Estar ถอดประสบการณ์อสังหา โตจากหนี้=วิกฤต โตจากโอเปอเรชั่น=โอกาส
เบิกฤกษ์ครึ่งปีหลัง 2568 ค่าย Estar ประกาศความพร้อมทั้งแผนงาน-แผนเงิน-แผนคน ในการเดินหน้าแผนธุรกิจใหม่ ภายใต้มอตโต้ The Next Chapter in Exclusive Living
เรื่องใหม่ในครึ่งปีหลังนี้ ถอดบทเรียนอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างตรงจุด ฟันธงได้อย่างตรงใจว่า บนความผันผวนของภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ธุรกิจที่ยังคงเดินหน้าลงทุนพัฒนาโครงการได้อย่างต่อเนื่อง กุญแจสำคัญอยู่ที่โมเดลการเติบโต จะต้องเติบโตจากโอเปอเรชั่น ไม่ใช่การเติบโตจากการกู้หนี้มาลงทุนต่อยอด
ขยับฐานลูกค้าราคา 10-30 ล้าน
โดย “ไพโรจน์ วัฒนวโรดม” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ Estar ระบุว่า ปี 2568 นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Estar ที่มีวิสัยทัศน์กลยุทธ์การแข่งขันไม่ใช่แค่การดำเนินธุรกิจตามทิศทางตลาดทั่วไป แต่เป็นการ “สร้างเกมใหม่” ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งกว่าเดิม
ด้วยแนวคิดที่ว่า การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่เพียงเพื่อการขายที่อยู่อาศัย แต่คือการส่งมอบคุณภาพชีวิตและประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์อนาคตของผู้คนอย่างแท้จริง
“Estar เชื่อมั่นว่าการเติบโตที่แท้จริงไม่ควรจำกัดอยู่แค่ตัวเลขรายได้ แต่ต้องสร้าง คุณค่าร่วม ให้กับลูกค้า สังคม และองค์กรอย่างยั่งยืน”
ทั้งนี้ Estar มีการรีโมเดลแผนธุรกิจครั้งสำคัญ ขยับฐานลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย จากราคา 3-5 ล้านบาทที่มีปัญหายอดปฏิเสธสินเชื่อสูง มาสู่ฐานลูกค้าระดับไฮเอนด์และลักเซอรี่ แต่ไม่ใช่ลักเซอรี่พร่ำเพรื่อ หากแต่โฟกัสกลุ่มราคา 10-30 ล้านบาท เป็นเป้าหมายหลัก นำเสนอผ่านกลยุทธ์ Creating What’s Different-สร้างสรรค์สิ่งที่แตกต่าง 4 แกนหลัก คือ
1.Segment (โฟกัสกลุ่มเป้าหมายศักยภาพสูง) : เจาะกลุ่ม High Net Worth และ Mid-High Segment ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและมองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เหนือระดับ
2.Speed (ดำเนินงานตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม) : วางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงไตรมาส 3-4 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตลาดมีความคึกคักและพร้อมรับการลงทุน
3.Quality (ยกระดับคุณภาพงานออกแบบ) : นำเสนอดีไซน์ระดับพรีเมี่ยม ที่เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง พร้อมความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด
4.Connection (เชื่อมต่อทำเลศักยภาพ) : สร้างเครือข่ายที่อยู่อาศัยคุณภาพระดับสูงในทำเลทองทั้งในกรุงเทพฯ
และระยอง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายและสร้างโอกาสในการเข้าถึงทำเลสำคัญ
เปิด 4 โครงการลักเซอรี่ 3,500 ล้าน
ทั้งนี้ Estar ตอกย้ำความแข็งแกร่งในการพัฒนาโครงการบ้านหรู โดยเฉพาะในจังหวัดระยอง ที่บริษัทประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากโครงการ เวลาน่า ไฮด์ อู่ตะเภา-บ้านฉาง มียอดขายและยอดโอนเฟสแรก 95%, แกรนด์ เวลาน่า พูลวิลล่า ที่สร้างปรากฏการณ์ Sole Out 100% ภายใน 3 เดือน
