โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อโลกไม่เลือกข้างและไม่อาจรอใครได้อีกแล้ว คุยความจริงกับ วราวุธ ศิลปอาชา

นิตยสารคิด

อัพเดต 27 ธ.ค. 2564 เวลา 03.42 น. • เผยแพร่ 27 ธ.ค. 2564 เวลา 03.42 น.
Varawut-cover

การประชุมสมัชชาประเทศภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 หรือ COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสก็อตแลนด์ปิดฉากลงแล้ว แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการหาวิธีในการดูแลแก้ไขยังคงต้องดำเนินต่อไปโดยไม่มีวันหยุด เพื่อให้ประชาคมโลกสามารถบรรลุข้อตกลงในการรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การแก้ปัญหาที่ว่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังและเร่งด่วน ไม่ต่างจากประเทศไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของโลกซึ่งต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่องนี้ ด้วยการจัดตั้งเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network) หรือ TCNN เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในทุกภาคส่วนในการลดก๊าซเรือนกระจก และรักษาสถานที่ที่สวยงามมากมายบนโลกใบนี้ไว้ให้ยาวนานที่สุด และนี่จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้พูดคุยกับ “วราวุธ ศิลปอาชา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หน่วยงานที่รับผิดชอบในประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมา ถึง “ความจริง” ของภาวะเร่งด่วนนี้ที่ไม่อาจเลือกข้างหรือประวิงเวลาได้อีกต่อไป 

ภาพรวมสถานการณ์สิ่งแวดล้อม และสิ่งที่เป็นประเด็นเร่งด่วน
ต้องบอกว่าพอผมเข้ามาที่นี่ได้ไม่นาน มันก็เกิดสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งท่ามกลางสถานการณ์นี้ ทุกกระทรวง ทบวง กรมต่างก็เจอผลกระทบเชิงลบกันหมด มีกระทรวงทรัพยากรฯ กระทรวงเดียวที่ได้อิมแพ็กในเชิงบวก ในมุมที่ว่าทรัพยากรของเราไม่เคยเลยที่จะได้รับการพักผ่อน ไม่เคยมีเบรก ไม่เคยมีการหยุดตัว มีแต่เป็นเครื่องจักรที่ต้องเค้นเอาความสวยงามออกมาให้พี่น้องประชาชนได้ดูได้ชมกันอยู่ตลอด

ถ้าเราจำได้เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว เกิดเหตุไฟไหม้ใหญ่บนภูกระดึงพื้นที่ประมาณ 3,500 ไร่ ซึ่งต้นไม้ก็ตายไปเยอะมาก แต่ที่ผมสังเกตเห็นก็คือ ต้นไม้ที่โดนไฟไหม้ ตรงเรือนยอดมันยังเขียวอยู่ มันยังมีชีวิต ซึ่งพอผ่านไปหนึ่งฝน ประมาณเดือนกันยายน ภูกระดึงเรากลับมาเขียวใหม่แล้ว นี่คือพลังของธรรมชาติที่จะมีการฟื้นตัวเองขึ้นมา แต่ถามว่าเขาต้องใช้เวลา ซึ่งโดยปกติธรรมชาติจะสามารถฟื้นตัวเองขึ้นมาได้ประมาณ 80% แต่อีก 20% เราต้องเข้าไปช่วย

