ประธานสภาองค์การนายจ้างฯ กล่าวถ้อยแถลง บนเวทีILO แนะเร่งพัฒนาแรงงาน ฟื้นเศรษฐกิจ
ดร.เนาวรัตน์ ทรงสวัสดิ์ชัย ประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กล่าวในที่ประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ครั้งที่ 113 ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า ความท้าทายที่เกิดขึ้นด้านสุขภาพ ภูมิอากาศ ภูมิรัฐศาสตร์และด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุของปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจและสิทธิมนุษยชนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศใหญ่ๆที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจมากกว่าประเทศเล็กๆ ซึ่งเดิมสามารถเจรจาต่อรองกันอย่างเป็นระบบผ่าน FTA ซึ่งแต่ละประเทศทำ MOU ร่วมกันได้ ปัจจุบันเรื่องนี้ตกไป จึงทำให้แต่ละประเทศต้องมีการปรับตัวในยุทธศาสตร์ต่างๆกัน เพื่อประคองให้ประเทศตนผ่านพ้นวิกฤตแห่งความวุ่นวายเหล่านี้
ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งซึ่งต้องประสบปัญหาเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งหลังจากช่วงโควิดที่ผ่านมาประเทศไทยมี GDP ที่ลดลง ซึ่งในปีนี้ตามที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดคะเน GDP โตประมาณ 1.8% ซึ่งค่อนข้างน่าเป็นห่วง การลงทุนในภาคเอกชนก็ติดลบในไตรมาส 1 ปี 2568 การบริโภคภายในประเทศก็ลดน้อยลง ความมั่นใจในประเทศลดถอยลงเพราะครัวเรือนมีหนี้สินมาก ผู้ประกอบการรายใหญ่เกิดความไม่มั่นใจในการลงทุนใหม่ ซึ่งปัญหาใหญ่ๆเหล่านี้ต้องการการแก้ไขทั้งในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว การแก้ไขระยะสั้นและระยะกลางรับผิดชอบโดยกระทรวงการคลังเฉพาะส่วนของ NPL และหนี้สินครัวเรือน
การแก้ไขระยะกลางรับผิดชอบโดยกระทรวงแรงงานในส่วนของ Reskill,Upskill รวมถึงผลักดันค่าแรงตามวิชาชีพรายสาขาให้ครบทุกสาขา ระดับ 1,2,3
การแก้ไขระยะยาว
1. การขาดแคลนแรงงานซึ่งเกิดจากการเกิดของประชากรลดลงจำนวนมากในขณะที่แรงงานสูงอายุ/เกษียณ เพิ่มขึ้นมากไม่สามารถ balance ได้ ต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ โดยพัฒนา New Future skill เพื่อรองรับ Technology และ AI ใหม่ๆ
2. การขาดแคลนพลังงาน ซึ่งพลังงานส่วนใหญ่ที่มีการนำเข้ามากกว่ามีเองภายในประเทศ ทำให้ต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้นตามสภาวะราคาตลาดจำเป็นต้องหาแหล่งพลังงานใหม่ๆในประเทศเพิ่มขึ้น
3. Product Champion ใหม่ๆ
การนำ Technology AI เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมและธุรกิจ ปัจจุบันเกิดขึ้นมากทำให้ Disrupt การทำธุรกิจและแรงงานในอุตสาหกรรม ฉะนั้นการพัฒนาแรงงานให้มีคุณภาพเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของการใช้ Technology และ AI มาใช้ในธุรกิจอุตสาหกรรม จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมสามารถแข่งขันและอยู่รอดได้ ขณะเดียวกันการใช้แรงงานสูงอายุเพิ่มขึ้นก็จะเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยให้การถ่ายทอดทักษะจากแรงงานสูงอายุสู่แรงงานใหม่ที่ไร้ทักษะได้เร็วขึ้น
การสร้างความเท่าเทียม การเคารพสิทธิมนุษยชน การเพิ่มผลิตภาพและสร้างความเชื่อมั่น จึงเป็นแนวทางที่ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น
สิ่งที่ประเทศไทยเร่งแก้ปัญหาระยะยาวขณะนี้คือ
1. การปูพื้นในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสร้างงานและสร้าง Product ใหม่ๆสนองความต้องการของโลก ปัญหานี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ปี ซึ่งรัฐบาลต้องช่วยเกษตรกรในการนำเทคโนโลยีใหม่มาช่วยและดูแลเกษตรกรในช่วงระยะเวลาที่ผลผลิตตกต่ำ
2. ปรับปรุงคุณภาพการศึกษาโดยการรวม ร.ร.ประถมและมัธยมเข้าด้วยกันเพื่อปรับปรุงคุณภาพมาตรฐานของนักเรียนในทุกอำเภอ ทุกจังหวัด ให้มีมาตรฐานอยู่ในระดับเท่าเทียมกัน ให้สามารถผลิตนักศึกษาที่มีคุณภาพตอบสนองความต้องการของธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งขบวนการนี้ก็ต้องใช้เวลา แต่ก็จะต้องทำให้อนาคตของชาติและเศรษฐกิจกลับสู่สภาวะที่เติบโตขึ้นในอนาคต
ท้ายสุดนี้สภานายจ้าง 18 สภาในประเทศไทยเราอยากเห็น ไตรภาคี ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคลูกจ้าง เคารพและเห็นด้วยกันกับการออกกฎหมายต่างๆรวมถึงการพิจารณา เพื่อบังคับใช้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม