ระบบแหวนสุดโกงสร้างตำนานในสองโลก
ข้อมูลเบื้องต้น
ระบบแหวนสุดโกงสร้างตำนานในสองโลก
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
เผยแพร่ครั้งแรกใน SHANGHAI SEVENCAT CULTURE MEDIA CO., LTD.
การแปลนี้จัดร่วมกับ SHANGHAI SEVENCAT CULTURE MEDIA CO., LTD.
ลิขสิทธิ์แปลไทย ⓒ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็นจอยบุ๊ค
---------------------------------------
นิยายแปลเรื่อง ระบบแหวนสุดโกงสร้างตำนานในสองโลก
ผู้แต่ง :淮阴小侯 ผู้แปล : ทีมงาน enjoybook
เรื่องย่อ : อู๋ฝาน ชายหนุ่มผู้มีดวงเทพอับโชคที่ทำอะไรก็โชคร้ายไปซะทุกอย่าง ชนิดที่ว่า ระหว่างเขาขนย้ายก้อนอิฐเกิดอุบัติเหตุบนทางเท้า คนคุมงานก่อสร้างจึงไล่เขาออก ตอนเป็นพนักงานในห้าง เขาช่วยเด็กไว้ แต่พ่อกับแม่เด็กก็คิดว่าเขาทำเด็กกลัวจนร้องไห้ ผลลัพธ์คือถูกไล่ออก ช่วงที่เป็นบริกรในภัตตาคาร พ่อครัวทำอาหารผิดสูตร แต่ลูกค้าคิดว่าเขาเสิร์ฟอาหารผิดจาน สุดท้ายเด็กเสิร์ฟเช่นตัวเขาสุดท้ายก็ถูกไล่ออกจากความผิดที่ไม่ได้ก่อ แต่… จู่ ๆ ในวันหนึ่งเขากลับได้รับแหวนที่สามารถเดินทางไปยังโลกอื่นได้ โดยในโลกนี้เขายังสามารถใช้ทักษะ วิชา ไอเทม หรือแม้กระทั่งนำสิ่งของไปสู่ความเป็นจริง
คุณอาจจะชอบเรื่องนี้
บทที่ 1 แหวนอันแปลกประหลาด
บทที่ 1 แหวนอันแปลกประหลาด
เดือนแปดในจิงโจว อากาศร้อนแรงดุจหม้อนึ่ง ผู้คนหายใจยากลำบาก กระทั่งอากาศเริ่มเย็นลง
อู๋ฝานโบกพัดสายลมเอื่อย ขณะพลิกอาหารบนตะแกรงเตาย่างตรงหน้าอย่างไม่ค่อยชำนาญ พลิกไป โรยเครื่องเทศไป เพียงเท่านี้ก็พอจะบอกได้ว่าเขาไม่ได้เก่งด้านนี้แต่อย่างใด
แท้จริงแล้วอู๋ฝานไม่ได้เชี่ยวชาญการย่างอาหาร แต่มาทำกิจการย่างอาหารได้เกือบจะหนึ่งเดือนแล้ว ไม่เพียงแต่เป็นงานที่ไม่คุ้นเคย เครื่องไม้เครื่องมือก็เรียบง่ายธรรมดา มีเพียงตะแกรงเตาย่าง โต๊ะสองตัว และเก้าอี้นั่งอีกกว่าสิบตัว
ส่วนทางด้านกิจการก็ค่อนข้างซบเซา มีโต๊ะสองโต๊ะ แต่มีคนนั่งสามคนเพียงโต๊ะเดียว อีกโต๊ะว่างเปล่า
อู๋ฝานมองไปยังคนทั้งสามด้วยความอิจฉา เมื่อได้ยินบทสนทนาของพวกเขา อู๋ฝานจึงได้ทราบว่าเป็นกลุ่มนักเรียนจากโรงเรียนใกล้เคียง เมื่อราวหนึ่งปีก่อน อู๋ฝานก็เป็นเหมือนพวกเขา เพียงแต่หนึ่งปีให้หลัง ตัวเขากลับต้องมายืนอยู่ด้านหลังเตาย่างอันหยาบกระด้าง
“สังคมมันโหดร้าย!” อู๋ฝานถอนหายใจเสียงเบา ก่อนจะเริ่มพลิกกลับวัตถุดิบในมือต่อไป
“เถ้าแก่ ขอเนื้อเล็กสิบไม้ ปีกไก่สิบไม้ หมูสามชั้นอีกสิบไม้…” ขณะอู๋ฝานคร่ำครวญถึงความโหดร้ายของสังคม เสียงกลางแหลมก็ดังขึ้นให้ได้ยิน
อู๋ฝานเกิดความยินดีอยู่ในใจ สำหรับร้านเล็ก ๆ แบบนี้ นั่นถือว่าเป็นมื้อใหญ่เลยทีเดียว
“ครับผม” อู๋ฝานตอบรับด้วยความยินดี เขามองไปยังอีกฝ่ายที่สังมา การเคลื่อนไหวของเขาถึงกับชะงัก คิ้วขมวดเป็นปมแน่นอย่างไม่รู้ตัว
บุคคลที่พบเห็นตรงหน้าไว้ผมรุงรัง มีคราบเปรอะเปื้อนบนใบหน้า ชุดขาดวิ่นพร้อมรอยปะมากมาย สภาพของรองเท้าแตะไม่มีชิ้นดี หากวถือถ้วยในมือสักใบ ก็คงเป็นขอทานดี ๆ คนหนึ่ง
“เร็วเข้าสิ ตาแก่คนนี้หิวมากนะ” เมื่อเห็นอู๋ฝานชะงักไป อีกฝ่ายอดไม่ได้ที่จะออกปากเร่ง
“ครับ จะทำเดี๋ยวนี้แหละครับ” ปากอู๋ฝานตอบรับ แต่มือไม่ได้เคลื่อนไหว
ชายตรงหน้าพบเห็นความกังวลในใจของอู๋ฝานจึงเอ่ยถาม “เป็นอะไรไป กลัวฉันไม่มีเงินจ่ายหรือยังไง?”
