โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เปิด3กลไกหลัก หยุดชนวนความขัดแย้งปมชายแดนไทย-กัมพูชา

PostToday

อัพเดต 13 มิ.ย. 2568 เวลา 20.20 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2568 เวลา 03.04 น.

ในยุคที่ความมั่นคงของชาติไม่จำกัดเพียงแค่เส้นแบ่งบนแผนที่ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและกัมพูชาจึงมีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทของ “พื้นที่ชายแดน” ซึ่งแม้จะเคยเป็นจุดเปราะบางในอดีต แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นพื้นที่แห่งความร่วมมือผ่านกลไกระดับทวิภาคีที่ออกแบบมาอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างทั้งความมั่นคง สันติภาพ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกัน

เส้นพรมแดนที่มากกว่าเส้นแบ่ง: ความจำเป็นของความร่วมมือ

ประเทศไทยและกัมพูชามีพรมแดนร่วมยาวกว่า 800 กิโลเมตร ครอบคลุมหลายจังหวัดในภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ไม่เพียงแต่เป็นพรมแดนทางภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ของพลวัตทางสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงที่ต้องอาศัย “ความร่วมมือ” แทน “ความขัดแย้ง”

เพื่อรองรับภารกิจนี้ รัฐบาลทั้งสองประเทศได้ร่วมกันจัดตั้ง กลไกระดับทวิภาคีด้านชายแดน ที่ครอบคลุมทั้งมิติทางการเมือง การทหาร และการบริหารพื้นที่ระดับท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การจัดการเขตแดนดำเนินไปอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจร่วมกัน

3 กลไกหลักของความร่วมมือเชื่อมโยงดินแดนและความไว้วางใจ

1. คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC)
กลไกระดับสูงสุดด้านการกำหนดเขตแดนบนพื้นดิน มีอำนาจในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนอย่างเป็นทางการภายใต้กรอบความยินยอมร่วมกันของทั้งสองประเทศ

ความคืบหน้า:

เห็นชอบ “แผนแม่บทและข้อกำหนดอำนาจหน้าที่ (TOR)” เมื่อปี 2546

มีแนวทางการดำเนินงานอย่างชัดเจนใน 5 ขั้นตอน
ตั้งแต่การจัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศจนถึงการจัดทำหลักเขตแดน
การผลักดันโครงการเชิงสัญลักษณ์ เช่น สะพานมิตรภาพไทย–กัมพูชา
(บ้านหนองเอี่ยน–สตึงบท) จ.สระแก้ว

2. คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC)
เป็นกลไกระดับสูงด้านความมั่นคง โดยมีรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองฝ่ายเป็นประธานร่วม
ใช้การประชุมประจำปีเพื่อกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาและสร้างความร่วมมือด้านความปลอดภัยชายแดน

บทบาทสำคัญ:

  • ป้องกันอาชญากรรมข้ามพรมแดน เช่น ค้ามนุษย์และยาเสพติด
  • เสริมสร้างความเข้าใจระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ
  • ลดความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม

3. คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC)
เป็นกลไกที่ลงลึกในระดับพื้นที่ มีแม่ทัพภาคหรือเทียบเท่าเป็นประธานร่วม โดยแบ่งความรับผิดชอบตามภูมิภาค เช่น

  • กองทัพภาคที่ 1 ดูแลพื้นที่ จ.สระแก้ว
  • กองทัพภาคที่ 2 รับผิดชอบพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์
  • กองบัญชาการชายแดนจันทบุรี–ตราด ดูแลพื้นที่ จ.จันทบุรี และตราด

การประชุม: จัดอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง สลับกันเป็นเจ้าภาพ เพื่อหารือข้อขัดแย้งในระดับท้องถิ่นโดยตรง

ผลลัพธ์เชิงประจักษ์: ความมั่นคง การพัฒนา และมิตรภาพ

ด้านความมั่นคง

  • ลดเหตุการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดน
  • เพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ
  • สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกำลังทหารไทย–กัมพูชา

ด้านเศรษฐกิจ

  • กระตุ้นการค้าชายแดนและการลงทุน
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงระหว่างประเทศ
  • เพิ่มรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนในพื้นที่
  • ด้านสังคมและวัฒนธรรม

เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนชายแดน

  • สนับสนุนการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมร่วม
  • ขยายการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและการศึกษา

บทสรุป: เส้นแบ่งที่กลายเป็นสะพาน

กลไกระดับทวิภาคีทั้ง JBC, GBC และ RBC ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อ "กำหนดเขตแดน" แต่เพื่อ “สร้างพื้นที่ร่วม” ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ ความสงบสุข และความมั่นคงอย่างยั่งยืน การดำเนินงานเหล่านี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของทั้งสองประเทศในการยกระดับชายแดนจากจุดเปราะบางให้กลายเป็น “รากฐานของความร่วมมือ” และตัวแบบในการจัดการปัญหาร่วมกันในภูมิภาค

ชายแดนไม่ใช่จุดสิ้นสุดของดินแดน แต่คือจุดเริ่มต้นของมิตรภาพ
— และไทย–กัมพูชากำลังเดินไปในเส้นทางนั้นร่วมกัน

อ้างอิง: กระทรวงการต่างประเทศ / ทีมโฆษกกองทัพบก

เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่2

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...