โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สงครามกลางเมืองซูดานสร้างนรกในชีวิตจริง ชาวบ้านนอนกลางดิน กินกลางทราย

Amarin TV

เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 03.16 น.
สงครามกลางเมืองซูดานทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 2 หมื่น 8 พันชีวิต ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นสงครามที่นองเลือดมากที่สุดครั้งหนึ่ง

ท่ามกลางสงครามและความขัดแย้งมากมาย สงครามกลางเมืองซูดานดูเหมือนจะไม่อยู่ในขอบเขตความสนใจของโลกมากเท่าไหร่ ยิ่งเทียบกับกว่า 2 หมื่น 8 พันชีวิตที่สูญเสียให้สงครามครั้งนี้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นสงครามที่นองเลือดมากที่สุดครั้งหนึ่ง และยังไม่มี่วี่แววจะจบลง โดยความขัดแย้งครั้งล่าสุดนี้ เกิดจากการปะทะกันระหว่างกองทัพซูดาน และ กองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว สองกองทหารคู่แข่งภายในรัฐบาลทหารซูดานที่คอยแย่งชิงอำนาจมายาวนาน

ซูดานแทบไม่เคยว่างเว้นจากสงคราม

นับตั้งแต่ซูดานได้รับเอกราชในปี 1955 จากอังกฤษ สงครามก็ปะทุขึ้นมาโดยตลอด โดยสาเหตุเกิดจากความขัดแย้งทางศาสนาและชาติพันธุ์ ซูดานจึงเจอกับสงครามกลางเมืองมานับครั้งไม่ถ้วน

สงครามกลางเมืองครั้งแรก เกิดขึ้นระหว่างปี 1955-1972 ระหว่างรัฐบาลซูดานกับกลุ่มกบฏ และสงครามกลางเมืองครั้งที่สอง ระหว่างปี 1983-2005 เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลซูดานกับกองทัพปลดปล่อยประชาชนซูดาน (SPLA/M). สงครามครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการแยกประเทศซูดานใต้ในปี 2011

ดินแดนทางตอนใต้ของซูดานประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม รัฐเกิดใหม่แห่งนี้มีชื่อว่า ซูดานใต้ โดยมีนครจูบาเป็นเมืองหลวง

ขณะที่กรุงคาร์ทูม เมืองหลวงของสาธารณรัฐซูดาน กลับต้องเผชิญกับสงครามกลางเมืองครั้งที่ 3 ที่เริ่มปะทุขึ้นในปี 2023

กลางเดือนเมษายนปี 2023 ท้องฟ้าของกรุงคาทูม เมืองหลวงซูดาน ถูกปกคลุมไปด้วยควันสีดำ เสียงดังของปืน ระเบิด และเครื่องบินรบ ดัสลับกันไปมา ขณะที่การสู้รบระหว่างกองทัพซูดานกับกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว หรือ RSF รอบใหม่ปะทุขึ้นอย่างดุเดือด

บ้านเรือนชาวบ้านได้รับความเสียหาย ณ เวลานั้น ผู้คนอพยพออกจากเมืองหลวงไปยังที่ปลอดภัย จากสงครามที่ณวันนั้นไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะยืดเยื้อยาวนาน ใครเลยจะรู้ ผ่านมาแล้ว 2 ปี เสียงปืนยังคงดังเช่นเคย และพื้นที่ความขัดแย้งค่อยๆ ขยายวงกว้างออกเรื่อยๆจนกระทั่งวันนี้ แทบจะไม่มีพื้นใดในซูดานปลอดภัยอีกแล้ว

ชาวบ้านที่หลบหนีภัยสงครามต้องนอนกลางดินกินกลางทราย

บนผืนดินที่เต็มไปด้วยฝุ่นและทราย นอกเมืองทาวีลา เมืองเกษตรกรรมเล็ก ๆ ทางตะวันตกของรัฐดาร์ฟูร์ ครอบครัวชาวซูดานผู้พลัดถิ่นหลายร้อยชีวิตยืนต่อแถวเพื่อรอรับอาหาร ในมือถือกะละมังหรืออุปกรณ์ใดๆก็ตามที่พอจะหาได้ เพื่อมารับข้าว เนื้อสัตว์ และผัก ไปประทังชีวิตอีกหนึ่งมื้อ หรือบางครอบครัวอาจจะประกอบอาหารอย่างง่ายๆเท่าที่พอจะหาได้ น้ำก็เช่นกัน แต่ละบ้านต้องนำถังมารอรับ เพื่อนำไปใช้และดื่มกิน

ชาวบ้านเหล่านี้หนีออกมาจากค่ายซัมซัม ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในค่ายผู้พลัดถิ่นที่ใหญ่ที่สุดของซูดาน แต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ผู้คนกว่า 400,000 ชีวิตต้องหนีตายออกมา หลังจากกองกำลัง RSF เปิดฉากโจมตีภาคพื้นดินอย่างรุนแรง

เมืองทาวีลาแห่งนี้ จึงมีผู้พลัดถิ่นหลั่งไหลเข้ามาใหม่เกือบ 300,000 คน จนพื้นที่ที่รองรับผู้หนีภัยเดิมอยู่แล้วก็แทบจะล้นทะลักเกินขีดจำกัด

ทาวีลาเคยเป็นเมืองที่โอบล้อมด้วยเนินเขาเตี้ยและทุ่งนา วันนี้ โรงเรียน มัสยิด อาคารสาธารณะ และตลาด ถูกใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราว ผู้คนต้องนอนเบียดกันบนพื้น ด้านใต้ต้นไม้ หรือในเพิงพักที่สร้างอย่างเร่งด่วน ภายใต้อุณหภูมิที่พุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส

ความจริงแล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชาวบ้านซูดานต้องหลบหนี พวกเขาต้องหนีตายกันนับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น ครั้งแรกคือการหลบหนีออกจากบ้านเรือนที่เคยอยู่อาศัยหรือเคยเป็นเจ้าของ หลังจากนั้นแต่ละคนก็หัวซุกหัวซุนเอาตัวรอด

สงครามผลักดันให้ผู้คนกว่า 13 ล้านชีวิตต้องละทิ้งบ้านเกิด โดยในจำนวนนี้ 5.6 ล้านคนอยู่ในรัฐดาร์ฟูร์แห่งนี้ การมีชีวิตอยู่ว่ายากลำบากแล้ว การตายลำบากกว่า

สงครามซึ่งยืดเยื้อมาถึงปีที่สาม ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 2 หมื่น 8 พันราย ในจำนวนศพเหล่านั้น มีมากมายที่ไม่ได้รับการเผา ฝั่ง หรือประกอบพิธีอย่างถูกต้องตามความเชื่อทางศาสนา

ทั้งกองทัพซูดานและกองกำลัง RSF ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมสงคราม และพุ่งเป้าไปที่พลเรือน ทิ้งระเบิดใส่ย่านชุมชน และโรงพยาบาล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...