'ทำไมพูดแบบนั้นล่ะครับ ดูชุดที่คุณสวมสิ ใครเห็นก็คิดแบบเดียวกันทั้งนั้น’ อู๋ฝานทำได้เพียงบ่นในใจ ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากตอบไปแบบนั้น ไม่งั้นคงเป็นการชวนทะเลาะกับอีกฝ่าย “ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ”
“ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว” อีกฝ่ายกล่าวตอบพร้อมกับกระซิบเสียงเบา “ฉันก็ไม่มีเงินจริง ๆ นั่นแหละ”
แต่ประโยคต่อท้ายนั่น อู๋ฝานไม่ได้ยินแต่อย่างใด
‘ดูจากท่าทีและคำพูดคำจา ต่อให้มอมแมมไปบ้าง แต่ก็พอจะดูมีความไม่ธรรมดาอยู่ ไม่น่าใช่ขอทานหรอกมั้ง’ อู๋ฝานพึมพำกับตัวเองในใจ ขณะที่มือเริ่มขยับทำงาน
อีกฝ่ายคือลูกค้า อีกอย่างมีคนมากมายกำลังมองอยู่ การตัดสินคนจากรูปลักษณ์ไม่ใช่เรื่องดี จะไล่ไปก็ไม่ใช่ว่าทำได้
ลงมือทำอยู่สักพักหนึ่ง อู๋ฝานก็ทำรายการที่อีกฝ่ายสั่งครบ จากนั้นจึงส่งมอบให้พร้อมเอ่ยคำพูดออกไป “ทุกรายการที่สั่งเสร็จเรียบร้อยครับ ทั้งหมด 360 หยวน”
ชายคนนั้นมองอาหารในมืออู๋ฝาน ตัวเขาไม่ได้เร่งร้อนจ่ายเงิน แต่เริ่มกินมันเข้าไป อู๋ฝานก็ไม่คิดเร่งรีบ พลางมองอีกฝ่าย ตราบเท่าที่คนยังไม่จากไปไหน กินให้หมดเสียตรงนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
“เถ้าแก่ ขอเบียร์เพิ่มสามขวด!” ตอนนั้นเอง ลูกค้าที่นั่งโต๊ะหนึ่งเดียวในร้านตะโกนเรียกอู๋ฝาน
“สักครู่ครับ!”
อู๋ฝานนำเบียร์สามขวดเดินไปเสิร์ฟถึงโต๊ะ แต่หางตาก็ยังคงจับจ้องชายสวมใส่ชุดประหนึ่งขอทาน
“เบียร์ได้แล้วครับ” เมื่อมาถึงโต๊ะ อู๋ฝานจึงวางขวดเบียร์ลง ก่อนจะเดินกลับไป
แต่แล้วพอหันกลับไป เขาถึงกับต้องชะงัก เพราะชายที่แต่งตัวราวกับขอทานที่กินอยู่เมื่อครู่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
อู๋ฝานมั่นใจว่าตัวเองละสายตาจากอีกฝ่ายเพียงแค่สองวินาทีเท่านั้น มันเป็นสองวินาทีที่ตัวเขาวางขวดเบียร์ลงกับโต๊ะ ช่วงเวลามีแค่นั้นแต่อีกฝ่ายกลับหายตัวไปเสียได้!
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
อู๋ฝานเร่งร้อนพุ่งไปหน้าร้าน หันมองซ้ายและขวา พบเห็นก็แค่ถนนว่างเปล่า ไม่อาจเห็นตัวชายคนเมื่อครู่ ราวกับอีกฝ่ายหายไปกับอากาศก็ไม่ปาน
เรื่องบ้าอะไรกัน!
