โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

KKP แนะซื้อ SAWAD เป้า 30 บาท รับกำไรไตรมาส 1 โตแตะ 1.34 พันลบ.

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 18 พ.ค. เวลา 03.57 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. เวลา 03.57 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ของ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD ออกมาตามที่ตลาดและนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยสะท้อนภาพรวมธุรกิจที่กำลังกลับเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง (Recovery on track) ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" หุ้น SAWAD โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 30.00 บาท จากราคาปัจจุบันที่ระดับ 22.30 บาท

สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 SAWAD รายงานกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.34 พันล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ทั้งนี้ หากไม่รวมผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าสินทรัพย์ตามราคาตลาด (MTM) จากหุ้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI จำนวน 5 ล้านบาท SAWAD จะมีกำไรปกติอยู่ที่ 1.35 พันล้านบาท โดยปัจจัยหนุนหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตมาจากการลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึด, การตั้งสำรองที่ลดลง, ประสิทธิภาพการติดตามหนี้ที่ดีขึ้น และต้นทุนทางการเงินที่ปรับตัวลดลง ซึ่งกำไรสุทธิในไตรมาสดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23 ของประมาณการกำไรทั้งปี

ด้านยอดสินเชื่อรวมของกลุ่มบริษัทกลับมาขยายตัวได้ร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และร้อยละ 0.1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นการกลับมาเติบโตเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส โดยพบว่าสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของ บริษัท ศรีสวัสดิ์ แคปปิตอล 1969 จำกัด (มหาชน) หรือ SCAP เริ่มทรงตัวได้เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนสัญญาณการหดตัวของพอร์ตที่ใกล้จะสิ้นสุดลง ขณะที่สินเชื่อจำนำทะเบียนรถสามารถขยายตัวในอัตราที่เร่งขึ้น โดยเติบโตถึงร้อยละ 8.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (เทียบกับระดับร้อยละ 6.7 ในไตรมาส 4/2568) ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดว่าเมื่อแรงกดดันจาก SCAP หมดไป จะเห็นการเติบโตของสินเชื่อรวมทั้งกลุ่มที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อรวมในปี 2569 ไว้ที่ระดับร้อยละ 6

ทั้งนี้ ส่วนของคุณภาพสินทรัพย์และการควบคุมหนี้เสีย (NPLs) ยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แม้หนี้เสียจะขยับขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 1.7 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับร้อยละ 3.9 ของสินเชื่อรวม ซึ่งเป็นผลจากการตัดหนี้สูญ (Write-offs) ที่ลดลง โดยจากยอดหนี้เสียทั้งหมด 3.66 พันล้านบาทนั้น สัดส่วนร้อยละ 62 มาจากพอร์ตของ SAWAD (หากไม่รวม SCAP พอร์ตเดี่ยวของ SAWAD จะมีหนี้เสียอยู่ที่ร้อยละ 3.6) ขณะเดียวกัน สินเชื่อในกลุ่ม Stage 2 ปรับตัวลดลงร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และอัตราการเกิดหนี้เสียใหม่ (New NPL formation) ปรับตัวดีขึ้นลงมาเหลือร้อยละ 2.3 จากร้อยละ 3.1 ในไตรมาส 4/2568 ด้านค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรอง (ECL) ปรับลดลงร้อยละ 7 ส่งผลให้ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.2 ขณะที่อัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Loan-loss coverage ratio) ยังคงรักษาเสถียรภาพไว้ได้ที่ระดับประมาณร้อยละ 59

นอกจากนี้ มาร์จิ้นของบริษัทยังปรับตัวกว้างขึ้น โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับตัวดีขึ้น 0.44% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับร้อยละ 14.6 ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากการลดลงของต้นทุนทางการเงิน (Cost of funds) ที่ปรับตัวลงถึง 0.28% ขณะที่ผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อ (Lending yield) ปรับตัวดีขึ้น 0.56% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามสัดส่วนของพอร์ตสินเชื่อจำนำทะเบียนที่เพิ่มสูงขึ้น

ทางด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Opex) ปรับลดลงถึงร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 0.1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากผลขาดทุนจากการขายและด้อยค่าของรถยึดปรับตัวลดลงเหลือ 30.9 ล้านบาท จาก 291 ล้านบาทในช่วงไตรมาส 1/2568 ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-income หรือ C/I ratio) ของ SAWAD หากไม่รวมผลกระทบจากผลขาดทุนรถยึด ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 43 เมื่อเทียบกับร้อยละ 47 ในไตรมาส 1 ของปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนที่แข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ยังคงประมาณการเดิม โดยคาดหวังว่าจะได้เห็นการขยายตัวของสินเชื่อที่แข็งแกร่งขึ้น และจะได้รับผลกำไรจากการรีไฟแนนซ์ที่เพิ่มมากขึ้นในไตรมาสถัดๆ ไป พร้อมทั้งประเมินคาดการณ์กำไรสุทธิของ SAWAD ในปี 2569 จะอยู่ที่ระดับ 5,718 ล้านบาท และคาดว่าอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) จะอยู่ที่ระดับร้อยละ 14.6

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...