ครบ 1 ปี ปะทะชายแดน 13 จุด ปมสะบั้น “ไทย-กัมพูชา”
28 พ.ค.2569 คือวันครบรอบ 1 ปีของเหตุปะทะบริเวณ “ช่องบก” อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เหตุการณ์ที่เริ่มต้นจากการเผชิญหน้าระหว่างทหารไทย กับทหารกัมพูชา ก่อนลุกลามกลายเป็นความตึงเครียดตามแนวชายแดนหลายจังหวัด และกลายเป็นหนึ่งในวิกฤตความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา ที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ จนถึงวันนี้ ด่านทุกแห่งที่เชื่อมต่อกับกัมพูชายังคงปิด งดการติดต่อทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ
เดือนพฤษภาคม 2568
วันที่ 28 พ.ค.2568
เกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชาในพื้นที่ “ช่องบก” อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย ขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันว่า อีกฝ่ายรุกล้ำเขตแดน
วันที่ 29 พ.ค.2568
ผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ของทั้งสองฝ่าย เปิดการเจรจาและตกลง ลดกำลังทหารบางส่วนเพื่อป้องกันสถานการณ์บานปลาย
วันที่ 30–31 พ.ค.2568
ผ่านการปะทะเพียงวันเดียว รัฐบาลไทยยืนยันใช้กลไกทวิภาคี ผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาเริ่มขยับประเด็นเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสงบเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เพราะทั้งสองฝ่ายยังคงเสริมกำลังในพื้นที่ และต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าละเมิดข้อตกลง
เดือนมิถุนายน 2568
ไทยเริ่มมาตรการกดดันชายแดนกัมพูชามากขึ้น เช่น เพิ่มมาตรการควบคุมจุดผ่านแดน ตรวจเข้มการค้า และจำกัดเวลาเปิด–ปิดด่านในบางพื้นที่ ขณะที่กัมพูชาเริ่มเคลื่อนไหวในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น
เดือนกรกฎาคม 2568
สถานการณ์ลุกลามหนักขึ้น มีรายงานว่า ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด และมีการปะทะหลายพื้นที่ เช่น ปราสาทตาเมือนธม ช่องบก และพื้นที่ใกล้เขาพระวิหาร โดยกองทัพไทยระบุว่าฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธหนัก รวมถึงจรวด BM-21
การปะทะบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เกิดขึ้นหลายจุดพร้อมกัน มีการยิงตอบโต้ทีแนวชายแดน มีทั้งทหารและพลเรือนได้รับบาดเจ็บ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนต้องอพยพจำนวนมาก
วันที่ 24 ก.ค.2568 นับเป็นวันที่สถานการณ์รุนแรงที่สุด มีรายงานการยิงตอบโต้หลายแนวพร้อมกัน เสียงปืนและระเบิดดังต่อเนื่องในหลายพื้นที่ชายแดน ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากหมู่บ้าน โรงเรียนหลายแห่งปิดการเรียนการสอน ขณะที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวถูกตั้งขึ้นเร่งด่วน
สำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า การปะทะช่วงดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 43 คน และมีผู้อพยพมากกว่า 300,000 คน ตลอดแนวชายแดน ขณะที่ มาเลเซีย จีน และสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาททางการทูต ในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิง
เมื่อสถานการณ์เริ่มบานปลาย หลายประเทศเข้ามามีบทบาททางการทูต มาเลเซียในฐานะสมาชิกอาเซียนพยายามทำหน้าที่ตัวกลาง ขณะที่จีนและสหรัฐฯ ต่างเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติความรุนแรง
ช่วงปลายเดือน ก.ค. ไทยและกัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว หลังการเจรจาหลายรอบ แม้ข้อตกลงจะช่วยลดความรุนแรงลง แต่พื้นที่ชายแดนหลายจุดยังคงมีการตรึงกำลังทหารอย่างเข้มข้น
