โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ประกาศผลิต "อิมครานิบ ๑๐๐" (IMCRANIB 100) ยารักษามะเร็งมุ่งเป้าสำเร็จเป็นครั้งแรก

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 08.41 น.
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ประกาศผลิต

ข่าวดีสำหรับวงการแพทย์และผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทย เมื่อราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ประกาศความสำเร็จในการผลิต "อิมครานิบ 100" (IMCRANIB 100) ยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ดตำรับแรกที่ผลิตขึ้นเองในประเทศได้สำเร็จ ซึ่งความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้นได้ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปณิธานอันแน่วแน่ในสมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงมุ่งมั่นยกระดับการสาธารณสุขไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ

โครงการนี้เกิดขึ้นจากพระวิสัยทัศน์กว้างไกลของสมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน ฯ ที่ทรงตระหนักถึงความยากลำบากของผู้ป่วยโรคมะเร็งในการเข้าถึงยาประสิทธิภาพสูงจากต่างประเทศซึ่งมีราคาแพง จึงทรงมีพระดำริให้จัดตั้ง "โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ" ขึ้นที่จังหวัดชลบุรีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563

โรงงานแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งแห่งแรกของไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล (GMDP PIC/s) แต่ยังเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาเภสัชภัณฑ์ที่ครบวงจร ตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเอง ลดการนำเข้ายา และสร้างความมั่นคงทางยาให้แก่ประเทศในระยะยาว

ยารักษามะเร็งแบบมุ่งเป้าอิมครานิบ 100

สำหรับยา "อิมครานิบ 100" เป็นยารักษาโรคมะเร็งแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์จำเพาะซึ่งเป็นต้นเหตุของการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ทำให้สามารถควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีผลข้างเคียงน้อยกว่ายาเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม โดยสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลายชนิด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง และมะเร็งเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น

การผลิตยาได้เองในประเทศจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ยังไม่สามารถเบิกจ่ายจากกองทุนสุขภาพได้ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสในการรักษาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อระบบสาธารณสุขของไทย โดยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์จะเริ่มนำร่องการใช้ยา "อิมครานิบ 100" กับผู้ป่วยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ เป็นต้นไป ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตให้ผู้ป่วยแล้ว ยังเป็นการสร้างองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และเภสัชกรรมของไทยให้มีความเชี่ยวชาญ เพื่อต่อยอดไปสู่การวิจัยและผลิตยารักษาโรคที่จำเป็นอื่นๆ ในอนาคต สร้างความยั่งยืนด้านสาธารณสุขให้แก่คนไทยต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...