อู๋ฝานสบถคำอีกครั้ง เมื่อตนเองไม่อาจหาตัวอีกฝ่ายได้แม้จะพยายามหาแล้ว เขาจึงทำได้แค่กลับเข้าร้านไปอย่างโกรธเกรี้ยว
สั่งกินประหนึ่งราชา ท่าทีขึงขัง วางตัวข่มท่าน ทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตา
“เฮ้อ นี่มันเรื่องอะไรกัน”
ขณะอู๋ฝานเดินกลับไปที่ร้าน เขาได้พบเห็นแหวนสีเทาวางเอาไว้ข้างเตาย่าง อู๋ฝานหยิบขึ้นมาตรวจสอบ มันทำขึ้นจากวัสดุใดนั้นไม่อาจทราบได้ แต่พื้นผิวเรียบรื่นและกลมได้รูป
“ของคนเมื่อกี้งั้นเหรอ? ไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารเลยทิ้งแหวนไว้เป็นค่าตอบแทนหรือเปล่านะ?” อู๋ฝานครุ่นคิดกับตัวเอง
ในช่วงเวลาเมื่อครู่ นอกจากอีกฝ่ายก็ไม่มีลูกค้าคนอื่นเข้าร้านอีก จึงเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเจ้าของแหวนวงนี้คือชายคนเมื่อครู่
“แหวนผุพังนี่แลกค่าอาหาร 360 หยวนงั้นเหรอ? พูดขอโทษสักคำก็ไม่มี ถึงกับวางทิ้งเอาไว้แล้วแอบหนีไป” อู๋ฝานบ่นพึมพำ
เดิมทีเขาก็คิดอยากจะโยนแหวนวงนี้ทิ้ง แต่อู๋ฝานมองว่าก็ไม่เห็นเป็นไร ดังนั้นจึงไม่โยนมันทิ้งไป แต่เลือกที่จะใส่ไว้เอง ขนาดของมันพอดีเกินคาด
“ช่างมัน ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย คิดซะว่าบริจาคอาหารให้ขอทานก็แล้วกัน” อู๋ฝานปลอบตัวเอง เรื่องราวเกิดขึ้นไปแล้ว ต่อให้ไม่ยินดีตัวเขาก็ทำอะไรไม่ได้อีก
จนประมาณช่วงตีหนึ่ง ตลาดรกร้างผู้คน อู๋ฝานเริ่มเก็บของเตรียมกลับที่พัก ซึ่งเป็นห้องเช่าที่กว้างเพียงแค่สิบตารางเมตร
หลังจากวางสัมภาระลง ห้องของอู๋ฝานก็เหลือพื้นที่ไม่มาก เขานอนทอดกายกับเตียงนอนพลางครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงปีจบการศึกษา เขาอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกหดหู่ขึ้นมา
อู๋ฝานเรียนจบระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย เพียงแต่มันเป็นมหาวิทยาลัยระดับสาม ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดัง การหางานหลังจบการศึกษาจึงไม่ราบรื่น แต่แม้มันไม่ใช่งานที่ดีเด่นอะไร แต่เพราะเขาได้ไปเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็นในห้องทำงานของผู้จัดการ สองวันให้หลังจึงถูกไล่ออกแม้ไม่มีความผิด
ภายหลังต่อมา เขาไม่มีประสบการณ์การทำงาน ประวัติการศึกษาก็ไม่ได้ดีเด่นอะไร จึงยิ่งหางานได้ยาก เพื่อเอาชีวิตรอดในสังคมเมือง อู๋ฝานจึงต้องหางานพาร์ทไทม์ทำร่วมไปด้วยเพื่อหาเงินให้ได้มากขึ้น งานอะไรเขาก็พร้อมทำ ไม่ว่าจะงานขนย้ายก้อนอิฐในไซต์งานก่อสร้าง ทำงานเป็นหุ่นเชิดอยู่ในห้างสรรพสินค้า เป็นบริกรในภัตตาคาร เขาพร้อมจะทำทุกอย่างที่ทำเงินได้โดยไม่ผิดกฎหมาย
แต่แล้วโชคของเขาก็คล้ายว่าจะดวงซวยไม่ขาดตกบกพร่อง ระหว่างขนย้ายก้อนอิฐ เกิดอุบัติเหตุบนทางเท้า คนคุมงานก่อสร้างจึงต้องบอกว่าอีกวันไม่ต้องมาทำงานแล้ว ตอนเป็นพนักงานในห้าง เขาพบเห็นเด็กจะหล่นลงมาจึงคิดเข้าไปช่วย แต่สุดท้ายพ่อกับแม่เด็กก็คิดว่าเขาทำเด็กกลัวจนร้องไห้ กลายเป็นทำให้ห้างเกิดความวุ่นวาย ผลลัพธ์คืออีกวันจึงถูกไล่ออก ช่วงที่เป็นบริกรในภัตตาคาร พ่อครัวทำอาหารผิดสูตร ลูกค้าจึงคิดว่าเขาเสิร์ฟอาหารผิดจานจนบ่นด่าตัวเขาอยู่สักพัก สุดท้ายจึงนำไปสู่การตั้งข้อร้องเรียน สุดท้ายเด็กเสิร์ฟเช่นตัวเขาก็ถูกไล่ออก
ท้ายที่สุด เมื่อราวหนึ่งเดือนก่อน ตัวเขาใช้เงินที่เก็บหอมรอมริมเริ่มงานขายอาหารย่าง คาดหวังว่าจะได้ใช้ช่วงเวลาฤดูร้อนหาเงินเพิ่มเติมขึ้นมาบ้าง
แต่งานขายอาหารย่างไม่ได้ง่ายเหมือนที่คิด ใกล้เคียงร้านแผงลอยของอู๋ฝานมีร้านอื่นที่ขายบาร์บีคิวอยู่ไม่น้อย ร้านเหล่านั้นทั้งใหญ่โตและบรรยากาศดีเยี่ยม ดีกว่าร้านแผงลอยขนาดเล็กของตัวเขาเป็นไหน ๆ นอกจากนี้ ฝีมือของเขาก็แค่ทั่วไป แค่พอกินได้ กิจการจึงไม่ได้ดีเด่นอะไร จึงทำให้อู๋ฝานผู้คิดอยากหาเงินให้มากขึ้นต้องเกิดร้อนใจ
“เรื่องมันยิ่งเลวร้าย วันนี้ก็ต้องทำทานมื้อใหญ่อีก” อู๋ฝานคิดกับตนเองอย่างขื่นขม สายตามองยังแหวนที่สวมบนนิ้ว เมื่อครุ่นคิดว่าเมื่อคืนมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง ใจก็ยิ่งเกิดความรู้สึกหดหู่
ตัวเขาทำกำไรได้แค่เล็กน้อย สุดท้ายเจอวันนี้เข้าไป ของที่ขายทั้งคืนกลับเสียเปล่า เผลอ ๆ ขาดทุนเสียด้วยซ้ำ
หรือโชคร้ายของตัวเขาจะกลับมาอีกครั้ง? แค่ทำบาร์บีคิวขายก็ไม่ได้งั้นเหรอ?
