โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

KEX ไตรมาส 1 ขาดทุนหนัก 491.08 ล้านบาท ต่ำกว่าคาดการณ์ 43% หลังต้นทุนกดดันหนัก นักวิเคราะห์ชี้ต้องรอไตรมาส 4 ถึงจะมีกำไร

Wealthy Thai

อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 01.18 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. 2565 เวลา 03.13 น. • This’s Alano

KEX รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 1/65 มีผลขาดทุนสุทธิที่ระดับ 491.08 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 302.78 ล้านบาท ฟากนักวิเคราะห์ชี้ผลงานต่ำกว่าคาด 43% ประเมินจะขาดทุนต่อ หลังการแข่งขันยังรุนแรงและกดดันรายได้
บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 1/65 มีผลขาดทุนสุทธิที่ระดับ 491.08 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 302.78 ล้านบาท โดยต้นทุนขายและการให้บริการรวม 4,630.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.6% จากไตรมาส 1/2564 แต่ลดลง 9.5% จากไตรมาสก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของต้นทุนรวมหากเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ยังต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนการจัดส่งพัสดุที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 46% และจากการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางานภายใน และการยกระดับแพลตฟอร์มการจัดส่งพัสดุมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทฯ มีการบริหารจัดการต้นทุนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางตลาดแรงงานที่ตึงตัวและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ KEX ได้ลงทุนระยะสั้นเพื่อจัดเตรียมทรัพยากรสำรองในการรองรับสถานการณ์ COVID-19 เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบริษัทฯ ยังคงรักษาคุณภาพการให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เกิดการหยุดชะงักของการจัดส่ง และความเชื่อมั่นต่อแบรนด์สูงหำกเทียบกับคู่แข่งในตลาด อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายดังกล่าวลดลงตามสถานการณ์ COVID-19 ที่ค่อย ๆ คลี่คลายในไตรมาส 1 ที่ และคาดว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดนายอเล็กซ์ อึ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KEX กล่าวว่า “ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือดที่ผ่านมาในอุตสาหกรรม และสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่ผู้เล่นรายอื่นมีรายได้ลดลง ในปัจจุบัน KEX ได้นำรูปแบบ Smart Pricingมาปรับใช้ ภายหลังความสำเร็จอย่างสูงกับการใช้กลยุทธ์ด้านราคาเชิงรุก จากแนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นของราคาจัดส่งเริ่มต้นของพัสดุในตลาดในไตรมาสที่ผ่านมา
โดยคาดว่าการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดจะผ่อนคลายลง และในระยะกลางจะเริ่มเห็นการรวมตัวของผู้เล่นในอุตสาหกรรมด้วยมาตรฐานใหม่พร้อมการบริการที่คุ้มค่า ทำให้ผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น ซึ่งวิสัยทัศน์นี้สอดคล้องกับแผนธุรกิจและการเตรียมการต่าง ๆ ของบริษัทฯ เพื่อความยั่งยืนในอนาคต และยังคงยึดมั่นดำเนินธุรกิจจัดส่งพัสดุด่วน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการดำเนินงาน และมุ่งมั่นเสริมความแข็งแกร่งในการเป็นผู้นำในตลาดจัดส่งพัสดุด่วนของไทยต่อไป
ทั้งนี้ในไตรมาส 1/2565 จัดส่งพัสดุที่พุ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์ เติบโต 46% แซงหน้าไตรมาส 4/2564 ซึ่งเป็นไฮซีซั่นไปไกล สร้างรายได้รวม 4.4 พันล้านบาท และผลประกอบการปรับตัวดีขึ้น 19% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนถึงความสำเร็จของกลยุทธ์ด้านราคาเชิงรุก และการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ในขณะที่ภาพรวมตลาดยังต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันแพง อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อเนื่อง สถานการณ์ภาคแรงงานที่ตึงตัว และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ จากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างมีวินัยของบริษัทฯ ส่งผลให้ต้นทุนขายและการให้บริการลดลงอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ 4.6 พันล้านบาท หดตัว 10% จากไตรมาสก่อนหน้า
KEX รักษาสถานะทางการเงินได้อย่างดีเยี่ยม โดยไม่ใช้เงินกู้ยืม พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการจัดส่งพัสดุได้ถึง 3 ล้านชิ้นต่อวันเพื่อเตรียมเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นที่จะมาถึง บริษัทฯ ยังคงจัดเตรียมทรัพยากรสำรองเพื่อรักษาความเป็นเลิศในการให้บริการในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้ และเพื่อป้องการหยุดชะงักของการดำเนินงาน ภายใต้ความมุ่งมั่นปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานภายในและการยกระดับแพลตฟอร์มการจัดส่งพัสดุแบบเฉพาะของ KEX บริษัทฯ ยังคงมุ่งสร้างประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรที่มีเพื่อแสวงหาโอกาสในการลดต้นทุน และจัดให้มีทรัพยากรอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ จากการนำโมเดลตัวแทนจำหน่าย (reseller model) ผ่านพันธมิตรตัวแทนประเภท 4PL (fourth-party logistics) ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการสร้างการรับรู้ของกลุ่มลูกค้าประเภทจัดส่งราคาประหยัด และส่งผลให้จุดให้บริการเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 31,000 แห่งทั่วไทยตอบสนองความต้องการของตลาดที่กำลังเติบโต
อีกทั้งเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัทฯ ยังคงดำเนินโครงการต่าง ๆ ตามที่วางแผนไว้ รวมถึงการเสริมทัพด้วยโปรเจคเรือธงซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถนำเสนอบริการจัดส่งพัสดุด้วยประสบการณ์ใหม่และเจาะเข้าสู่ตลาด C2C ได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย ธุรกิจที่ตอกย้ำกลยุทธ์การกระจายการลงทุนของบริษัทฯ ในปีนี้ ได้แก่ KERRY COOL, KERRY XL, KERRY WALLET และธุรกิจอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ภายในปีนี้
ในปีที่ผ่านมา ภายหลังการเข้าซื้อหุ้นของ Kerry Logistics Network Ltd. โดย S.F. Holding Co., Ltd. ในส่วนของ KEX อยู่ในขั้นตอนการเตรียมการดำเนินงานเต็มรูปแบบ และในอนาคตบริษัทฯ คาดว่าธุรกรรมการค้าข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไทยและจีนจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวของบริษัทฯ ในการเพิ่มความครอบคลุมของธุรกิจในต่างประเทศ

