โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“พิพัฒน์” แนะ 5 ทางออกรับมือสหรัฐฯ เจรจาภาษี หวัง ‘Win-Win’ ยาก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 08 ก.ค. 2568 เวลา 09.47 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 02.47 น.

“พิพัฒน์” เตือนพิษภาษีสหรัฐฯ อาจฉุดหนักกว่าส่งออกหดตัว ชี้การเมืองในบ้านซับซ้อนกว่าเจรจาต่างชาติ แนะรัฐบาลตั้งวอร์รูมเสียงเดียว เร่งเปิดตลาด และยกระดับการแข่งขันด่วน

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ได้ออกมาแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก กรณีที่สหรัฐอเมริกาส่งจดหมายแจ้งไทยเตรียมเก็บภาษี 36% กับสินค้าทุกชนิดภายในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ โดยมองว่านี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าสหรัฐฯ ยังไม่พอใจกับการเจรจาที่ผ่านมา และยังคงเปิดช่องให้มีการเจรจาต่อได้ ซึ่งนายพิพัฒน์มองว่าเป็น "The Art of the Deal" ในแบบที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นิยมใช้

ผลกระทบอาจ “เจ็บ” กว่ายอดส่งออกหาย

นายพิพัฒน์เน้นย้ำว่าไทยอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบสหรัฐฯ ในการเจรจาอย่างมาก เนื่องจากไทยพึ่งพาสหรัฐฯ มากกว่าที่สหรัฐฯ พึ่งพาไทย โดยมีสัดส่วนการส่งออกกว่า 18% ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมด (กว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) หากไทยถูกเก็บภาษี 36% สินค้าไทยจะเสียเปรียบคู่แข่งอย่างเวียดนามและเม็กซิโกทันที โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และผลิตภัณฑ์ยาง คำสั่งซื้ออาจหายไปทันที

นอกจากนี้ ภาคการผลิตของไทยที่มีปัญหาด้านความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้ว อาจถูกซ้ำเติมหนักขึ้น แรงงานเสี่ยงถูกเลิกจ้าง หรือต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีภาษีต่ำกว่า ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ เสน่ห์ในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นักลงทุนอาจตั้งคำถามว่าทำไมต้องมาตั้งโรงงานในไทยแล้วโดนภาษี 36% ในเมื่อมีตัวเลือกที่ดีกว่าอย่างเวียดนาม เงินลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจไหลออกไปตั้งแต่ยังไม่เริ่มการผลิต

Tradeoff ที่ไม่ง่าย และการเมืองในบ้านที่ซับซ้อน

นายพิพัฒน์ชี้ว่าไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องเลือก (trade off) ระหว่างการรักษาภาคการส่งออก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย กับการเปิดตลาดให้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยปกป้องมากที่สุด ทั้งในด้านภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่น โควตา และการห้ามนำเข้า

แม้ภาคเกษตรจะมีสัดส่วนต่อเศรษฐกิจไม่มากนัก แต่มีการจ้างงานจำนวนมหาศาล และมีผลกระทบต่อธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก การเปิดตลาดดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนจำนวนมากอย่างแน่นอน นอกจากนี้ เงื่อนไขสำคัญอีกประการคือการป้องกันสินค้าจีนสวมสิทธิ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีกับจีน

ปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์การเมืองภายในประเทศที่ขาดเอกภาพและเสถียรภาพ โดยเฉพาะเมื่อสามกระทรวงหลักที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาอยู่ในความดูแลของคนละพรรคการเมือง นายพิพัฒน์ตั้งคำถามว่าใครจะเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย และจะสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วหรือไม่ "การเจรจาภายใน (Internal Negotiations) อาจจะยากกว่าการเจรจาภายนอก (External Negotiation) เสียอีก" นายพิพัฒน์กล่าว พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีกลไกพิจารณาที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต

5 ทางออกรับมือวิกฤติ

เมื่อการเจรจาแบบ Win-Win อาจเป็นไปได้ยาก นายพิพัฒน์จึงเสนอ 5 แนวทางที่ไทยควรพิจารณาเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ โดยเน้นย้ำถึงการให้และรับ (Give and Take) การพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน และการหาทางชดเชยผลกระทบที่เกิดขึ้น:

  • ทำความเข้าใจสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการ: ไทยต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสหรัฐฯ ต้องการให้ไทยเปิดตลาดสำหรับสินค้าสหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้า ยกเลิกมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี และจัดการกับปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ รวมถึงการหาทางแก้ไขปัญหาการขนส่งสินค้าผ่านแดน (Transshipment) อย่างจริงจัง
  • พิจารณาการเปิดเสรีภาคเกษตรอย่างค่อยเป็นค่อยไป: ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ควรมีมาตรการลดผลกระทบและชดเชยความเสียหายอย่างเข้าใจจริง ๆ พร้อมสื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจประเด็น และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาทางเลือก
  • พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยี-มูลค่าสูง: เช่น การให้สิทธิประโยชน์ด้าน R&D, เครดิตภาษีสำหรับชิ้นส่วน EV, ฮาร์ดแวร์ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อมาตั้งฐานการผลิตในไทย รวมถึงการยกระดับทักษะแรงงานสู่ทักษะดิจิทัลและหุ่นยนต์ เพื่อเพิ่มค่าแรงเฉลี่ยและผลิตภาพ
  • จัดตั้ง War-Room ที่มีเสียงเดียว: โดยรวบรวมกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตร และภาคเอกชน เพื่อการตัดสินใจที่รวดเร็วและส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังสหรัฐฯ และนักลงทุนว่าประเทศ "เอาจริง"
  • เร่งกระจายตลาดส่งออก: โดยใช้ประโยชน์จากข้อตกลง RCEP, CPTPP, GCC และเร่งจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับกลุ่มประเทศขนาดใหญ่อย่างสหภาพยุโรป (EU) เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ

การเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายนี้อย่างรอบด้านและรวดเร็ว จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดผลกระทบและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว

ที่มา : เฟซบุ๊ก Pipat Luengnaruemitchai

เปิดไทม์ไลน์ โดนัลด์ ทรัมป์ ป่วนโลก! สหรัฐ VS ประเทศคู่มิตร เดินเกมตอบโต้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...