โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

"อภิสิทธิ์" ชี้ ศาลรธน.ตัดสินจริยธรรมการเมือง เหตุปัญหาจิตสำนึก

PostToday

อัพเดต 23 ก.ค. 2568 เวลา 06.57 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 13.32 น.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมแบ่งปันแนวคิดเกี่ยวกับการเมืองประเทศไทยที่ในปัจจุบันถูกมองว่าถึงทางตัน ผ่านรายการ “Exclusive Talk : ผ่าทางตันประเทศไทย” Chapter Three กับ3บก.เครือเนชั่น ประกอบด้วย นายสมชาย มีเสน นายวีระศักดิ์ พงษ์อักษร และ นายบากบั่น บุญเลิศ เนื่องในโอกาศครบรอบ 55ปี เนชั่น กรุ๊ป

โดยช่วงหนึ่งของรายการ พิธีกร ตั้งคำถามว่า เห็นด้วยหรือไม่ที่ศาลรัฐธรรมนูญมาตัดสินเรื่องจริยธรรมทางการเมือง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ผมบรรยายไม่รู้กี่ที่ มากี่ปีแล้วผมบอกว่าปัญหาของเราก็คือ

1. การที่ให้ศาลมาชี้เรื่องจริยธรรม การตีความจริยธรรมเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย หลักเกณฑ์การพิจารณาของศาลเราจะคิดถึงเรื่องของการมีพยานหลักฐาน ปราศจากข้อสงสัย แต่สิ่งที่เราต้องการจริงๆมันคือความรับผิดชอบทางการเมืองซึ่งหมายความว่ามาตรฐานคนละมาตรฐาน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่าคนก็ถามว่าถ้าอย่างงั้นก็อย่าให้ศาลทำสิ

หากอยากผ่าทางตันประเทศต้องเรียนรู้จากอดีต การเรียนรู้จากอดีตคือว่าทำไมเรื่องนี้อยู่ๆ มาอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ วันก่อนผมสนทนากับผู้อำนวยการสำนักข่าวญี่ปุ่นเขาก็มาถามผมว่าประเทศไทยทำไมศาลรัฐธรรมนูญมาตัดสินเรื่องนี้ ที่ญี่ปุ่นเจ้าตัวลาออกไปตั้งแต่วันแรกแล้ว

พิธีกร กล่าว เสริม มันก็เป็นเรื่องจิตสำนึก?

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถูก ก็คือพูดง่ายๆ ถ้าเราไปดูในระบบรัฐสภาทุกประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภาเราเอามาแต่กติกา แต่เราไม่เอาประเพณีไม่เอาวัฒนธรรมทางการเมืองมาด้วย ส่วนใหญ่เจ้าตัวอยู่ไม่ได้หรอกมีเรื่องรุนแรงร้ายแรงไม่เกินอาทิตย์ยกตัวอย่างญี่ปุ่น สัมภาษณ์ผิดคำเดียวแค่เรื่องไม่ซื้อข้าวยังต้องลาออกเลย

พิธีกร กว่าเสริมว่า แปลว่าจิตสำนึกจริยธรรมของเราต่ำ?

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คือเหตุผลถ้าเราไปฟังคนเหล่านั้นที่เขาลาออก เขาจะให้เหตุผลเหมือนกันหมดเขาจะไม่พูดว่าเขาผิดหรือถูก เขาจะพูดว่า 1.สังคมไม่ควรเสียเวลากับเขา

2.เขาต้องทำเพื่อรักษาศรัทธาของคนที่มีต่อระบบระบบประชาธิปไตย

เพราะฉะนั้นอันนี้คือหัวใจสำคัญว่าระบบต้องสำคัญกว่าบุคคลไอ้ของเราเนี่ยทุกคนจะคิดว่าขาดฉันไม่ได้ถ้าผมไม่ทำใครจะทำอะไรทำนองนี้

ประเด็นก็คือว่า 1 ตัวบุคคลก่อน 2 สังเกตต่อไปเกิดตัวบุคคลไม่ทำใครทำ พรรคที่เขาสังกัด เพราะหากเราดูอังกฤษ ออสเตรเลีย เปลี่ยนนายกทั้งหมดกี่คนเพราะพรรคบอกว่าไอ้คนเป็นหัวหน้าคนที่ไปเป็นนายกทำอย่างนี้ไม่ได้ ไม่ใช่แนวทางของพรรค

ปัญหาของประเทศไทยก็คือพรรคยังเป็นของบุคคล เมื่อพรรคเป็นของบุคคลกลไกนี้ก็ไม่เกิด และเมื่อพรรคไม่ทำถัดไปกรรมาธิการจริยธรรมของสภาซึ่งเขาจะใช้วิธีเอาผู้ที่มีความเป็นอิสระมาสอบสวนข้อเท็จจริง

เสนอข้อเท็จจริงไม่ต้องลงมติหรอก แค่เสนอออกมาให้เห็นว่ามีความไม่เหมาะสมเกิดขึ้นกลับไปstep ที่ 1 ที่ 2 เรามีกรรมาธิการจริยธรรมของสภาที่ลงโทษใครไม่ได้เลย นี่คือที่มาทำไมมันถึงต้องไปที่ศาล

นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า มีการเขียนกฎหมายแล้วจะไม่ทำตามกฎหมายก็ไม่ได้ บังเอิญประมวลจริยธรรม พูดตามตรงถ้าคุณไปเป็นนักการเมืองเนี่ยคุณควรจะหนาวเลย เพราะเขียนละเอียดจริงๆและเมื่อผิดจะเถียงว่าไม่ผิดก็ยาก