ล่าสุด Estar เตรียมเปิดเพิ่มโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องใน 2 ทำเลทอง ได้แก่ จังหวัดระยอง ดินแดนแห่งโอกาสและศักยภาพทำเลแห่งอนาคต โดยข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดศักยภาพระยองมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงสุดของประเทศ ณ ปี 2567 รายได้อยู่ที่ 1.03 ล้านบาท/คน/ปี และ GPP (มูลค่าเศรษฐกิจจังหวัด) สูงถึง 1.08 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ คาดการณ์ตลาดบ้านแนวราบในพื้นที่ EEC (เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก) น่าจะยังขยายตัวไปได้ถึงสัดส่วน 34% ของตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวมทั่วประเทศ แสดงให้เห็นถึงดีมานด์ที่แข็งแรง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อระดับกลางถึงบน ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโดยตรง
อีกทั้งเมกะโปรเจ็กต์ภาครัฐ อาทิ โครงการสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก บนพื้นที่ 6,500 ไร่ ตามแผนคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2572 รองรับผู้โดยสาร 60 ล้านคนต่อปี ประเมินว่ามีการจ้างงาน 50,000 ตำแหน่ง เป็นโอกาสทางธุรกิจจากดีมานด์ในพื้นที่ให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
โดย Estar วางแผนเปิดตัว 3 โครงการใหม่ในระยอง ประกอบด้วย 1.โครงการแกรนด์ เวลาน่า คราวน์ อู่ตะเภา-บ้านฉาง มูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท ราคา 11-20 ล้านบาท เปิดขายเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำยอดขายเฟสแรกเกิน 70%
2.แกรนด์ เธร่า พรีม่า บูรพาพัฒน์-สุขุมวิท มูลค่า 200 ล้านบาท ดีไซน์บ้านเดี่ยว 4 ห้องนอน บนที่ดิน 72 ตารางวา ตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง ราคาจับต้องได้ 5-8 ล้านบาท วางแผนเปิดขายในไตรมาส 3/68 3.โครงการใหม่ เวลาน่า บูรพาพัฒน์-สุขุมวิท มูลค่า 700 ล้านบาท บ้านเดี่ยวสไตล์ French Villa ราคา 6-9 ล้านบาท วางแผนเปิดตัวในไตรมาส 4/68
อีก 1 โครงการปักหมุดลงทุนในกรุงเทพฯ Estar และหมายมั่นปั้นมือให้เป็นโครงการเรือธง “แกรนด์ เวลาน่า คราวน์ กาญจนาภิเษกฯ-พุทธมณฑล สาย 1” มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท บ้านเดี่ยวระดับลักเซอรี่ ราคา 20-30 ล้านบาท โดดเด่นด้วยดีไซน์ Modern European Classic ภายใต้แนวคิด “The Aesthetics of Success” สะท้อนความเป็นมรดกแห่งความสำเร็จ ตอบโจทย์กำลังซื้อสูงที่มองหาความพิเศษและแตกต่าง วางแผนเปิดตัวไตรมาส 3/68 นี้
“ซัพพลายในตลาดบนทำเลนี้ยูนิตเหลือขาย 20-30 ล้านบาท เริ่มพร่องไปจากทำเล จุดขายที่ตั้งใจทำคือฟังก์ชั่นที่คู่แข่งขันมี Estar 1+ ผมบวกให้อีก 1 ฟังก์ชั่น เช่น คู่แข่งให้ 3 ที่จอดรถเราให้ 4 คัน คนอื่นมี 3 ห้องนอนเราเพิ่มเป็น 4 นอน ทีมงานดีไซน์มาจากทีมเดียวกับท็อป 3 ตลาดบ้านแพง ในขณะที่ทำเลเรากินขาดเพราะอยู่ริมถนน ไม่ได้อยู่ในซอย การจะเปลี่ยนใจลูกค้าพรีเมี่ยมต้องให้ในสิ่งที่ลูกค้าจับต้องได้ วัสดุก็ต้องเทียบเท่าหรือมากกว่า เมื่อวางบนบรรทัดเดียวกันเราคุ้มค่ากว่าแน่นอน”