อู๋ฝานพยายามถอดแหวนด้วยอารมณ์โกรธ ตอนใส่แหวนก็ใส่ง่าย แต่ทำไมตอนถอดกลับถอดยาก อู๋ฝานพลิกแหวนหมุนแหวนไปมาอยู่นาน สุดท้ายก็ไม่อาจถอดออก กระทั่งทำนิ้วเกิดรอยแดงจนถึงกับมีเลือดไหลซิบออกมาด้วยซ้ำ
ตอนนั้นเอง อู๋ฝานก็ต้องประหลาดใจ เลือดที่ไหลซิบออกมาถูกดูดเข้าไปด้านในของแหวน แหวนสีเทาส่องสว่าง มันสว่างจ้าราวกับดวงตะวันยามเที่ยง
[ตรวจพบผู้ใช้ กำลังผูกมัด…] เสียงคล้ายจักรกลดังขึ้นในประสาทรับฟังของอู๋ฝาน
บทที่ 2 คุณเองเหรอ?!
บทที่ 2 คุณเองเหรอ?!
“ใครกัน? ใครพูดน่ะ!”
เสียงที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้อู๋ฝานตื่นตกใจ เขาสะดุ้งพรวดขึ้นจากที่นอน หันมองรอบด้านในห้องเล็ก ๆ ของตนเองด้วยความร้อนรน แต่ก็ไม่พบเห็นว่ามีคนอื่นอยู่
“ภาพหลอนเหรอเนี่ย?” หลังยืนยันว่าในห้องไม่มีใครอื่น อู๋ฝานจึงนอนลงอีกครั้ง ทว่าก็ต้องแสดงความตกใจทางสีหน้าอีกครั้ง
“หือ แหวนหายไปไหน?”
อู๋ฝานที่นอนลงไปแล้วกลับพบว่าแหวนสีเทาบนนิ้วของตนเองเลือนหาย ก่อนหน้านี้มันอยู่กับตัว แต่แล้วตอนนี้กลับหายวับไป
“ไม่สิ ยังใส่มันอยู่!” อู๋ฝานประหลาดใจที่พบว่าแม้มองไม่เห็นแหวน แต่รู้สึกได้ว่ายังสวมใส่อยู่ สัมผัสอันคุ้นเคยยังคงอยู่ที่นิ้ว
หรือมันจะเป็นแหวนล่องหน?!
นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน!
อู๋ฝานได้ตระหนักว่าตั้งแต่พบเจอกับชายที่แต่งตัวเหมือนขอทาน เรื่องราวแปลกประหลาดก็เอาแต่เกิดขึ้นรอบตัวไม่ขาด
ไม่ควรเก็บแหวนนี้เอาไว้!
อู๋ฝานไม่กล้าเก็บแหวนประหลาดเช่นนี้เอาไว้ ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งอยากถอดมันและขว้างทิ้งเสียให้พ้นตัว
ขณะที่อีกมือแตะสัมผัสแหวน ดวงตาของเขากลับมืดหม่นลงไม่อาจพบเห็นสิ่งใด อีกทั้งร่างกายยังรู้สึกราวกับไร้ซึ่งน้ำหนัก
ขณะการมองเห็นของอู๋ฝานกลับมาอีกครั้ง จึงได้พบว่าสภาพรอบด้านเกิดเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อครู่ เมื่อครู่นี้เอง อู๋ฝานยังอยู่ในห้องเช่ารูหนู แต่แล้วตอนนี้กลับมาอยู่ในพื้นที่เปิดกว้าง รอบด้านเต็มไปด้วยกระท่อมมุงจาก ห่างออกไปไม่ไกลเป็นป่า ยิ่งไกลออกไปเป็นภูเขาขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงต่อกันเป็นแนวเขา
“นี่มัน เรื่องอะไรกันเนี่ย?” อู๋ฝานจ้องมองรอบด้านด้วยความมึนงง ทั้งยังเกิดรู้สึกราวกับทำสมองหล่น “นี่มันที่ไหนกัน?”
อู๋ฝานถึงกับต้องขยี้ตา เมื่อมองรอบด้านอีกครั้งหนึ่ง ก็ยังพบเห็นว่าเป็นเช่นเดิม แต่ที่ได้เห็นเพิ่มเติมคือชายชรา อู๋ฝานเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย คิดอยากถามว่าตนเองอยู่ที่ไหน เหตุใดถึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่
แต่ยามที่อู๋ฝานเดินเข้าหาชายชรา กลับได้พบว่าชายชราดูคุ้นหน้าอย่างประหลาด จนสุดท้ายต้องชี้นิ้วตะโกนใส่อีกฝ่าย “คุณเองเหรอ?!”
ชายชราที่ยืนตรงหน้าอู๋ฝานคือ 'ขอทาน' ที่สั่งมื้อใหญ่กินจากร้านของเขาเมื่อคืน!