นี่จึงเป็นเหตุผลของนโยบายแรกที่ผมให้เลยเมื่อเข้ามาที่นี่ว่า ต่อไปนี้ทุก ๆ อุทยานแห่งชาติของประเทศไทยทั้ง 155 แห่ง ต้องมีการปิดประจำปีเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน ซึ่งจะปิดจริงนานเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการที่คอยติดตามดูแลอยู่ ตอนนั้นก็ถามว่าจะเสียหายกับรายได้ไหม ผมก็บอกว่าก็เอาอย่างนี้ คุณก็ไปขึ้นราคาเอาแล้วกัน อย่างเช่น หนึ่งปีคุณได้เงินอยู่เดือนละ 100 บาท คูณ 12 เดือน ก็ 1,200 บาท ถ้าสมมติว่าเหลือ 11 เดือน คุณก็เอา 1,200 ตั้งแล้วก็หารด้วย 11 ก็แล้วกันว่าจะต้องขึ้นราคาไปเท่าไร ถามว่ามันเป็นการผลักภาระให้ผู้บริโภคไหม ผมคิดว่ามันเป็นราคาที่เราต้องจ่ายในการที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อมของเรา โดยเฉพาะพื้นที่ทางทะเลที่ต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่ามาก อย่างอ่าวมาหยา ถามว่าจะให้มนุษย์เข้าอ่าวมาหยาได้อีกทีเมื่อไร ผมบอกว่าคงต้องรออีกเกือบ ๆ ครึ่งศตวรรษ 30 ปีเป็นอย่างน้อย เพราะปะการังโตปีละ 1-2 เซนติเมตรเท่านั้น ถ้าจะให้อ่าวมาหยาอุดมสมบูรณ์เหมือนเมื่อก่อน ผมคิดว่าเราต้องใช้เวลานับ 50-60 ปี แต่วันนี้เราก็เริ่มเห็นแล้วว่าเริ่มมีฉลามครีบดำเข้ามาเป็นร้อยตัวเลยในอ่าวมาหยา และเราก็จะรักษาให้มันอยู่อย่างนั้น ฉะนั้นทุกวันนี้อ่าวมาหยาจะรับนักท่องเที่ยวประมาณ 1,800 คน ตั้งแต่ 9 โมง ถึงประมาณ 4 โมง ทุกคนต้องออกจากเกาะแล้ว 

คอนเซ็ปต์ของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จริง ๆ แล้วคืออะไร
ผมคิดว่าคือการที่เราต้องรักษาคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวไว้ด้วย การไปเที่ยว คือการที่คุณไปดู ไม่ใช่ไปจับ ไม่ใช่ไปสัมผัส แต่เป็นการที่คุณไปเก็บประสบการณ์ ไปรับบรรยากาศ แล้วนำเอาความรู้สึกดี ๆ นั้นกลับมา ฉะนั้นก็เป็นแนวทางที่ว่าจากนี้ไป การที่พวกเราจะไปท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ก็คงจะต้องเป็นวิถีใหม่ เราจะจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวในทุก ๆ อุทยาน 

แม้แต่ถ้ำนาคาที่บึงกาฬซึ่งคนไปกันล้นหลาม ผมให้ขึ้นแค่วันละ 500-600 คน เพื่อให้ถ้ำนาคาคงอยู่อีกหลายพันปี ตรงนี้คือหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรฯ คือต้องปกป้องทรัพยากรธรรมชาติที่เรามี ฉะนั้นการท่องเที่ยวอุทยานของเราจากนี้ไปจะต้องควบคุมปริมาณแล้ว เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของอุทยานของธรรมชาติ เพราะมันคือบ้านของเขา เรากำลังจะไปบ้านเขา ก็ขอให้ทำตัวเป็นแขกที่ดี อย่าไปทำเสียงดัง อย่าไปทำบ้านเขารก อย่าไปทำบ้านเขาพัง ถ้าต้องการจะมาค้างแรมเพื่อเปลี่ยนสถานที่กินเหล้า เปลี่ยนสถานที่ร้องเพลง ก็ขอความกรุณาไปที่อื่น ฉะนั้นกติกาจะมากขึ้น การท่องเที่ยวอุทยานคงจะไม่ลั้ลลาทำอะไรก็ได้เหมือนเมื่อก่อน คุณต้องเคารพธรรมชาติมากขึ้น เจ้าหน้าที่อุทยานทุกคนจะต้องเข้มแข็งและเข้มงวดแต่ไม่ใช่แข็งกร้าว คุณต้องอ่อนน้อม ถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่ไม่ใช่อ่อนแอ นี่คือแนวทางการท่องเที่ยวอุทยานในรูปแบบใหม่

