สมาคมบลจ. รับเม็ดเงินเข้า TESGX อาจไม่ถึงเป้า 2 หมื่นลบ. เหตุบรรยากาศไม่เอื้อ-หวังโค้งสุดท้ายดีขึ้น
สมาคมบลจ. รับเม็ดเงินเข้า TESGX อาจไม่ถึงเป้า 2 หมื่นลบ. เหตุบรรยากาศไม่เอื้อ-หวังโค้งสุดท้ายดีขึ้น
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -13 มิ.ย. 68 17:45 น.
นายกฯ สมาคมบลจ. ประเมินเม็ดเงินเข้ากอง TESGX ไม่ถึงเป้า 2 หมื่นลบ. หลังล่าสุดมีเงินเข้าเพียง 1 หมื่นลบ. รับไทม์มิ่งไม่ดี - หวัง 2 สัปดาห์สุดท้ายดีขึ้น ยันยังไม่คิดขยายเวลา
นางชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สำหรับเม็ดเงินที่เข้ามาในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thailand ESG Extra Fund : Thai ESGX) หรือ TESGX ทั้งเม็ดเงินจากกองทุนรวมระยะยาว (LTF) และเม็ดเงินลงทุนใหม่ในปัจจุบัน มีเข้ามาแล้วรวมประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท
แบ่งเป็นมาจาก LTF ประมาณ 8,000 - 9,000 ล้านบาท จากมูลค่าเดิมที่คงเหลือประมาณ 1.3 - 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งมูลค่าลดลงจากภาวะตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงและการขายทำกำไรออกมา ส่วนการลงทุนใหม่มีประมาณ 2,000 ล้านบาท
ทั้งนี้แต่เดิมก่อนเปิดขายกองดังกล่าวคาดหวังเม็ดเงินใหม่เข้ามา 20,000 ล้านบาท และเม็ดเงินที่ย้ายมาจาก LTF ประมาณ 80,000 ล้านบาท จากเงินคงค้าง ณ ขณะนั้นประมาณ 1.7 แสนล้านบาท
ทั้งนี้การซื้อขายกอง TESGX เริ่มตั้งแต่ 2 พ.ค. - 30 มิ.ย. 68 โดยปัจจุบันยังไม่มีแนวคิดขยายกรอบเวลาการซื้อขายดังกล่าว เนื่องจากมองว่าแม้จะขยายเวลา ในส่วนเม็ดเงินใหม่อาจยังไม่เข้ามาอยู่ดี อีกทั้งปัจจุบันยังมีปัจจัยลบหลายประเด็น เช่น การเมืองในประเทศ สงครามทางการค้า และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
"เรารับว่าการคาดการณ์เม็ดเงินที่โยกมาจาก LTF และเม็ดเงินใหม่ อาจพลาดเป้า ไม่รู้ว่านักลงทุนจะรอช่วงใกล้ๆ เวลาปิดการซื้อขายหรือเปล่า หรือบางทีนักลงทุนอาจมีกอง LTF หลายบลจ. จึงต้องใช้เวลาในการย้าย ส่วนเม็ดเงินใหม่มองว่า อาจเป็นช่วงไทม์มิ่งที่ไม่ใช่สิ้นปี ไม่มีโบนัส หรือเงินลงทุนใหม่ โดยเราคาดหวังว่าเม็ดเงินที่ย้ายจาก LTF จะมาอีกในช่วงที่เหลือนี้" นางชวินดา
สำหรับการลงทุนใน TESGX ในช่วง 1 พ.ค. - 30 มิ.ย. นี้ มองว่านักลงทุนกลุ่มลงทุนระยะยาว (LTF) ที่ไม่รีบใช้เงินลงทุน ควรย้ายเม็ดเงินดังกล่าวเข้ามาลงทุนใน TESGX เนื่องจากจะได้สิทธิพิเศษเพื่อการลดหย่อนภาษี อีกทั้งนอกจากการลงทุนยังได้ผลตอบแทนในรูปแบบส่วนต่างราคา ยังมีการจ่ายปันผลเข้ามา เพื่อนำเงินเข้ามาใช้จ่ายหรือต่อยอดการลงทุนเพิ่มได้ โดยความแตกต่างของ LTF คือลงทุนหุ้นไทยทั้งพอร์ต แต่ TESGX ลงทุนในสินทรัพย์ภายในประเทศตามแนวคิด ESG อย่างน้อยเพียง 65% และที่เหลือขึ้นกับแนวทางการบริหารงานของผู้บริหารกองทุน
"ใน 5 ปีนี้ ถ้าเรามีเงินหล่อเลี้ยงอยู่แล้วไม่ต้องใช้ เราควรใช้สิทธิ์โอนเงินลงทุนจาก LTF เข้า TESGX นี้ เพราะไม่รู้ปีหน้าจะได้สิทธิประโยชน์ภาษีหรือเปล่า ซึ่งการลงทุนนอกจากจะมีเงินกลับเข้ามาเป็นรูปของผลตอบแทน ยังมีปันผลด้วย ซึ่งเงินคืนดังกล่าวยังสามารถนำมาลงทุนหรือจับจ่ายใช้สอยได้ รวมถึงเม็ดเงินใหม่เข้ามาลงทุน อาจทำให้ตลาดทุนสดใสขึ้นได้" นางชวินดากล่าว
เรียบเรียง โดย ชุติมา อภิชัยสุขสกุล
อีเมล์. reporter@efinancethai.comอนุมัติ โดย สุรเมธี มณีสุโข
ดูข่าวต้นฉบับ