เพียงแต่ 'ขอทาน' ในตอนนั้นผมเผ้ารุงรังหนวดเคราไม่โกน ทำให้มองใบหน้าได้ไม่ชัด
แต่บุคคลที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้กลับสวมใส่ชุดคลุมตัวยาว ผิวมีสีเลือดฝาด ยิ้มแย้มแจ่มใจ ประหนึ่งเซียนก็ไม่ปาน หากว่าไม่มีดวงตาคู่นั้น อู๋ฝานคงจดจำไม่ได้ว่าเป็นอีกฝ่าย
ความแตกต่างระหว่างภาพจำทั้งสองมันมากเกินไป
“เหอะ ๆ ไม่นึกเลยว่าเพียงเจ้ามองก็จดจำตาแก่คนนี้ได้แล้ว” ชายชราไม่ปฏิเสธ ทั้งยังยิ้มแย้มตอบรับ
“เหอะ ๆ กับผีน่ะสิ!” อู๋ฝานตะโกนตอบ “รีบจ่ายเงินมาเลยนะ! สั่งของกินไปแล้วหนีไม่จ่าย! ผมโทรเรียกตำรวจมาจับคุณได้นะ”
“ข้าก็ทิ้งแหวนไว้ให้แล้ว เจ้ายังจะเรียกร้องเงินจากข้าอีกงั้นหรือ?” อู๋ฝานว่าโกรธเกรี้ยวแล้ว ชายชราดูโกรธเกรี้ยวยิ่งกว่า ดวงตาทอประกายแสงประหนึ่งหลอดไฟจับจ้องไปยังอู๋ฝาน
“พูดถึงแหวนนั่นแล้วก็อยากจะบ้า!” อู๋ฝานตอบกลับโดยไม่กลัวเกรง “แหวนผุพังนั่นมันอะไร มีค่าหลายร้อยหยวนเลยหรือยังไง? ผมไปซื้อแหวนพลาสติกจากตลาดนัดยังจ่ายแค่ห้าสิบเหมา*[1] แถมยังได้ที่ดูดีกว่าด้วยซ้ำ หยุดพูดจาไร้สาระแล้วจ่ายเงินมา อย่าคิดว่าจะใช้ลูกไม้อะไรอีกได้”
“ข้าสิที่ต้องโกรธ!” ชายชราตอบรับอย่างกราดเกรี้ยว “เจ้าไม่รู้หรือว่าวัสดุที่สร้างแหวนวงนั้นคืออะไร? มัน… พูดไปเจ้าก็ไม่เข้าใจ! เอาเป็นว่ามันมีค่ามหาศาล กล้าดียังไงมาบอกว่าพลาสติกอะไรนั่นดีกว่า?!”
“พอ พอเลย” อู๋ฝานไม่คิดเชื่อ “ถ้ามันมีค่าจริง คุณเอากลับไป ผมต้องการแค่ 360 หยวน”
สิ้นคำของอู๋ฝาน เขายื่นมือออกไปเป็นการบ่งบอกชายชราให้ถอดแหวนออกจากมือกลับคืนไป ตัวเขายิ่งนึกสงสัยว่าแหวนนี้มันจะมีค่าสักเท่าใด แต่ดีที่สุดคืออีกฝ่ายเอามันกลับไป
“หากไม่ใช่เพราะเจ้าเป็นคนเดียวที่สวมแหวนวงนี้ได้ ข้าจะมอบมันให้งั้นหรือ?” ชายชราตอบรับด้วยสีหน้าขึงขัง
“ก็แค่แหวนผุพังวงหนึ่ง ทำเป็นลึกลับอะไรไปได้” อู๋ฝานตอบกลับอย่างเฉยชา
“แหวนนี้มีความสามารถเดินทางท่องมิติ หากไม่มีมัน เจ้าจะมาที่นี่ได้หรือ?” ชายชรากล่าวตอบ
ได้ยินคำของชายชรา อู๋ฝานถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจำได้ว่าตนเองเคยคิดอยากถามอีกฝ่ายว่าเพราะอะไรถึงมาอยู่ที่นี่และที่นี่คือที่ไหน แต่ท้ายที่สุด ตอนชายชราพูดว่า “ตาแก่คนนี้” ก็ทำเขาลืมตัวไป แต่พออีกฝ่ายพูดถึง เขาก็นึกขึ้นมาได้
“ใช่แล้ว ผมคิดจะถามคุณอยู่ ที่นี่มันที่ไหน? ทำไมผมมาอยู่ที่นี่? เมื่อกี้ผมอยู่ในห้อง นี่เป็นความผิดของคุณอีกหรือ?” อู๋ฝานเอ่ยถาม สายตามองยังชายชราขึ้นลง “หรือคุณเป็นพวกนักมายากล? แล้วที่นี่ก็เป็นที่ของคุณ?”
“ข้าไม่ใช่นักมายากลอะไรนั่น สาเหตุที่เจ้ามาที่นี่ได้ก็เพราะแหวนบนมือเจ้า!” ชายชราตอบกลับ “แล้วนักมายากลคืออะไร?”
“แหวนเหรอ?” อู๋ฝานมองที่นิ้วตัวเองโดยไม่รู้ตัว แม้ไม่พบเห็นอะไร แต่เขาก็ทราบดีว่าตัวเองกำลังสวมใส่แหวนวงหนึ่ง
หรือว่าของที่ไม่ต่างอะไรกับขยะในสายตาของเขา มันจะมีความวิเศษอยู่จริง?