เรียกว่าต้องใช้ไม้แข็งเพื่อปกป้องธรรมชาติ
คือต้องคิดเอาไว้อย่างหนึ่งว่า ก่อนที่เราจะไปเหยียบย่ำเนี่ย ธรรมชาติเขาอยู่ของเขามาเป็นพัน ๆ ปี มันมีคำพูดว่า Nature can live without human. แต่ว่า Human cannot live without nature. ฉะนั้นเมื่อถึงเวลา ผมจึงเลือกตัดคนออกจากธรรมชาติก่อนดีกว่า ให้ธรรมชาติเขาอยู่ของเขาก่อน ผมเองก็ต้องกราบขออภัยพี่น้องประชาชน รวมไปถึงพ่อแม่พี่น้องที่อยู่ในพื้นที่ที่เสียรายได้ไปด้วย แต่ทั้งหมดก็เพื่อคำว่ายั่งยืนที่ต้องทำเพื่อผลในระยะยาว ถึงแม้การที่เราวางระเบียบอย่างนี้ มันจะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ แต่มันจะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุเพื่อให้คนได้เรียนรู้กฎระเบียบ แล้วก็ให้อยู่ในระเบียบและวินัยที่เรา เพื่อที่หวังว่าเวลาเขาไปที่อื่น จะได้เอาความมีวินัยตรงนี้ไปใช้กับที่อื่นบ้าง

เพราะธรรมชาติไม่ใช่ของฟรีหลายคนบอกว่าขอลดราคาค่าเข้าอุทยานอย่างนั้นอย่างนี้ ผมขอเลย เพราะว่าเจ้าหน้าที่อุทยานทุกคนก็มีครอบครัว หลายคนเป็นพนักงานลูกจ้างที่ต้องใช้เงินรายได้ของอุทยานมาจ้างเจ้าหน้าที่เหล่านี้ อุทยานยังมีภารกิจที่จะต้องคอยดูแล คอยปรับปรุง คอยพัฒนาสิ่งต่าง ๆ บางคนบอกว่าก็เป็นหน่วยงานของราชการ คุณก็ต้องได้งบประมาณมา ก็ใช่ แต่งบประมาณที่ได้มาเมื่อเทียบกับสิ่งที่เราต้องดูแลแล้ว มันเทียบกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเก็บ ก็ล้วนแล้วแต่ก็จะวนกลับมา นักท่องเที่ยวต้องได้เห็นว่าที่นี่มีอะไรใหม่ขึ้น สะอาดขึ้น สวยงามขึ้น ต้องพัฒนาให้เหมาะกับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปด้วย 

ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเองได้ 80% แล้วอีก 20% ที่ต้องทำคืออะไร
ตรงนี้ก็จะมี 2 แนวคิด ซึ่งโดนดราม่าทั้งคู่นะครับ (หัวเราะ) แนวคิดหนึ่งก็คือกระทรวงฯ ต้องเข้าไปปลูกป่าเพิ่มความสมบูรณ์ ตรงนี้ก็จะมีคนต่อว่ามาว่า เป็นการไปผลาญงบประมาณ เพราะป่าโตเองได้ ซึ่งก็จริงอยู่ว่าเขาอาจจะฟื้นฟูหรือเติบโตได้เอง 80% แต่อีก 20% มันไม่ได้ เราต้องเข้าไปเสริม หรือพอเราจะไม่ทำอะไรเลย ก็โดนว่าถามอีกว่า แล้วแบบนี้จะมีกระทรวงฯ ไปทำไม จะมีรัฐมนตรีไปทำไม ผมก็พูดลำบากเหมือนกัน แต่ว่าทั้งนี้ ผมก็ยังยืนยันว่าตรงไหนที่ธรรมชาติไม่สามารถที่จะฟื้นฟูด้วยตัวเองได้ เราก็ต้องเข้าไปดำเนินการผ่านองค์การต่างๆ เช่น องค์การสวนพฤกษศาสตร์ ที่เราค้นคว้าวิจัยพันธุ์ไม้ต่าง ๆ  มีกรมป่าไม้ที่เพาะพันธุ์ไม้หายากเพื่อแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เพื่อช่วยกันรักษาความอุดมสมบูรณ์ให้บ้านเรา

ไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบเรื่องทรัพยากรธรรมชาติเมื่อเทียบกับที่อื่น ๆ ของโลก
ใช่ครับ ทุกวันนี้เรายังเจอพันธุ์ไม้ใหม่ ๆ ยังเจอสปีชีส์ใหม่ ๆ เสมอ เพราะประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพอันดับต้น ๆ ของโลก ขนาดที่ IUCN (International Union for Conservation of Nature) หนึ่งในองค์กรที่ปรึกษาของทางมรดกโลกของ UNESCO ได้มาสำรวจที่ประเทศไทยแล้วบอกว่า ประเทศไทยแม้มีพื้นที่เพียงแค่ประมาณ 1% ของโลก หรือราว 323 ล้านไร่ แต่ความหลากหลายทางชีวภาพของเรามีถึงเกือบ 10% ของโลกใบนี้ เรามีพื้นที่สงวนชีวมณฑล (Biosphere Reserve) อยู่ 4-5 แห่งในประเทศไทย อย่างที่ล่าสุดที่เราได้คือ ดอยเชียงดาวที่เชียงใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของธรรมชาติ แล้วก็ความหลากหลายทางชีวภาพของเรา

เราสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่สงวนชีวมณฑลได้อย่างไร 
คือหัวใจสำคัญของ Biosphere Reserve คือการที่คนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้ด้วย ต่างกับอุทยานที่เราไม่ให้คนเข้าไปทำอะไรในนั้นเลย แต่การที่จะเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑล คือการมีประชาชนอยู่ โดยเขาจะแบ่งเป็น Core Zone คือเป็นพื้นที่ที่สมบูรณ์ที่สุด เป็น Buffer Zone พื้นที่ถัดออกมา ที่จะเป็นพื้นที่ที่คนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ร่วมกับธรรมชาติได้ และTransition Zone โซนนอกสุดที่เป็นโซนที่พักอาศัย ดังนั้น Biosphere Reserve จึงเป็นพื้นที่ที่คนกับธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้ การที่กระทรวงฯ สนับสนุนพี่น้องประชาชนให้ปลูกป่า ก็เป็นนโยบายที่จะเสริมความสมบูรณ์กับธรรมชาติ เพราะเราจะสนใจแต่ธรรมชาติอย่างเดียวก็ไม่ได้ ก็ต้องดูแลปากท้องของพี่น้องประชาชนด้วย ฉะนั้นมิติของกระทรวงทรัพยากรฯ ก็เหมือนกับการเหยียบคันเร่ง แล้วก็เหยียบเบรกไปพร้อม ๆ กัน ต้องบาลานซ์กันให้ดี

