“พิพัฒน์” แนะ 5 ทางออกรับมือสหรัฐฯ เจรจาภาษี หวัง ‘Win-Win’ ยาก
“พิพัฒน์” เตือนพิษภาษีสหรัฐฯ อาจฉุดหนักกว่าส่งออกหดตัว ชี้การเมืองในบ้านซับซ้อนกว่าเจรจาต่างชาติ แนะรัฐบาลตั้งวอร์รูมเสียงเดียว เร่งเปิดตลาด และยกระดับการแข่งขันด่วน
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ได้ออกมาแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก กรณีที่สหรัฐอเมริกาส่งจดหมายแจ้งไทยเตรียมเก็บภาษี 36% กับสินค้าทุกชนิดภายในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ โดยมองว่านี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าสหรัฐฯ ยังไม่พอใจกับการเจรจาที่ผ่านมา และยังคงเปิดช่องให้มีการเจรจาต่อได้ ซึ่งนายพิพัฒน์มองว่าเป็น "The Art of the Deal" ในแบบที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นิยมใช้
ผลกระทบอาจ “เจ็บ” กว่ายอดส่งออกหาย
นายพิพัฒน์เน้นย้ำว่าไทยอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบสหรัฐฯ ในการเจรจาอย่างมาก เนื่องจากไทยพึ่งพาสหรัฐฯ มากกว่าที่สหรัฐฯ พึ่งพาไทย โดยมีสัดส่วนการส่งออกกว่า 18% ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมด (กว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) หากไทยถูกเก็บภาษี 36% สินค้าไทยจะเสียเปรียบคู่แข่งอย่างเวียดนามและเม็กซิโกทันที โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และผลิตภัณฑ์ยาง คำสั่งซื้ออาจหายไปทันที
นอกจากนี้ ภาคการผลิตของไทยที่มีปัญหาด้านความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้ว อาจถูกซ้ำเติมหนักขึ้น แรงงานเสี่ยงถูกเลิกจ้าง หรือต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีภาษีต่ำกว่า ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ เสน่ห์ในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นักลงทุนอาจตั้งคำถามว่าทำไมต้องมาตั้งโรงงานในไทยแล้วโดนภาษี 36% ในเมื่อมีตัวเลือกที่ดีกว่าอย่างเวียดนาม เงินลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจไหลออกไปตั้งแต่ยังไม่เริ่มการผลิต
Tradeoff ที่ไม่ง่าย และการเมืองในบ้านที่ซับซ้อน
นายพิพัฒน์ชี้ว่าไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องเลือก (trade off) ระหว่างการรักษาภาคการส่งออก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย กับการเปิดตลาดให้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยปกป้องมากที่สุด ทั้งในด้านภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่น โควตา และการห้ามนำเข้า
แม้ภาคเกษตรจะมีสัดส่วนต่อเศรษฐกิจไม่มากนัก แต่มีการจ้างงานจำนวนมหาศาล และมีผลกระทบต่อธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก การเปิดตลาดดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนจำนวนมากอย่างแน่นอน นอกจากนี้ เงื่อนไขสำคัญอีกประการคือการป้องกันสินค้าจีนสวมสิทธิ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีกับจีน
ปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์การเมืองภายในประเทศที่ขาดเอกภาพและเสถียรภาพ โดยเฉพาะเมื่อสามกระทรวงหลักที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาอยู่ในความดูแลของคนละพรรคการเมือง นายพิพัฒน์ตั้งคำถามว่าใครจะเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย และจะสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วหรือไม่ "การเจรจาภายใน (Internal Negotiations) อาจจะยากกว่าการเจรจาภายนอก (External Negotiation) เสียอีก" นายพิพัฒน์กล่าว พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีกลไกพิจารณาที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต
5 ทางออกรับมือวิกฤติ
เมื่อการเจรจาแบบ Win-Win อาจเป็นไปได้ยาก นายพิพัฒน์จึงเสนอ 5 แนวทางที่ไทยควรพิจารณาเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ โดยเน้นย้ำถึงการให้และรับ (Give and Take) การพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน และการหาทางชดเชยผลกระทบที่เกิดขึ้น:
- ทำความเข้าใจสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการ: ไทยต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสหรัฐฯ ต้องการให้ไทยเปิดตลาดสำหรับสินค้าสหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้า ยกเลิกมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี และจัดการกับปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ รวมถึงการหาทางแก้ไขปัญหาการขนส่งสินค้าผ่านแดน (Transshipment) อย่างจริงจัง
- พิจารณาการเปิดเสรีภาคเกษตรอย่างค่อยเป็นค่อยไป: ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ควรมีมาตรการลดผลกระทบและชดเชยความเสียหายอย่างเข้าใจจริง ๆ พร้อมสื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจประเด็น และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาทางเลือก
- พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยี-มูลค่าสูง: เช่น การให้สิทธิประโยชน์ด้าน R&D, เครดิตภาษีสำหรับชิ้นส่วน EV, ฮาร์ดแวร์ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อมาตั้งฐานการผลิตในไทย รวมถึงการยกระดับทักษะแรงงานสู่ทักษะดิจิทัลและหุ่นยนต์ เพื่อเพิ่มค่าแรงเฉลี่ยและผลิตภาพ
- จัดตั้ง War-Room ที่มีเสียงเดียว: โดยรวบรวมกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตร และภาคเอกชน เพื่อการตัดสินใจที่รวดเร็วและส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังสหรัฐฯ และนักลงทุนว่าประเทศ "เอาจริง"
- เร่งกระจายตลาดส่งออก: โดยใช้ประโยชน์จากข้อตกลง RCEP, CPTPP, GCC และเร่งจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับกลุ่มประเทศขนาดใหญ่อย่างสหภาพยุโรป (EU) เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ
การเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายนี้อย่างรอบด้านและรวดเร็ว จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดผลกระทบและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว
ที่มา : เฟซบุ๊ก Pipat Luengnaruemitchai