน้นการสร้าง ความสัมพันธ์แบบชนะทั้งสองฝ่าย (Win-Win Solution) ในระยะยาว โดยใช้หมวกของนักวิชาการ เครือข่ายเอ็นจีโอ หรือกลไก Track 1.5/2 ทำหน้าที่เป็น ข้อต่อ (Linkage) เชื่อมประสานระหว่างชุมชนฐานรากกับกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจทางการเมือง เพื่อจัดการภาวะวิกฤตเงียบๆ ไม่ให้กระบวนการสันติภาพล่มสลายเวลาเกิดเหตุรุนแรง

กรณีศึกษา:

  • กลไก “ดุลยปาฐก” และเวที PPP (Peace Process Patani): การปรากฏตัวของคู่ขัดแย้งหลักในพื้นที่สาธารณะครั้งแรก ๆ ในระยะ Dialogue มักจะเกิดขึ้นจากการประสานงานและ ดีลหลังบ้าน โดยสถาบันวิชาการและภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความไว้วางใจ (Trust) นอกรอบ ก่อนจะขยับมาสู่การเปิดพื้นที่พูดคุยอย่างเป็นทางการ

  • การเป็น “ฝ่ายที่สาม (3rd Party / Party C)” เพื่อสร้าง Safety Net: สื่อภาคประชาชนและนักวิจัยทำหน้าที่เป็นโครงสร้างจัดการภาวะวิกฤต (Crisis Management Structure) เมื่อเกิดเหตุรุนแรงระดับบาดเจ็บล้มตายที่อาจทำให้การพูดคุยสันติภาพต้องสะดุด เครือข่ายหลังบ้านนี้จะคอยฟื้นฟูรักษาความสัมพันธ์และประสานงานเงียบ ๆ เพื่อดึงคู่ขัดแย้งกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

ดังนั้น บทบาทการต่อรองของสื่อภาคประชาชนในชายแดนใต้ไม่ได้แยกขาดจากกัน กล่าวคือ

(ก) ใน ฤดูกาลสันติภาพ (Seasons of Peace) ที่หดแคบหรือขยายตัว สื่อต้องปรับขนาดและระดับการแสดงออก

(ข) วันที่พื้นที่สาธารณะถูกปิดกั้นหรือถูกรัฐด้อยค่าและแพรมลทิน สื่อจะต้องหันมาใช้กลยุทธ์ ตีหลังบ้าน (Safety Net) เพื่อรักษาชีวิตและความปลอดภัยของเครือข่าย

(ค) แต่เมื่อมีโอกาส สื่อจะเร่ง สร้างพื้นที่ (Platform) เพื่อสร้างพลังอำนาจ (Empowerment) ให้ชาวบ้าน และพร้อมจะ สู้เปิดหน้า (Confront) ด้วยหลักฐานข้อเท็จจริงทันทีเพื่อคุ้มครองพลเรือน.

2. ขีดจำกัดทางโครงสร้างและผลกระทบเชิงรอยร้าวในพื้นที่

แม้จะเห็นถึงความเป็นไปได้ที่ประสบความสำเร็จในบางวาระ แต่การคงอยู่ของอำนาจต่อรองของสื่อภาคประชาชนกลับเผชิญกับข้อจำกัดทางโครงสร้างที่รุนแรงและสลับซับซ้อน:

  • วิกฤตความเสื่อมถอยของพื้นที่สาธารณะและปัจจัยทางเศรษฐกิจ: ภายหลังจากห้วงปี พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา แหล่งทุนต่างประเทศเริ่มลดการสนับสนุนและปิดตัวโครงการลงอย่างต่อเนื่อง ภาวะขาดแคลนงบประมาณสนับสนุนทำให้สื่อทางเลือกและองค์กรเครือข่ายเข้าสู่สภาวะซบเซาและขาดแคลนกำลังพลในการผลิตเนื้อหาเชิงลึก

  • กลยุทธ์ “อุ้งมือเหล็กในถุงมือกำมะหยี่” และรอยร้าววิวาทะงบ 50 ล้านบาท: เพื่อควบคุมทิศทางของภาคประชาสังคมและสื่อทางเลือก ฝ่ายความมั่นคงของรัฐไทย (กอ.รมน. และ ศอ.บต.) ได้ริเริ่มโครงการงบประมาณอุดหนุนภาคประชาสังคมมูลค่ารวม 50 ล้านบาทในช่วงปลายปี พ.ศ. 2560 การหลั่งไหลเข้ามาของงบประมาณภาครัฐนำมาสู่คำสั่งตรวจสอบความมั่นคงและการแบ่งสายภายในกลุ่ม CSOs ระหว่างฝ่ายที่ยืนกรานความอิสระ (ไม่ขอรับงบรัฐบาลเพื่อค้ำชูเสรีภาพ เช่น ศูนย์เฝ้าระวังฯ สายงานเดิม) กับฝ่ายที่ยอมรับงบประมาณเพื่อสร้างความร่วมมือและช่วยเหลือผู้คนในระดับฐานราก

ความเห็นต่างนี้ร้าวลึกจนทำให้ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้และโรงเรียนนักข่าวต้องก้าวสู่จุดแยกสาย และพลังในการกำหนดวาระทางสังคมของสื่อทางเลือกก็ลดทอนสปิริตความเฉียบคมลงตั้งแต่นั้นมา

  • ติดตามอ่านตอนต่อไป: พลวัตสื่อสันติภาพ: เครื่องแปลงสภาพความขัดแย้ง ข้อเสนอเชิงรหัสภาษาสู่ภาพอนาคต (4)
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

กลุ่มปราจีนเข้มแข็ง เชื่อพลังสังคมช่วยจับตาปกป้องนักสิทธิฯ (18 ส.ค. 69) | ตรงประเด็น

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

น่านอ่วม! ฝนถล่ม 24 ชั่วโมง น้ำป่าไหลหลาก (19 ส.ค. 69) | ตรงประเด็น

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คืบหน้าทุจริตสอบท้องถิ่น ก่อนถึงเส้นตาย 31 ส.ค.นี้ (19 ส.ค. 69) | ตรงประเด็น

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สหภาพการทางฯ ค้าน ทางด่วน 2 ชั้น งามวงศ์วาน-พระราม9 เชื่อไม่ได้ช่วยแก้ปัญหารถติด

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...