ตอนนี้ไทยมีนโยบาย BCG เราจะใช้ประโยชน์จาก Buffer Community ในการดูแลป่าไม้อย่างไรได้บ้าง
BCG (Bio-Circular-Green Economy) หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ หมุนเวียน สีเขียว มันเป็นการดึงศักยภาพของประเทศไทยออกมาเต็มที่ การประชุม COP 26 ที่ผ่านมา เราเห็นเลยว่าอุณหภูมิของโลกมันขึ้นไปถึง 2.7 องศา เพราะฉะนั้นเราจะต้องปรับให้มันลดลงมาให้ได้ ถามว่าจะทำอย่างไรให้คนช่วยกันรักษาป่า มันก็เริ่มมีคอนเซ็ปต์ที่ออกมาใหม่คือคำว่า Carbon Credit ซึ่ง เราจะต้องทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจก่อนว่าตัวนี้มันคือเงินนะ เมื่อก่อนเรามองต้นไม้ มองป่า เราจะเข้าใจว่าประโยชน์ของป่าคือช่วยผลิตน้ำ เป็นที่ที่เก็บของป่าขาย ไปล่าสัตว์บ้าง ไปเก็บน้ำผึ้งป่าบ้าง แต่วันนี้ป่าจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่านั้น โดยที่ Carbon Credit ของป่าผืนนั้นแหละ จะเป็นเงินรายได้ของพี่น้องประชาชนในป่าชุมชน แล้วมันเป็นรายได้ที่เหมือนธนาคาร ทุกปีมันจะสร้างรายได้ เพราะว่าศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของป่ามีอยู่ตลอดเวลา สมมติว่า 1 ไร่ของคุณดูดซับคาร์บอนได้ 20 ตันต่อปี ถ้าคิดราคาตันละ 500 บาท คุณก็ได้หมื่นกว่าบาท แล้วทุกปีคุณก็จะได้เงินหมื่นกว่าบาทจากไร่นี้ป่านี้ทุก ๆ ปีตราบใดที่ต้นไม้ยังอยู่

มูลค่าของป่าที่ยังมีชีวิต
ด้วยคอนเซ็ปต์ของ Carbon Credit เราจะต้องเริ่มเข้าใจแล้วว่ามูลค่าของต้นไม้ไม่ได้เกิดขึ้นตอนมันตายแล้ว หรือโดนเอามาแปรสภาพเป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ แต่คุณค่าของต้นไม้เกิดขึ้นในขณะที่มันยังหายใจอยู่ มีชีวิตอยู่ และยังเติบโตอยู่ ถ้าคนเข้าใจคอนเซ็ปต์นี้ปุ๊บ เห็นต้นไม้เมื่อไร คุณจะไม่นึกถึงโต๊ะหรือเฟอร์นิเจอร์แล้ว คุณจะนึกถึง Carbon Credit ที่จะสามารถเอามาเทรดได้ อย่างแต่ก่อนตะวันออกกลางเขามีน้ำมัน เขาเรียกกันว่า Black Gold แต่วันนี้ Carbon Credit ผมใช้คำว่า Green Gold นี่คือคอนเซ็ปต์ของ COP26 เลย เพราะการมี Carbon Credit มันเป็นการสนับสนุนให้คนหันมาให้ความสำคัญกับการปลูกต้นไม้มากขึ้น แล้วถ้าคนเราไม่มีเงินมาเป็นแรงจูงใจ ผมเรียนตรง ๆ เลยว่าไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ตรงนี้จึงจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนหันมาเห็นค่าธรรมชาติและต้นไม้มากขึ้น พอเขาเห็นประโยชน์ เขาก็จะปกป้องสิ่งนั้น แล้วก็จะส่งเสริมมากขึ้น 

มีวิธีไหนที่จะทำให้คนเข้าถึงการสร้างรายได้จาก Carbon Credit ได้มากขึ้น
พอผมกลับมาจาก COP26 ผมก็ได้เชิญทางผู้บริหารขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เข้ามา แล้วบอกไปว่าวันนี้คุณจะต้องทำตัวเป็นเหมือนแบงก์ชาติ คุณต้องเป็นเซ็นเตอร์ในการซื้อขายแลกเปลี่ยน Carbon Credit แล้ว โดยต้องสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ และเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ Thailand Carbon Neutral Network (TCNN) ขึ้นมา ให้ทุกคนมาลงทะเบียน แจ้งความต้องการ ดูดีมานด์ซัพพลายได้จริง ถึงวันนี้ ชาวบ้านหลายคนอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจคำว่า Carbon Credit แต่พอระบบนี้เสร็จขึ้น มีบริษัทใหญ่ ๆ เริ่มเข้ามา เริ่มมีซื้อขาย Carbon Credit คนก็จะวิ่งหาพื้นที่ป่ามากขึ้น เพราะทุกตารางนิ้วมันเป็นเงินเป็นทองหมด 

