KEX ไตรมาส 1 ขาดทุนหนัก 491.08 ล้านบาท ต่ำกว่าคาดการณ์ 43% หลังต้นทุนกดดันหนัก นักวิเคราะห์ชี้ต้องรอไตรมาส 4 ถึงจะมีกำไร
KEX รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 1/65 มีผลขาดทุนสุทธิที่ระดับ 491.08 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 302.78 ล้านบาท ฟากนักวิเคราะห์ชี้ผลงานต่ำกว่าคาด 43% ประเมินจะขาดทุนต่อ หลังการแข่งขันยังรุนแรงและกดดันรายได้
บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 1/65 มีผลขาดทุนสุทธิที่ระดับ 491.08 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 302.78 ล้านบาท โดยต้นทุนขายและการให้บริการรวม 4,630.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.6% จากไตรมาส 1/2564 แต่ลดลง 9.5% จากไตรมาสก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของต้นทุนรวมหากเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ยังต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนการจัดส่งพัสดุที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 46% และจากการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางานภายใน และการยกระดับแพลตฟอร์มการจัดส่งพัสดุมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทฯ มีการบริหารจัดการต้นทุนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางตลาดแรงงานที่ตึงตัวและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ KEX ได้ลงทุนระยะสั้นเพื่อจัดเตรียมทรัพยากรสำรองในการรองรับสถานการณ์ COVID-19 เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบริษัทฯ ยังคงรักษาคุณภาพการให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เกิดการหยุดชะงักของการจัดส่ง และความเชื่อมั่นต่อแบรนด์สูงหำกเทียบกับคู่แข่งในตลาด อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายดังกล่าวลดลงตามสถานการณ์ COVID-19 ที่ค่อย ๆ คลี่คลายในไตรมาส 1 ที่ และคาดว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดนายอเล็กซ์ อึ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KEX กล่าวว่า “ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือดที่ผ่านมาในอุตสาหกรรม และสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่ผู้เล่นรายอื่นมีรายได้ลดลง ในปัจจุบัน KEX ได้นำรูปแบบ Smart Pricingมาปรับใช้ ภายหลังความสำเร็จอย่างสูงกับการใช้กลยุทธ์ด้านราคาเชิงรุก จากแนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นของราคาจัดส่งเริ่มต้นของพัสดุในตลาดในไตรมาสที่ผ่านมา
โดยคาดว่าการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดจะผ่อนคลายลง และในระยะกลางจะเริ่มเห็นการรวมตัวของผู้เล่นในอุตสาหกรรมด้วยมาตรฐานใหม่พร้อมการบริการที่คุ้มค่า ทำให้ผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น ซึ่งวิสัยทัศน์นี้สอดคล้องกับแผนธุรกิจและการเตรียมการต่าง ๆ ของบริษัทฯ เพื่อความยั่งยืนในอนาคต และยังคงยึดมั่นดำเนินธุรกิจจัดส่งพัสดุด่วน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการดำเนินงาน และมุ่งมั่นเสริมความแข็งแกร่งในการเป็นผู้นำในตลาดจัดส่งพัสดุด่วนของไทยต่อไป
ทั้งนี้ในไตรมาส 1/2565 จัดส่งพัสดุที่พุ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์ เติบโต 46% แซงหน้าไตรมาส 4/2564 ซึ่งเป็นไฮซีซั่นไปไกล สร้างรายได้รวม 4.4 พันล้านบาท และผลประกอบการปรับตัวดีขึ้น 19% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนถึงความสำเร็จของกลยุทธ์ด้านราคาเชิงรุก และการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ในขณะที่ภาพรวมตลาดยังต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันแพง อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อเนื่อง สถานการณ์ภาคแรงงานที่ตึงตัว และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ จากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างมีวินัยของบริษัทฯ ส่งผลให้ต้นทุนขายและการให้บริการลดลงอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ 4.6 พันล้านบาท หดตัว 10% จากไตรมาสก่อนหน้า