เกมรุก Estar “โตด้วยโอเปอเรชั่น”
เรื่องใหม่ที่ให้น้ำหนักเป็นพิเศษยังรวมถึง Estar ต่อจิ๊กซอว์พอร์ตรายได้ นอกจากทำที่อยู่อาศัยเพื่อขายแล้ว ยังให้น้ำหนักการลงทุนสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น
โดยมีแผนพัฒนาโครงการที่อำเภอบ้านฉาง ได้แก่ 1.Seastar Serviced Apartment & Hotel มีบ้านเช่า 23 หลัง ห้องพัก 114 ยูนิต มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเกิน 70% อนาคตอันใกล้มีแผนขยายเพิ่มอีก 27 หลังในเฟสถัดไป 2.The Sphere Sport Club มี 2 สาขาที่เปิดให้บริการ รองรับสมาชิกองค์กร 50 บริษัท สมาชิกใช้งานประจำ 500 ราย ปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 50 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 20% ตลอด 5 ปีหน้า
3.One Stop Living Service บริการครบวงจรที่ครอบคลุมการดูแลบ้าน รีโนเวต ซ่อมแซม ทำสวน และแม้กระทั่งบริการแม่บ้าน เพื่อสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยแบบครบวงจรอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกบ้าน
“บ้านฉางไม่ใช่แค่ทำเลแห่งอนาคตในเชิงเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันก็มีศักยภาพด้านคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจน ทั้งสนามกอล์ฟ สิ่งแวดล้อมที่เงียบสงบ และธรรมชาติที่ร่มรื่น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ห่างไกลจากศูนย์กลางอุตสาหกรรมและสนามบิน”
สำหรับแผนธุรกิจ Estar ปี 2568 มั่นใจว่าจะทำยอดโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามเป้า 2,000 ล้านบาท โดยแผน 3 ปี (2569-2571) ต้องการไต่ระดับขึ้นไปถึงเป้าโอน 3,000 ล้านบาท คำนวณคร่าว ๆ ปี 2568 เป้ารายได้ 2,000 ล้านบาท ปี 2569 เป้ารายได้ 2,200-2,400 ล้านบาท ปี 2570 เป้ารายได้ 2,500-2,700 ล้านบาท และปี 2571 เป้ารายได้ 3,000 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้หลักยังคงมาจากตลาดกรุงเทพฯ 70% ระยองอีก 30%
“เวลาทำธุรกิจต้องดู Life Cycle ประเทศไทยงวดนี้จีดีพีขาลงตลอดและต่อเนื่องเป็นสิบปีแล้ว แนวทางของ Estar เหมือนเราเป็นยักษ์หลับที่เพิ่งตื่น ดีอีเรโช (หนี้ต่อทุน) ไม่ถึง 1:1 ถึงแม้มีหลายแบงก์ยินดีให้เงินกู้ไปซื้อที่ดินมาลงทุน แต่เราดูจากโอเปอเรชั่นเป็นหลัก ให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ตอนนี้เรายังไม่กู้เพิ่มขอดูผลตอบรับแต่ละโครงการ เราไม่มีปัญหาหุ้นกู้ ไม่มีปัญหาการจ่ายดอกเบี้ย”
บรรทัดสุดท้าย “ไพโรจน์” ประเมินสถานการณ์ดีเวลอปเปอร์อย่างตรงไปตรงมา ภาพรวมสำหรับองค์กรที่เติบโตจากหนี้อาจต้องเหนื่อยกว่าคนที่เติบโตจากโอเปอเรชั่น เพราะกำลังจะเจอปัญหากับดักจ่ายคืนหนี้หุ้นกู้ ซึ่งเป็นหนี้ระยะสั้น หากหมุนรอบไม่ดี-ไม่ทัน อาจถึงเวลาที่ต้อง End Game
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Estar ถอดประสบการณ์อสังหา โตจากหนี้=วิกฤต โตจากโอเปอเรชั่น=โอกาส
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net