ถ้าเราอยากจะผ่าทางตันอย่างนี้เราก็บอกว่าระบบการเมืองมันมีปัญหาทั้งหมดไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้องค์กรอิสระที่ขาดความศรัทธาไม่มีความอิสระแล้วจะแก้อย่างไรวุฒิสภาควรจะมีหรือไม่ทั้งหมดนี้มันต้องเปิดใจเข้ามาหารือและอาจจะต้องทำใจก่อนว่าไอ้ความคิดที่จะไปเขียนเช็คเปล่าว่าเราไปเลือกคนมาแล้วมาเขียน ในความหวาดระแวงต้องทำให้ไม่เกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นหากอยากผ่าทางตันพรรคการเมืองต้องเปิดใจเข้าหากันเพราะรัฐธรรมนูญที่จะต้องแก้ จะตอบโจทย์1 2 3 4 5 เชิญฝ่ายต่างๆในสังคมเข้ามาว่าเขาต้องการอะไร

พิธีกร ถามต่อว่า แก้ยากตรงที่พรรคการเมืองที่เขาได้ประโยชน์จากระบบนี้เขาไม่แก้และดันไปมีอำนาจเหนือกว่าวุฒิอีก

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะบอกว่า ได้ประโยชน์หรือไม่ได้ประโยชน์ผมดูแล้วทำท่าจะไม่รอดสักพรรค ก็เลยไม่แน่ใจมันได้ประโยชน์จริงหรือเปล่า มันได้ในบางสถานการณ์ มันได้ในบางกระบวนการแต่เอาเข้าจริงๆมันก็บางคนยังกลัวว่าจะเกิดะนิวเคลียร์ล้างกันไปทั้งหมด หรือบางคนไม่กลัวบอกดีเหมือนกันล้างกันไปทั้งหมด

ก็คือว่าของแบบนี้ประเทศไทยเราผ่าทางตันไม่ได้ถ้าเราไม่ยอมมาหามติในเรื่องที่เป็นพื้นฐานที่สุดในสังคม

กระบวนการคือ เราหวังว่าถ้ามีสสร.ก็อาจจะใช้กระบวนการนั้น แต่ตอนนี้พอเกิดความหวาดระแวงอีกว่ามีสสรมาเนี่ยในที่สุดจะเป็นอิสระจากพรรคการเมืองไหม อะไรไหม มันก็มีทางแก้ เช่น เราจะมีสสร. ก็กำหนด ให้มีTOR ได้ไหมว่าขอบเขตของรัฐธรรมนูญที่จะแก้มีอะไรบ้างที่ห้ามแก้หรือต้องมีเรื่องอะไรบ้างซึ่งมันเป็นเรื่องสำคัญต้องมีกลไกที่ชัดเจนทำงานได้เป็นอิสระ อย่างน้อยมีกำกับไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆไปศึกษาหายไปเลยหรือต้องถึงศาลเหมือนเดิม หรืออะไรอย่างนี้ เป็นต้น

เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เอาพูดก็พูดให้หมดเลยแม้แต่หมวด 1 หมวด 2 คืออย่ามาทะเลาะกันแค่ว่าต้องแก้ได้ หรือห้ามแก้จริงๆหมวด 1 หมวด 2 แก้ให้มันดีขึ้นก็ทำได้แต่ส่วนใหญ่เป็นที่เรียกร้องให้แก้ ผมก็ยังไม่ทราบเลยว่าเขาจะแก้อะไร

ฉะนั้น 1.ถ้าอยากมีสสร.ต้องมี tor

2.คือว่าเราใช้วิธีการแก้รายมาตราแต่จะแก้ให้มันเกือบทุกมาตราก็ได้แล้วมันจะได้เห็นอย่างโปร่งใสว่าที่กำลังแก้ที่อ้างว่าดีขึ้นเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น องค์กรอิสระ อิสระมากขึ้นเรื่องจริยธรรมยังมีมันต้องปรากฏอยู่ในร่างที่สภาพิจารณา และโดยการที่ไปแก้ส่วนนี้มันเกี่ยวข้องกับมาตราที่รัฐธรรมนูญบังคับว่าจะต้องไปทำประชามติอยู่ดีอย่างน้อยก็มีหลักประกันว่าประชาชนจะมีโอกาสในการที่จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ

แต่ถ้าจะดีไปกว่านั้นตอนที่ยกร่างก็ทำเป็นเหมือนกับกรรมาธิการวิสามัญที่เชื่อมกับฝ่ายต่างๆ ที่ไม่ได้อยู่ในสภาเนี่ยเข้าไปทำด้วย หากพรรคประชาชนก็ยังติดใจบอกมันคล้ายๆการล้างมรดกบาปของคสช.ผมก็บอกว่าจริงๆนะถ้าอยากจะติดใจกันตรงนั้นเวลาเขียนเหตุผลก็เขียนไปซึ่งมันต้องบันทึกอยู่

ว่าการแก้ไขครั้งนี้เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 60 มีที่มาที่สังคมบอกว่าไม่ชอบธรรมไม่ยอมรับเลยก็เขียนได้ ทุกเรื่องมันมีทางออกแต่เราไม่ยอมเปิดใจมาคุยกันต่างฝ่ายต่างก็ยึดมั่นถือมั่นว่าไม่ซ้ายก็ขวา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...