บุกจับ 2 ชาวจีนเอี่ยวค้ายา-หนีข้ามแดนซุกไทย อีกคดี! แก๊งแชร์ลูกโซ่หมุนเงิน 500 ล้าน
ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.เฉลิมชนม์ แหลมทอง รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชูวงษ์ อุทัยสาง ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุม ผู้ต้องหาอาชญากรรมค้ายาเสพติด ตามหมายจับผู้ร้ายข้ามแดน พ่วงผู้ต้องหาเสพและครอบครองยาบ้า
โดย กก.1 บก.สส.สตม. จับกุมคนต่างด้าวสัญชาติจีน จำนวน 2 คน 1. นายหลี่ (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 624/2568 ลงวันที่ 16 มิ.ย. 68 ต้องหาว่า กระทำความผิดฐาน อาชญากรรมค้ายาเสพติด (ออกหมายจับผู้ร้ายข้ามแดน) นำตัวส่งพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ เพื่อส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีน 2. นายหยู (สงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี พร้อมด้วยของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า 418 เม็ด และ ไอซ์ 1.05 กรัม) พร้อมด้วยอุปกรณ์การเสพ 2 ชุด โดยกล่าวหาว่า เสพและมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าและไอซ์) โดยผิดกฎหมาย นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สน.โชคชัย ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม บ้านพักภายในหมู่บ้านย่านลาดพร้าว 71 นาคนิวาส 48 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ
สืบเนื่องจาก สำนักงานอัยการสูงสุด ได้มีหนังสือแจ้งมายัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ร้องขอให้ทางการราชอาณาจักรไทยให้ส่งตัวนายหลี่ บุคคลสัญชาติจีน เพื่อส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ในความผิดฐาน “อาชญากรรมค้ายาเสพติด” อันเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายสาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อมาพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ ได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอออกหมายจับนายหลี่ และได้ส่งหมายจับศาลอาญา ที่ 624/2568 ลงวันที่ 16 มิ.ย. 68 มายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อดำเนินการสืบสวนจับกุม
ต่อมา พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. ได้สั่งการให้ กก.1 บก.สส.สตม. สืบสวนติดตามจับกุม จากการสืบสวน พบว่า นายหลี่ ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยและพักอาศัยอยู่ในบ้านพักภายในหมู่บ้านย่านลาดพร้าว 71 นาคนิวาส 48 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ จึงได้ขอหมายค้นต่อศาลอาญาเข้าทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบนายหลี่ พักอาศัยอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว และพบนายหยู ภายในห้องนอนชั้น 2 พร้อมของกลางยาบ้า 418 เม็ด ไอซ์ 1.05 กรัม และอุปกรณ์การเสพ จำนวน 2 ชุด ซึ่งนายหยูทิ้งลงไว้ใต้เตียงนอนเมื่อทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้น จึงได้ทำการจับกุม นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังพบแก๊สไนตรัสออกไซด์หรือแก๊สหัวเราะ บรรจุหลอดเล็ก 152 หลอด หลอดใหญ่ 6 หลอด จุกสีขาวสำหรับเสียบหลอดแก๊ส 92 อัน ลูกโป่งถุงใหญ่ 4 ถุง ลูกโป่งถุงเล็ก 2 ถุง ซึ่งนายหลี่อ้างว่าได้ซื้อมาจากย่านอาร์ซีเอไว้เพื่อสูดดมเอง จึงได้ตรวจยึดไว้เพื่อทำการตรวจสอบและสืบสวนขยายผลหาผู้กระทำผิดต่อไป
นอกจากนี้ ยังได้ทำการจับกุมชาวจีน overstay ภายหลังพบว่าเป็นนักธุรกิจแดนมังกร เปิดบริษัทเก๊หลอกลงทุน (แชร์ลูกโซ่) หนีซุกไทย ความเสียหาย 500 ล้านบาท
สืบเนื่องจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีคำสั่งให้สืบสวนปราบปรามและระดมจับกุมคนต่างด้าวซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Overstay) เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.ปอพ.บก.สส.สตม. ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีบ้านพักหลังหนึ่งอยู่ภายในซอยศิริถาวร ถนนพระราม 9 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ มีบุคคลสัญชาติจีน พักอาศัยอยู่หลายคน น่าเชื่อว่าจะใช้บ้านหลังดังกล่าวกระทำความผิด จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขอหมายค้นต่อศาลอาญาพระโขนง เข้าตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบ นางหง (สงวนนามสกุล) อายุ 53 ปี สัญชาติจีน ไม่มีหนังสือเดินทางแสดงแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้ตรวจสอบข้อมูลการเดินผ่านระบบสารสนเทศ ตม. พบว่า นางหงเดินทางเข้ามาและอยู่ในประเทศไทยโดยการอนุญาตสิ้นสุด รวมจำนวน 337 วัน จึงจับกุมในข้อหา “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนคนต่างด้าวรายอื่นอีก 5 คน ไม่พบการกระทำผิด
ทั้งนี้ กก.ปอพ.บก.สส.สตม. ได้ประสานงานไปยัง สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย รับแจ้งว่า นางหง ประกอบอาชีพเป็นนักธุรกิจ ได้ร่วมกับสมาชิกรายอื่นๆ ก่อตั้งบริษัท Zhongguo Finance เพื่อให้บริการแพลตฟอร์มร่วมลงทุน โดยสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นบริษัทด้านการลงทุนในธุรกิจระดับโลก มีการต่อยอดสร้างธุรกิจและโครงการต่างๆ จำนวนมาก อีกทั้งบริษัทยังดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องการกับใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต การพัฒนาแอปพลิเคชัน โทรศัพท์มือถือ และเป็นสื่อกลางในการจัดงานสังสรรค์ระดับสูง ซึ่งโมเดลธุรกิจดังกล่าว สร้างแรงจูงใจให้เกิดผู้ร่วมลงทุน มีการชักชวนสมาชิก และมีผู้สนใจทำธุรกิจเป็นจำนวนมาก โดยผู้สนใจจะต้องจ่ายเงินร่วมลงทุนเป็นเงิน ตั้งแต่ 7,000 - 100,000 หยวน เพื่อให้มีสถานะเป็นสมาชิก มีการแบ่งงาน มอบหมายหน้าที่ในการบริหารจัดการการฝึกอบรม มีการเก็บค่าธรรมเนียมการเป็นสมาชิกรายใหม่ ๆ และดูแลกิจการอื่นๆ ของบริษัท ซึ่งเป็นการสร้างเรื่องหลอกลวงทั้งหมด โดยจากตรวจสอบพบว่าบริษัทดังกล่าว มีเงินทุนหมุนเวียน มูลค่ากว่า 100 ล้านหยวน หรือกว่า 500 ล้านบาท.