แล้วเราก็จะมาจัดการข้อมูลพื้นที่ป่าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะแบ่งตามพื้นที่การตรวจราชการของประเทศไทยตามกระทรวงมหาดไทยที่แบ่งเป็น 16 โซนด้วยกัน แต่ละโซนก็จะมีความแตกต่างกันไปว่า โซนนี้ปล่อยก๊าซเท่าไร กักเก็บได้เท่าไร มีแนวทางในการที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซอย่างไร หรือมีแนวทางที่จะเพิ่มความสามารถในการดูดซับอย่างไร แล้วเราจะมาแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งเราก็จะเอาผลลัพธ์ไปเข้าสู่ที่ประชุมระดับภูมิภาคและประกาศให้โลกได้รู้ว่าเราเป็นหนึ่งในผู้นำในอาเซียนที่จริงจังกับประเด็นนี้ ถึงแม้ว่าประเทศเราจะปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณแค่ 0.8% แต่เราก็ได้รับผลกระทบมหาศาล นี่คือผลของสภาพอากาศที่มันเปลี่ยนแปลง และปัญหาที่เราเจอกันอยู่ทุกวันนี้ มันคือของจริงแล้ว มันไม่ต้องรอวันไหน เพราะว่ามันคือวันนี้ และมันคือทุกคนที่จะได้รับผลกระทบ ไม่มีแบ่งแยก

มีโอกาสที่จะผ่องถ่ายประโยชน์สู่ระดับประชาชนหรือไม่
พอถึงเวลา ผมเชื่อว่าป่าชุมชนแต่ละชุมชนก็จะต้องไปตั้งเป็นองค์กรของเขากันเองในแต่ละพื้นที่ เพราะว่าพื้นที่ป่าที่เขามีอยู่ Carbon Credit ก็เป็นของพวกเขา สมมติว่าป่าชุมชนตำบลนี้มีพื้นที่อยู่ 3,000 ไร่ ซึ่ง 3,000 ไร่ตรงนี้ก็เป็นของชุมชน คุณจะตั้ง เป็นสหกรณ์ จะใช้เป็นอบต. หรืออะไรขึ้นมาเพื่อที่จะคุม Carbon Credit นี้ แล้วจะขายให้กับใคร นี่คือแนวทางในการขายในประเทศก่อน เพราะว่าการเทรดข้ามประเทศยังเป็นอะไรที่เซนซิทีฟมาก กลไกมันค่อนข้างมีต้นทุนเยอะ ถ้าใครต้องการที่จะมาเทรดกับเรา สิ่งที่เราได้ต้องคุ้มกว่าสิ่งที่เราเสีย ฉะนั้นอันนี้ก็คงต้องมาดูกันต่อไป เพราะว่าประเทศไทยเราปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปีหนึ่งประมาณ 350 ล้านตัน แต่ความสามารถในการดูดซับของเราได้อยู่ประมาณ 120- 30 ล้านตันเท่านั้นเอง ฉะนั้นก็ต้องมานั่งชั่งน้ำหนักกันไม่ให้ขาดดุลต่างประเทศอย่างที่หลายคนก็เป็นห่วงกัน

คอนเซ็ปต์ป่าในเมืองจะได้กลายเป็นจริง
ถามว่าเราอยากทำไหม แน่นอนเราก็อยากจะทำ อย่างสิงคโปร์ เขาเปลี่ยนคำว่า Garden in the City ให้กลายเป็น City in the Garden ไปแล้ว ในประเทศไทยเราเอง เราก็พยายาม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร) จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น แต่คราวนี้ การทำมันไม่ได้ง่าย ที่ยากกว่าคือจะดูแลอย่างไร ต้องดูถึงว่าเมื่อทำเสร็จแล้ว มันไม่ใช่ไปตัดริบบิ้นเปิด แต่ทางท้องที่หรือท้องถิ่นก็จะต้องมีกฎระเบียบเข้ามาดูแล อย่างเช่นการที่ให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ผมคิดว่าน่าจะเป็นการดี แต่ทั้งนี้ผมไม่ใช่ผู้ว่าฯ อันนั้นก็ต้องให้ท่านว่าของท่านไป 

เรื่องของแรงจูงใจในการสร้างการมีส่วนร่วม
ทุกอย่างเวลาเราพูดถึงเรื่องแรงจูงใจ ส่วนใหญ่ก็คือเงิน และการที่จะสร้างอะไรแบบนี้ มันไม่ใช่แค่กระทรวงทรัพยากรฯ แล้ว แต่มันแทรกซึมอยู่ในทุก ๆ องคาพยพของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตร คมนาคม อุตสาหกรรม พาณิชย์ หรือคลัง ทุก ๆ องคาพยพจะต้องมีมิติของสิ่งแวดล้อมอยู่ เพียงแต่ว่าพอพูดถึงภาพรวมของเรื่องทรัพยากรแล้ว ก็จะมาที่ตรงนี้ก่อน แต่สิ่งสำคัญคือเราจะทำยังไงให้ทุกส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน ทุกวันนี้ผมก็พูดมาตลอด ผลักดันมาตลอด คุยกับกระทรวงนั้น กระทรวงนี้ แต่ว่าบางครั้งเราก็เข้าใจบริบทของหลาย ๆ กระทรวง ว่าเขาก็มีภารกิจของเขา ก็ต้องค่อย ๆ ปรับไปด้วยกัน เพราะท้ายที่สุดแล้วเราก็จะต้องเดินหน้าจากนี้ไปด้วย BCG ต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะว่าโควิด-19 ก็เปรียบเสมือนสัญญาณที่ธรรมชาติมาเคาะประตูแล้วว่าเราต้องทำให้ดีขึ้นกว่านี้ ก็หวังว่าทุกคนจะได้เห็นสัญญาณนี้ แล้วก็ไปปรับยุทธศาสตร์ของแต่ละกระทรวงให้ไปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อเห็นภาพใหญ่เราจะเข้าใจว่าสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องกับทุกอย่าง
เกี่ยวทุกเรื่องครับสำหรับกระทรวงนี้ ถ้าใครเรียนวิศวะมาอาจจะเคยได้ยินคำว่าอัลฟากับโอเมกา อัลฟาเป็นจุดเริ่มต้น โอเมกาเป็นจุดจบ กระทรวงนี้เป็นทั้งอัลฟาและโอเมก้าของประเทศไทย คุณไม่ต้องพูดถึงปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ต้องพูดถึงปัญหาการศึกษา ยังไม่ต้องพูดเรื่องการเมือง หรือเรื่องอะไรทั้งนั้น เอาแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม ถ้าน้ำทะเลในโลกสูงขึ้นอีก 3-4 เมตร ตรงนี้น้ำท่วมหมดนะครับ ผมคิดว่าถึงวันนั้นคงไม่มีใครพูดกันเรื่องการเมือง ไม่มีใครพูดกันเรื่องว่าจะทำนาได้ข้าวเกวียนละเท่าไร เพราะมันไม่เหลือที่นาแล้ว คงจะไม่มีใครมาพูดว่าเด็กไม่มีการศึกษาอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะน้ำมันจ่ออยู่ตรงต้นคอ ฉะนั้นผมถึงบอกว่ากระทรวงนี้คืออัลฟาและโอเมกาของประเทศ ถ้าไม่แก้ตรงนี้ก่อน ปัญหาอื่นก็เรียกว่าไม่ต้องไปคิดเลย