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ชายแดนไม่ได้กระทบเฉพาะด้านความมั่นคง แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ด่านชายแดนหลายแห่งถูกจำกัดเวลาเปิด–ปิด ส่งผลต่อการค้า การขนส่งสินค้า และแรงงานข้ามชาติ ตลาดการค้าชายแดนหลายแห่งเงียบลงทันที หลังนักท่องเที่ยวและพ่อค้าแม่ค้าลดการเดินทาง
ผู้ประกอบการในจังหวัดชายแดน เช่น สระแก้ว สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ได้รับผลกระทบโดยตรง ร้านค้า โรงแรม และธุรกิจท่องเที่ยวซบเซา
นักวิเคราะห์เศรษฐกิจมองว่า ความตึงเครียดครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า “เศรษฐกิจชายแดน” ของไทยและกัมพูชาผูกพันกันมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด
วันที่ 28–29 ก.ค.2568
สถานการณ์ตึงเครียดที่สุดเกิดขึ้นในเดือน ก.ค. เมื่อทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดใกล้พื้นที่พิพาท ก่อนเกิดเหตุยิงตอบโต้หลายจุดตามแนวชายแดน พื้นที่ที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ ช่องบก จ.อุบลราชธานี ใกล้ปราสาทตาเมือนธม แนวชายแดนใกล้เขาพระวิหาร
กองทัพไทยระบุว่า ฝ่ายกัมพูชามีการใช้อาวุธหนัก รวมถึงจรวด BM-21 ในบางพื้นที่ ขณะที่กัมพูชากล่าวหาว่า ไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน
เดือนสิงหาคม–ตุลาคม 2568
เสมือนเป็นช่วงสงครามเย็นชายแดน แม้การสู้รบหนักจะลดลง แต่ยังเกิดการปะทะย่อย ๆ ในหลายจุด, การตรึงกำลัง, การปิดด่าน ฝ่ายไทยตั้งศูนย์ War Room ชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อติดตามสถานการณ์ 24 ชั่วโมง ขณะที่ด่านชายแดนทุกแห่งยังปิดการค้าขายและสัญจรไปมา
เดือนกันยายน 2568
เกิดเหตุชุมนุมและปะทะระหว่างมวลชนกัมพูชา กับเจ้าหน้าที่ไทย บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว สะท้อนว่า ความขัดแย้งเริ่มขยายจากระดับทหารสู่ภาคประชาชน
เดือนพฤศจิกายน 2568
หลังมีข้อตกลงหยุดยิงที่ประเทศมาเลเซีย ทั้งไทยและกัมพูชา เริ่มถอนอาวุธหนักออกจากแนวชายแดน และร่วมกันดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่มีนานาชาติร่วมสนับสนุน อย่างไรก็ตามทหารหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดของฝ่ายไทย พบทุ่นระเบิดที่บริเวณแนวชายแดนทุกวัน และบางทุ่นพบว่าเพิ่งถูกวางเมื่อไม่นานมานี้
เดือนธันวาคม 2568
แม้มีข้อตกลงหยุดยิง แต่ความตึงเครียดบริเวณแนวชายแดนยังไม่สิ้นสุด ยังเกิดเหตุปะทะประปรายหลายพื้นที่ ทหารของกัมพูชายังใช้ปืนยิง หรือใช้ปะทัดยิงยั่วยุทหารไทยตลอดเวลา รวมถึงการยิงปืนใหญ่และการเสริมกำลังทหารบริเวณชายแดนสระแก้ว
ทำให้มีการปะทะอีกครั้งบริเวณภูผาเล็ก, พลาญหินแปดก้อน, ช่องบก, ปราสาทตาเมือนธม และช่องอานม้า มีทหารไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย
วันที่ 8-10 ธ.ค.2568
กองทัพอากาศส่งเครื่องบินรบแบบ F-16 ขึ้นบินโจมตีเป้าหมายทางทหารในประเทศกัมพูชา ขณะที่กัมพูชาระดมกำลังและเพิ่มความพร้อมรบสูงสุด
ผ่านมาถึงวันนี้ สถานการณ์ทุกอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ทุกจุด ยังไม่เปิดค้าขายกับกัมพูชา แรงงานที่ข้ามกลับไปในช่วงเริ่มเหตุการณ์ ยังไม่กลับมาทำงานเหมือนเดิม
อ่านข่าว :
“อนุทิน” เผยคุย “มาครง” ชี้แจงปมชายแดนไทย - กัมพูชา ย้ำ “ไทย” ปกป้องตัวเอง
เก็บหลักฐาน "กัมพูชา" ละเมิดถ้อยแถลงร่วมฯ เหตุยั่วยุชายแดนโอร์เสม็ด
"สีหศักดิ์" ยันแค่ข่าวลือ ไทยตกลงใช้ UNCLOS ประนอมข้อพิพาทกับกัมพูชา
เสธ.ทบ.สั่งปรับกำลังคุมชายแดนบุรีรัมย์ ชาวบ้านพบทหารเขมรลอบเข้าไทย
หารือ 3 ฝ่าย "อนุทิน" ย้ำไทยเดินหน้าสันติภาพ ผ่านการเจรจา-ความไว้ใจ