“ถูกต้อง แหวนนั้นเป็นแหวนที่เทพสวรรค์มอบให้แก่เจ้า ข้าเพียงรับผิดชอบนำไปส่งมอบให้” เฒ่าชรากล่าวตอบ
“เทพสวรรค์? มันคืออะไร?” อู๋ฝานถามด้วยความสงสัย
เมื่อได้ยินคำถามอันไร้มารยาทของอู๋ฝาน ชายชราถึงกับตัวสั่น สายตาเร่งรีบหันมองซ้ายขวา พบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ จึงกล่าวบอกกับอู๋ฝานด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง “เทพสวรรค์ดำรงอยู่ในทุกที่ ทรงอำนาจล้นเหลือ เจ้าต้องให้ความเคารพ”
อู๋ฝานสบถคำอยู่ภายใน สำหรับคนที่เติบโตขึ้นมาโดยสภาพแวดล้อมที่ไร้ความเชื่อในพระเจ้า เทพเจ้าหรือภูตผีล้วนไม่มีตัวตนดำรงอยู่ ดูจากท่าทีความเชื่อของชายชรา แปดในสิบเป็นพวกนับถือโชคลางจนเกินไป
“แล้วแหวนวงนี้ทำอะไรได้? ทำไมถึงมอบให้ผมล่ะ?” อู๋ฝานเอ่ยถาม
“เรื่องนี้เริ่มต้นจากชีวิตก่อนของเจ้า” ชายชรากลับคืนภาพลักษณ์ของยอดฝีมือแห่งโลกหล้า ทว่าในสายตาของอู๋ฝาน อีกฝ่ายก็ไม่ต่างอะไรกับตัวประหลาด
“ชีวิตก่อนของตัวเจ้าถูกเทพอับโชคเกาะติด เรื่องราวผิดพลาด ลูกและภรรยาแยกทาง ถูกคนชั่วใส่ร้าย ทุกชีวิตต้องทนทุกข์ทรมานและโชคร้าย จนท้ายที่สุดก็ตายอย่างอนาถ อนาถอย่างน่าสมเพช”
แม้อู๋ฝานไม่เชื่อแนวคิดเรื่องการกลับชาติมาเกิด แต่พอได้ยิน ใจเขาถึงกับสั่นกระตุกอย่างไม่รู้ตัว
ชีวิตก่อนของตัวเขามันน่าอนาถอดสู ไม่ใช่เพียงแค่ชีวิตเดียว แต่ยังเป็นเช่นนั้นอีกหลายชีวิตที่ชวนอนาถเหน็ดเหนื่อย
“แล้วชีวิตผมมันเป็นยังไง?” อู๋ฝานเอ่ยถาม
“ชีวิตนี้งั้นหรือ?” ชายชรามองอู๋ฝาน “ชีวิตนี้เจ้าก็ถูกเทพอับโชคเกาะติด เรื่องราวก็ไม่ใช่ว่าดีอะไร”
อู๋ฝานเกิดนึกย้อนถึงประสบการณ์ตนเองตั้งแต่ยังเด็กจนโต เหมือนว่าตัวเขาจะโชคร้ายมาตลอด โดยเฉพาะหลังเรียนจบ ปกติก็หางานทำยากอยู่แล้ว แต่ทุกครั้ง ตัวเขากลับต้องถูกไล่ออกเพราะสาเหตุอันไร้สาระ
สมกับเป็นดวงเทพอับโชค
[1] เหมาเป็นสกุลเงินย่อย สิบเหมามีค่าเท่ากับหนึ่งหยวน
บทที่ 3 ภารกิจ
บทที่ 3 ภารกิจ
“แต่ว่า…” ขณะอู๋ฝานกำลังเป็นกังวล เฒ่าชราก็เอ่ยคำขึ้นอีกครั้ง
“แต่อะไร?” อู๋ฝานเร่งร้อนถาม แม้ตัวเขายังไม่เชื่อ แต่เห็นได้จากท่าทีบอกเล่าจริงจังของชายชรา ชีวิตก่อนหน้าของตัวเขาค่อนข้างแร้นแค้น ดังนั้นอู๋ฝานจึงสนใจคำพูดถัดไปของชายชราโดยไม่รู้ตัว
“เพียงแต่เทพสวรรค์ได้พบเห็นความเวทนาของเจ้าแล้ว ท่านจึงจึงสมเพชและต้องการช่วยเหลือ” ชายชรากล่าวตอบ “ดังนั้นจึงมอบแหวนวงนี้ให้ เจ้าควรสำนึกบุญคุณเทพสวรรค์ ไม่ใช่พูดจาส่งเดช”
“เทพสวรรค์บ้าบออะไรกัน” อู๋ฝานตอบรับอย่างไม่พอใจ “ในเมื่อมีอำนาจล้นพ้น เหตุใดไม่เปลี่ยนโชคของผมเสียเลยล่ะ? ให้เป็นโชคดีไปตลอดอะไรทำนองนี้ ทำไมต้องให้แหวนนี่มาให้มันดูลึกลับด้วย”
“เจ้า… เทพสวรรค์ใจดีช่วยเหลือก็ดีเท่าไหร่แล้ว แต่เจ้ากลับไม่รู้ความ!” ชายชราโกรธเกรี้ยวขึ้นอีกครั้ง “ตามโชคชะตาของเจ้า โชคร้ายจะดำรงอยู่อีกหลายชีวิต มันคือวิถีแห่งสวรรค์ แม้เป็นเทพสวรรค์ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงโดยง่าย การมอบแหวนให้แก่เจ้า ช่วยให้เจ้าสามารถเดินทางท่องมิติ ได้ไปมาระหว่างที่นี่กับโลกที่แท้จริงได้ ส่วนว่าจะเปลี่ยนโชคของเจ้าได้หรือไม่ มันก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง!”
