โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เครดิตบูโรเตือนคนไทย ตกหลุมหนี้นานแก้ยาก เพราะจีดีพีไม่โตแซงหนี้

TODAY

อัพเดต 25 มิ.ย. 2568 เวลา 17.05 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 10.05 น. • workpointTODAY

เรื่องหนี้ฟังเมื่อไรก็ทำให้กลุ้มใจ เพราะแนวโน้มจำนวนคนที่เป็นหนี้ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บนเวทีสัมมนาประชาชาติธุรกิจ ‘สุรพล โอภาสเสถียร’ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ขึ้นบรรยายพิเศษในหัวข้อ “คน…พลิกวิกฤต (หนี้)” เล่าถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยที่กำลังน่าเป็นห่วง

โดยได้เปิดเผยตัวเลขหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นทางการในไตรมาส 4/67 เท่ากับ 16.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 88.4% ต่อจีดีพี

สิ่งที่น่ากลัวคือหนี้ครัวเรือนไทยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เหตุการณ์ที่บูสหนี้ขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเริ่มมาตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 สะสมหนี้จนมาถึงช่วงโควิดระบาดและทวีคูณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

หากย้อนดูสถิติในอดีตตัวเลขหนี้ครัวเรือนเทียบจีดีพี ตัวเลขเคยต่ำอยู่ที่ 76.4% ในปี 2556 และพุ่งขึ้นมาสูงสุดในปี 2564 ที่ 95.5% ส่วนปัจจุบันอยู่ที่ 88.4% ซึ่งหนี้ครัวเรือนไม่ควรเกิน 80% ของจีดีพี ตัวเลขตอนนี้จึงน่ากังวลมากๆ

ถ้าพูดถึงปัญหาใหญ่ของคนไทยในตอนนี้คือกำลังเผชิญกับหลุมรายได้ จากการที่รายได้ไม่เพียงพอสวนทางกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ทำให้ต้องกู้เงินมากขึ้นเพื่อมาดำรงชีพ จากข้อมูลพบว่ารายได้โตปีละ 3% แต่รายจ่ายรวมภาระหนี้โตปีละ 5% สะท้อนว่ารายได้โตไม่ทันรายจ่ายทำให้เกิดหนี้

ขณะที่ ‘หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระบบเครดิตบูโร’ ข้อมูล ณ สิ้นเดือนเมษายน 2568 แบ่งตามประเภทสินเชื่อมีทั้งหมด 13.52 ล้านล้านบาท หนี้ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือหนี้คนตัวเล็กอย่างกลุ่ม SMEs ที่ต้องกู้เงินมาประครองธุรกิจ

รวมถึงหนี้ค่างวดต่างๆ อย่างสินเชื่อรถยนต์/ รถมอเตอร์ไซค์ (Auto Loan) ที่เริ่มเห็นสัญญาณของการผิดนัดค่างวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้เป็นตัวสะท้อนภาพของคนทั่วไปได้ดีว่ากำลังจ่ายหนี้ไม่ไหว

ถึงแม้ว่าตัวเลขสินเชื่อใน 4 เดือนของปีนี้จะลดลงจากเดือนมกราคมเป็นจำนวน 80,000 ล้านบาท คิดเป็นการหดตัว 0.6% เนื่องจากการพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นของสถาบันการเงิน

แต่ถ้าดูที่ตัวเลขหนี้เสีย NPLs ที่มีจำนวน 1.12 ล้านล้านบาท โดยมีจำนวนรายลูกหนี้ 5.1 ล้านรายลูกหนี้ มีจำนวนบัญชี NPLs 9.1 ล้านบัญชี กลุ่มนี้คือกลุ่มเป้าหมายที่ควรเร่งแก้ไข

รวมถึงกลุ่มลูกหนี้ที่มีภาระหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท เป็นกลุ่มเป้าหมายแรกที่ควรรีบเข้าไปช่วยให้ปลดหนี้ได้ไวขึ้น ปัจจุบันมีประมาณ 3.3 ล้านรายลูกหนี้ มียอดรวมหนี้อยู่ที่ 1.21 แสนล้านบาท หนี้ส่วนใหญ่มาจากหนี้ส่วนบุคคล เช่าซื้อ บัตรเครดิตและสินเชื่อรถยนต์

‘สุรพล’ เล่าต่อว่า สิ่งที่จะทำให้หนี้ครัวเรือนลดลงได้ก็คือการทำให้จีดีพีโตมากกว่าหนี้ครัวเรือน แต่ปีนี้ทั้งปีคาดการณ์จีดีพีไทยจะโตแค่ 1.8% เท่านั้น สถานการณ์จึงน่าเป็นห่วง ยิ่งถ้าไม่มีมาตรการอะไรดีๆ ออกมาช่วยอย่างจริงจัง ภาพรวมหนี้น่าจะแย่ลง

โดยทางเครดิตบูโรได้มีการประมาณการภาพรวมของหนี้ในช่วง 1 ปีข้างหน้าไว้หากเศรษฐกิจและจีดีพียังโตต่ำ ดังนี้

– SM (Special Mention) จะขยับเพิ่มไปอยู่ที่ประมาณ 600,000 ล้านบาท เนื่องจากมีมาตรการ DR (Debt Relief) มาช่วยประคองการไหลเพิ่มขึ้น

– NPL (Non-Performing Loan) จะค่อยๆ ขยับไปอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท

– TDR (Troubled Debt Restructuring) จะขยับเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของ NPL ซึ่งจะอยู่ที่มูลค่าเกินกว่า 1.2 ล้านล้านบาทเล็กน้อย

นอกจากนี้ยังคาดว่าสัดส่วนสินเชื่อต่างๆ อย่าง สินเชื่อส่วนบุคคล รถยนต์ บัตรเครดิต ก็จะขยับเพิ่มขึ้นไปด้วยในอีก 1 ปีข้างหน้า แปลว่ามีคนจะเป็นหนี้เพิ่มขึ้นอีกแน่นอน

“การจะทำให้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนโตต่ำกว่า 80% การเติบโตของจีดีพีต้องสูงกว่าการเติบโตของหนี้ หมายความว่าการปล่อยสินเชื่อจะต้องเข้มงวดขึ้น เงื่อนไขต้องยากขึ้น และเศรษฐกิจต้องโตให้ได้มากกว่านี้ต้องมากกว่า +2% +3% +4% สถานการณ์หนี้ถึงจะดีขึ้น” นายสุรพล กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...