KEX รักษาสถานะทางการเงินได้อย่างดีเยี่ยม โดยไม่ใช้เงินกู้ยืม พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการจัดส่งพัสดุได้ถึง 3 ล้านชิ้นต่อวันเพื่อเตรียมเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นที่จะมาถึง บริษัทฯ ยังคงจัดเตรียมทรัพยากรสำรองเพื่อรักษาความเป็นเลิศในการให้บริการในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้ และเพื่อป้องการหยุดชะงักของการดำเนินงาน ภายใต้ความมุ่งมั่นปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานภายในและการยกระดับแพลตฟอร์มการจัดส่งพัสดุแบบเฉพาะของ KEX บริษัทฯ ยังคงมุ่งสร้างประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรที่มีเพื่อแสวงหาโอกาสในการลดต้นทุน และจัดให้มีทรัพยากรอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ จากการนำโมเดลตัวแทนจำหน่าย (reseller model) ผ่านพันธมิตรตัวแทนประเภท 4PL (fourth-party logistics) ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการสร้างการรับรู้ของกลุ่มลูกค้าประเภทจัดส่งราคาประหยัด และส่งผลให้จุดให้บริการเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 31,000 แห่งทั่วไทยตอบสนองความต้องการของตลาดที่กำลังเติบโต
อีกทั้งเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัทฯ ยังคงดำเนินโครงการต่าง ๆ ตามที่วางแผนไว้ รวมถึงการเสริมทัพด้วยโปรเจคเรือธงซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถนำเสนอบริการจัดส่งพัสดุด้วยประสบการณ์ใหม่และเจาะเข้าสู่ตลาด C2C ได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย ธุรกิจที่ตอกย้ำกลยุทธ์การกระจายการลงทุนของบริษัทฯ ในปีนี้ ได้แก่ KERRY COOL, KERRY XL, KERRY WALLET และธุรกิจอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ภายในปีนี้
ในปีที่ผ่านมา ภายหลังการเข้าซื้อหุ้นของ Kerry Logistics Network Ltd. โดย S.F. Holding Co., Ltd. ในส่วนของ KEX อยู่ในขั้นตอนการเตรียมการดำเนินงานเต็มรูปแบบ และในอนาคตบริษัทฯ คาดว่าธุรกรรมการค้าข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไทยและจีนจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวของบริษัทฯ ในการเพิ่มความครอบคลุมของธุรกิจในต่างประเทศ
ผลงานไตรมาส 1/65 ต่ำคาดถึง 43%
ด้านมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า KEX ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/22 ออกมามีขาดทุนสุทธิ 491 ล้านบาท ดังกล่างถือว่าแย่กว่าที่ตลาดคาด 43% โดย Bloomberg consensus ให้ราคาเป้าหมายที่ 21.21 บาท
กลยุทธ์ราคายังกดดันการดำเนินงาน
ส่วนมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า KEX รายงานขาดทุนดังกล่าว ใกล้เคียงประมาณการของฝ่ายวิจัย โดยการขาดทุนในไตรมาส 1/65คิดเป็น 21% ของคาดการณ์ขาดทุนทั้งปี จึงคงคาดการณ์ขาดทุนทั้งปีที่ 2.3 พันล้านบาท
รายได้สูงขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 6% จากไตรมาสก่อน รายได้เพิ่มขึ้นเป็นผลจากปริมาณพัสดุสูงขึ้นย่างมาก (เพิ่มขึ้น 45.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) เนื่องจากการเติบโตของ e-commerce และส่วนแบ่งตลาดสูงขึ้นจากกลยุทธ์การตัดราคาตั้งแต่ไตรมาส 3/64 อย่างไรก็ตามปริมาณพัสดุที่เพิ่มขึ้นถูกผลของการลดราคาหักล้าง นอกจากนี้เพื่อรับมือปริมาณพัสดุที่เติบโตขึ้นอย่างมาก จำเป็นให้บริษัทต้องขยายกำลังการส่งพัสดุ และทำให้ค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงขึ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ( เพิ่มขึ้น 33%) ส่วนในแง่จากไตรมาสก่อน ขาดทุนลดลงเป็นผลจากการประหยัดต้นทุน
ต้องรอไตรมาส 4/65 ถึงจะพลิกกำไร
KEX จัดประชุมนักวิเคราะห์หลังประกาศผลประกอบการ โทนจากการประชุมดูไม่ตื่นเต้น บริษัทจะขาดทุนในไตรมาส 2/65ในระดับใกล้เคียงไตรมาส 1/65แต่ไม่สูงกว่า โดยการแข่งขันในไตรมาส 2/65ยังรุนแรงและกดดันรายได้ อย่างไรก็ตามต้นทุนยังสูงขึ้นต่อเนื่องผลจากต้นทุนเชื้อเพลิงสูงกว่าใน ไตรมาส 1/65แต่รัฐบาลประกาศอุดหนุนราคาดีเซลเมื่อวานนี้ ทำให้แรงกดดันต้นทุนพลังงานเป็นประเด็นชั่วคราว บริษัทคาดว่าจะพลิกเป็นกำไรในไตรมาส 4/65บนเงื่อนไขว่าคู่แข่งหลักจำเป็นต้องออกจากตลาด อย่างไรก็ตามราคาหุ้นลดลงอย่างรุนแรงในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาและมีดาวน์ไซด์จำกัดต่อราคาเป้าหมาย จึงปรับคำแนะนำขึ้นจาก ขาย เป็น ถือ ให้ราคาเป้าหมาย 19.5 บาท
ต้นทุนยังกดดันต่อเนื่อง
ส่วน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำลงเป็น “ถือ” ด้วยมูลค่าพื้นฐานที่ลดลงเป็น 22.0 บาทจาก 24.60 บาท หลังจากปรับลดกำไรต่อหุ้น (EPS) ลง โดยปรับลดประมาณการกำไรปีนี้ และปี 66 ลง64% และ34%ตามลำดับเพื่อสะท้อนถึงการปรับลดสมมติฐานรายได้ลง 3% เป็น1.91 หมื่นล้านบาท และ2.26 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ สืบเนื่องจากการแข่งขันจากคู่แข่งที่รุนแรงกว่าคาด ทำให้ราคาเฉลี่ยต่อพัสดุจัดส่งค่อยๆปรับลดลง และคาดGPMจะลดลงเหลือ 8.6%และ10.9% สืบเนื่องจากราคาต่อพัสดุจัดส่งที่ลดลงต่อเนื่อง