เรื่องราวลึกลับซ่อนเงื่อน จนอู๋ฝานต้องลอบเบะปาก
“ก็ตามนี้ งั้นถือว่าข้าสอนวิธีใช้แหวนวงนี้เทเลพอร์ตให้แก่เจ้าแล้ว ส่วนที่เหลือไปสำรวจเรียนรู้ด้วยตนเอง ข้าเองก็ควรต้องไปแล้ว จดจำเอาไว้ แหวนวงนี้ไม่ใช่การเทเลพอร์ตได้เท่านั้น ส่วนจะทำอะไรอีกได้นั้น ความสามารถพวกนั้นจงค้นหาด้วยตัวเจ้าเอง” ชายชรากล่าวบอก “หากมีโชคชะตา ภายหน้าพวกเราอาจได้พบกันอีก”
“คุณจะไปไหน? นี่คุณหมายความว่ายังไง?” อู๋ฝานมึนงงไปครู่
แต่แล้วชั่วขณะนี้เอง เขากลับได้พบว่าชายชราตรงหน้าเปลี่ยนไปราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน ดวงตาที่ทอประกายแสงเมื่อครู่กลับกลายเป็นเฉื่อยชา จิตวิญญาณไม่ได้เปี่ยมล้นดังเช่นก่อนหน้า สภาพทางจิตใจของทั้งตัวคนเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แม้รูปลักษณ์ยังคงเดิม แต่ในความรู้สึกของอู๋ฝาน บุคคลตรงหน้าเปลี่ยนไปเป็นคนละคนอย่างเด่นชัด มันเป็นความรู้สึกที่ยากอธิบาย เพียงแต่รับรู้ได้อย่างชัดเจน
ชายชราพูดขึ้นอีกครั้ง “คนหนุ่มเอ๋ย ข้าคือหัวหน้าหมู่บ้านแห่งนี้ ไม่นานมานี้ พลังงานอสูรเริ่มรุกราน สัตว์ทั้งหลายติดเชื้อพลังงานอสูรจนเริ่มดุร้าย พวกมันทำลายไร่นา คุกคามความปลอดภัยของชาวบ้าน พอจะช่วยกำจัดพวกมันได้หรือไม่?”
[หัวหน้าหมู่บ้านมอบหมายภารกิจให้ท่าน สังหารกระต่ายอสูรสิบตัว ตอบรับหรือไม่?]
เสียงจักรกลอันคุ้นเคยดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ชายชราเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ คำพูดคำจาจริงจัง แถมมอบหมายภารกิจให้ อีกทั้งยังเป็นหัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านที่เห็นนี้?
ภารกิจนี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน?
[หัวหน้าหมู่บ้านมอบหมายภารกิจให้ท่าน สังหารกระต่ายอสูรสิบตัว ตอบรับหรือไม่?]
เมื่อไม่มีการตอบสนอง เสียงจักรกลจึงดังขึ้นในโสตประสาทของอู๋ฝานอีกครั้ง
“รับ รับก็ได้”
อู๋ฝานไม่อาจเข้าใจว่าสถานที่แห่งนี้มันคืออะไร แต่หากไม่รับเอาไว้ เสียงจักรกลนั้นคงดังในหูไม่หยุดหย่อน ดังนั้นตัวเขาจึงมีทางเลือกเดียว นั่นคือรับเอาไว้
ภายหลังรับภารกิจแล้ว เสียงนั้นก็เลือนหายไป
“ในเมื่อรับภารกิจแล้ว ก็ขอให้เร่งรีบจัดการโดยเร็ว ชาวบ้านต่างประสบปัญหาอสูรรุกรานกันมานานมากแล้ว” หัวหน้าหมู่บ้านเฒ่าชรากล่าวเร่ง
หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวเร่งวนซ้ำไปมา อู๋ฝานจึงต้องเดินออกจากหมู่บ้านด้วยความงงงัน ใจเขายังคงทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น สิ่งที่ชายชราบอกคือเรื่องจริง แต่ในฐานะผู้ได้รับการศึกษาสมัยใหม่ สัญชาตญาณของอู๋ฝานร้องบอกว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหล
แต่ยามหันมองสภาพแวดล้อมโดยรอบ หากทุกอย่างนี้เป็นของปลอม เหตุใดเขามาอยู่ที่นี่ได้?
หากทุกอย่างเป็นความจริง เช่นนั้นเทพสวรรค์จากปากคำของชายชราที่ว่าทรงอำนาจล้นเหลือ ทั้งยังนำพาตัวเขามายังที่นี่ได้โดยง่าย งั้นอีกฝ่ายคือตัวตนอะไรกัน?
“นี่คือกระต่ายอสูรที่หัวหน้าหมู่บ้านพูดถึงล่ะมั้ง?”