 

Creative Ingredients
เป้าหมายส่วนตัวทางธรรมชาติ
ผมเป็นคนชอบดำน้ำ แล้วมันก็ทำให้เราได้ใกล้ชิดธรรมชาติมาก เป้าหมายของผม ผมอยากให้ทุกคนรู้สึกถึงความเร่งด่วน ถึงความหนักหนาสากรรจ์ของสถานการณ์โลกที่เรากำลังเจออยู่ ผมเคยบอกว่าประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม มันควรจะต้องอยู่นอกเหนือการเมือง เพราะว่าเวลาธรรมชาติเขาสไตรก์ เขาไม่เลือกหรอกว่าเขาจะเล่นงานฟากรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ฉะนั้นผมอยากหันมาแก้ไขปัญหากันดีกว่า ดราม่าในโลกออนไลน์ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหน้าที่
ผมก็ได้เห็นทั้งความเสื่อมโทรม ได้เห็นถึงแนวทาง ได้เห็นถึงโอกาสที่จะได้มาแก้ไข กระทรวงนี้คือการแก้ไขปัญหาหลายอย่าง ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม หรือ PM 2.5 แต่สิ่งที่จะแก้ปัญหาได้ดีที่สุด ผมว่าเราต้องทำความเข้าใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมว่ามันเกิดอย่างไร วิธีการแก้ จะแก้อย่างไร ถึงเรามีมาตรการแล้ว แต่ทุกคนไม่ช่วยกัน มันก็ไม่เกิดประโยชน์ ท้ายที่สุดมันขึ้นอยู่กับเราว่าจะหันมาช่วยกันแค่ไหน

เริ่มต้นที่ตัวเรา?
ทุกคนก็ดราม่าว่าถ้าแบบนั้นก็ไม่ต้องมีรัฐบาลหรอก ทุกวันนี้ผมก็ใช้กระติกน้ำของผมอยู่ทุกวัน ในรถผมก็มีถุงผ้าอยู่ ถามว่ารัฐมนตรีสร้างภาพหรือเปล่า ใช่ ผมสร้างภาพ เพราะถ้าขนาดรัฐมนตรียังไม่ทำ จะไปบอกให้ใครทำได้ยังไง นี่คือสิ่งที่เราทำให้เห็นแล้ว ก็มาช่วยกันทำ ทำที่ตัวเราก่อน แล้วเดี๋ยวมันก็จะค่อย ๆ เริ่มขึ้นเอง

 

เรื่อง : มนฑิณี ยงวิกุล และพัชรินทร์ พัฒนาบุญไพบูลย์ I ภาพ : สุรเชษฐ์ โสภารัตนดิลก

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ผนึก สติงค์ เอเนอร์จี้ดริ๊งก์ ชู Soft Power ไทย พร้อมฟรีคอนเสิร์ต 13 เมษายนนี้

Jarm.com

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จฯ เนเธอร์แลนด์ ทรงเป็นองค์ปาฐก’วิวัฒนาการชุดไทย’

ไทยโพสต์

รัฐบาลเตรียมลดฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน ยกระดับท่องเที่ยวคุณภาพ-แยกกีฬาออก ตั้งเป้าปั้นวงการกีฬาไทย

THE STANDARD

“ตรัง” เดินหน้า “Trang Sports City” ยกระดับเมืองกีฬาสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยว

INN News

นาโตส่อล่มสลาย ? “สงครามอิหร่าน” เขย่าสัมพันธ์สหรัฐฯ-ยุโรป

TNN ช่อง16

กทม.- มหาดไทย เคาะ! แบ่งเขตเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ- สก. ใช้จำนวนราษฎรล่าสุด เลือก "สก." 50 คน 50 เขตตามเดิม ประกาศรูปแบบพรุ่งนี้

Manager Online
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...