ผลงานไตรมาส 1/65 ต่ำคาดถึง 43%

ด้านมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า KEX ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/22 ออกมามีขาดทุนสุทธิ 491 ล้านบาท ดังกล่างถือว่าแย่กว่าที่ตลาดคาด 43% โดย Bloomberg consensus ให้ราคาเป้าหมายที่ 21.21 บาท

กลยุทธ์ราคายังกดดันการดำเนินงาน

ส่วนมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า KEX รายงานขาดทุนดังกล่าว ใกล้เคียงประมาณการของฝ่ายวิจัย โดยการขาดทุนในไตรมาส 1/65คิดเป็น 21% ของคาดการณ์ขาดทุนทั้งปี จึงคงคาดการณ์ขาดทุนทั้งปีที่ 2.3 พันล้านบาท
รายได้สูงขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 6% จากไตรมาสก่อน รายได้เพิ่มขึ้นเป็นผลจากปริมาณพัสดุสูงขึ้นย่างมาก (เพิ่มขึ้น 45.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) เนื่องจากการเติบโตของ e-commerce และส่วนแบ่งตลาดสูงขึ้นจากกลยุทธ์การตัดราคาตั้งแต่ไตรมาส 3/64 อย่างไรก็ตามปริมาณพัสดุที่เพิ่มขึ้นถูกผลของการลดราคาหักล้าง นอกจากนี้เพื่อรับมือปริมาณพัสดุที่เติบโตขึ้นอย่างมาก จำเป็นให้บริษัทต้องขยายกำลังการส่งพัสดุ และทำให้ค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงขึ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ( เพิ่มขึ้น 33%) ส่วนในแง่จากไตรมาสก่อน ขาดทุนลดลงเป็นผลจากการประหยัดต้นทุน

ต้องรอไตรมาส 4/65 ถึงจะพลิกกำไร

KEX จัดประชุมนักวิเคราะห์หลังประกาศผลประกอบการ โทนจากการประชุมดูไม่ตื่นเต้น บริษัทจะขาดทุนในไตรมาส 2/65ในระดับใกล้เคียงไตรมาส 1/65แต่ไม่สูงกว่า โดยการแข่งขันในไตรมาส 2/65ยังรุนแรงและกดดันรายได้ อย่างไรก็ตามต้นทุนยังสูงขึ้นต่อเนื่องผลจากต้นทุนเชื้อเพลิงสูงกว่าใน ไตรมาส 1/65แต่รัฐบาลประกาศอุดหนุนราคาดีเซลเมื่อวานนี้ ทำให้แรงกดดันต้นทุนพลังงานเป็นประเด็นชั่วคราว บริษัทคาดว่าจะพลิกเป็นกำไรในไตรมาส 4/65บนเงื่อนไขว่าคู่แข่งหลักจำเป็นต้องออกจากตลาด อย่างไรก็ตามราคาหุ้นลดลงอย่างรุนแรงในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาและมีดาวน์ไซด์จำกัดต่อราคาเป้าหมาย จึงปรับคำแนะนำขึ้นจาก ขาย เป็น ถือ ให้ราคาเป้าหมาย 19.5 บาท

ต้นทุนยังกดดันต่อเนื่อง

ส่วน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำลงเป็น “ถือ” ด้วยมูลค่าพื้นฐานที่ลดลงเป็น 22.0 บาทจาก 24.60 บาท หลังจากปรับลดกำไรต่อหุ้น (EPS) ลง โดยปรับลดประมาณการกำไรปีนี้ และปี 66 ลง64% และ34%ตามลำดับเพื่อสะท้อนถึงการปรับลดสมมติฐานรายได้ลง 3% เป็น1.91 หมื่นล้านบาท และ2.26 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ สืบเนื่องจากการแข่งขันจากคู่แข่งที่รุนแรงกว่าคาด ทำให้ราคาเฉลี่ยต่อพัสดุจัดส่งค่อยๆปรับลดลง และคาดGPMจะลดลงเหลือ 8.6%และ10.9% สืบเนื่องจากราคาต่อพัสดุจัดส่งที่ลดลงต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...