ขณะอู๋ฝานออกไปภายนอกหมู่บ้าน เขาได้เห็นกลุ่มกระต่ายใหญ่ราวยี่สิบตัวที่กำลังกินแปลงผัก
กระต่ายเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับที่อู๋ฝานเคยเห็น เว้นแต่ขนาดตัวที่ค่อนข้างใหญ่กว่า แต่พออู๋ฝานเข้าไปใกล้พวกมัน ก็ได้พบเห็นถึงความแตกต่าง
แม้ดวงตาของกระต่ายเหล่านี้เป็นสีแดง แต่ในดวงตามีเส้นสีดำปรากฏเด่นชัด ดวงตาที่มันมองผู้คนไม่มีความอ่อนโยน แต่เป็นความดุร้ายอันเปี่ยมล้น ชวนให้รู้สึกไม่สบายใจ ราวกับมันพร้อมจะระเบิดออกในทุกเมื่อ
ขณะอู๋ฝานอยู่ห่างจากกระต่ายเหล่านั้นสองเมตร กระต่ายสองตัวทางด้านหน้าพลันกระโดดพรวดพุ่งเข้าหาอู๋ฝาน มันไม่เหมือนดังกระต่ายทั่วไป แต่เป็นประหนึ่งหมาป่าที่หิวกระหาย
“เป็นกระต่ายอสูรของจริง น่ากลัวเกินไปแล้ว” อู๋ฝานตื่นตกใจ การเผชิญหน้ากระต่ายดุร้ายถึงสองตัวทำให้จิตสำนึกของตัวเขาร้องบอกให้ก้าวเท้าถอย
เพียงแต่กระต่ายทั้งสองตัวนั้นไม่ลดละ พวกมันพุ่งตัวไล่ตามอู๋ฝานต่อเนื่อง โชคดีที่กระต่ายตัวอื่นยังไม่มีทีท่าคิดโจมตีใส่อู๋ฝาน เพียงแต่มองด้วยความระมัดระวัง
เมื่อเผชิญหน้ากับสองกระต่ายดุร้าย อู๋ฝานทำได้เพียงถอยอย่างต่อเนื่อง ขณะเหยียบย่างกลับเข้าสู่หมู่บ้าน กระต่ายสองตัวพลันหยุดไล่ตามและกลับไปยังตำแหน่งเดิมของพวกมัน
“กระต่ายอสูรอะไรกันนี่? ดุร้ายเกินไปแล้ว” อู๋ฝานมองกระต่ายสองตัวที่กำลังกลับไป ความหวาดกลัวยังคงเกาะกุมขณะพึมพำกับตัวเอง
“คนหนุ่มเอ๋ย ทำภารกิจเสร็จสิ้นรวดเร็วจึงกลับมาแล้วหรือ? ข้ามองคนไม่ผิดจริงด้วย” ตอนนี้เองที่เสียงของหัวหน้าหมู่บ้านดังขึ้นจากทางด้านหลังของอู๋ฝาน อู๋ฝานหันกลับไปมอง พบเห็นอีกฝ่ายกำลังมองมายังตนเองด้วยท่าทียินดี
อู๋ฝานเขินอายขึ้นมาจนตอบคำกลับ “คือว่า ผมยังฆ่ามันไม่ได้เลยสักตัว กระต่ายอสูรพวกนี้ดุร้ายจนเกินไป แทบจะเหมือนหมาป่า”
“ว่าอะไรนะ? เจ้ายังสังหารพวกมันไม่ได้แม้สักตัว? เช่นนั้นยังยืนบื้อทำอะไร? เหตุใดยังไม่ไปอีก?” หัวหน้าหมู่บ้านที่เผยความนับถือเมื่อครู่ ขณะนี้ชักสีหน้ากล่าวคำตำหนิ อู๋ฝานรู้สึกทึ่งต่อความรวดเร็วในการเปลี่ยนท่าที
“เร็วเข้า เร็ว อย่าได้อืดอาดยืดยาด” หัวหน้าหมู่บ้านเฒ่าชรากล่าวเร่งอีกครั้ง ภายหลังเร่งเร้าอู๋ฝาน เขาจึงหันเดินกลับเข้าไป ทว่าปากยังคงพึมพำ “เฮ้อ คนหนุ่มสาวสมัยนี้ ไฉนขลาดกลัวเพียงนี้ได้ เลวร้ายยิ่งกว่าพวกเราในอดีตมากนัก”
สีหน้าอู๋ฝานแสดงชัดถึงความอับอาย ก่อนจะพึมพำกับตัวเองเป็นการให้กำลังใจ ฝีเท้าก้าวเดินออกจากหมู่บ้านอีกครั้ง ไม่ว่าตัวเขามาที่นี่ด้วยเหตุอันใด มันก็ไม่ควรต้องคิดอีกต่อไปแล้ว ก่อนอื่นเขาต้องทำภารกิจของหัวหน้าหมู่บ้านเฒ่าชราให้เสร็จเสียก่อน เขาไม่อาจยอมให้ชายชรามาดูหมิ่นตัวเอง
อู๋ฝานกลับมายังบริเวณที่กระต่ายอสูรอยู่เมื่อครู่ พวกมันยังคงขุดคุ้ยแปลงเพาะปลูก อู๋ฝานเลือกที่จะยังไม่ก้าวเดินเข้าใกล้ แต่สำรวจมองรอบด้าน พบเห็นแท่งไม้ยาวครึ่งเมตร จึงหยิบมันมาเหวี่ยงด้วยมืออยู่สองสามครั้ง สุดท้ายจึงก้าวเดินมุ่งเข้าหาพวกกระต่ายอสูร
อู๋ฝานบังเกิดความมั่นใจขึ้นมาบ้างด้วยแท่งไม้ภายในมือ