'จตุพร'อ่านสถานการณ์หลังโหวตนายกฯ ไม่รู้ ปชช.จะทนถูกหยามหน้าได้นานแค่ไหน?
'จตุพร'ชี้โหวต“เศรษฐา” เป็นนายกฯ สะท้อนกลุ่มอำนาจรัฐประหารแสดงละครส่งมอบอำนาจกลับคืนให้พรรคเพื่อไทยหลังถูกยึดอำนาจมา 9 ปี ชี้ประเทศจะเกิดความวุ่นวายแน่ ตอนนี้เชิญหาความสำราญกันได้แต็มที่ไปก่อน หลังประชาชนตั้งหลักได้มองเห็นร่องรอยแปลกแปร่ง ก็ไม่รู้จะทนถูกหยามหน้าได้นานแค่ไหน
23 ส.ค. 2566 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน "กรรม!!" โดยสะท้อนถึงการโหวตนายกฯ เมื่อ 22 ส.ค. ที่ผ่านมา แสดงถึงบ้านเมืองต้องรับกรรมแห่งอนาคต เมื่อกลุ่มอำนาจก่อภาวะแปลกแปร่งทิ้งร่องรอยคืนอำนาจระหว่างฝ่ายรัฐประหาร (รปห.) มา 9 ปี แล้วส่งมอบกลับให้พรรคเพื่อไทยที่ถูกยึดอำนาจ ราวกับเป็นการแสดงละครหยามหน้าประชาชนและดูถูกเป็นคนโง่เง่าสิ้นเชิง
นายจตุพร กล่าวว่า ผลโหวตให้นายเศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯ เสร็จสิ้นไปตามการดีลที่เปลี่ยนแปลงสมยอมฉับพลันเมื่อเช้าก่อนเช่วง 11 โมงเช้าของวันที่ 22 ส.ค. โดยกลุ่มอำนาจรัฐประหารยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2557 ได้ตกลงคืนอำนาจให้พรรคเพื่อไทยเป็นที่เรียบร้อย ด้วยกระบวนส่งคืนผ่านการโหวตของ สว. ในรัฐสภา ซึ่งดูเสมือนประชาชนได้ชมการแสดงละครของ คสช.ฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ส่งต่ออำนาจให้พรรคเพื่อไทยการละครประมาณนั้น
ส่วน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่เก็บตัวนิ่งเงียบมาตลอดการดีลนั้น นายจตุพร กล่าวว่า คงเจ็บปวดใจอย่างที่สุด อาจถึงขั้นต้องซดน้ำใบบัวบกเพื่อบรรเทาใจไม่บันดาลแรงให้ไปถึงนายกฯ ตามความมุ่งหวังสักครั้งของช่วงวัยที่เหลืออยู่
"ลักษณะและลีลาของ พล.อ.ประยุทธ์ มักลงมือนาทีสุดท้ายเป็นสำคัญ เมื่อได้อำนาจมา 9 ปีก็มาทำเป็นของเล่น ยึดมาจากไหนก็คืนไปที่นั่น ไม่มีอะไรติดค้างกัน ยิ่ง พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา (น้องชาย พล.อ.ประยุทธ์) เปล่งเสียงโหวตเห็นชอบครับ แล้วทหารระดับพลเอกทั้งหลายก็เห็นชอบไปด้วย ซึ่งเป็นใบเสร็จที่ผ่านการดีลกันมาได้ชัดเจน"
นายจตุพร ประเมินการเมืองหลังการโหวตนายเศรษฐา เป็นนายกฯ ว่า ประเทศจะเกิดความวุ่นวายไปหมดจากกรรมที่กลุ่มอำนาจแสดงละครส่งมอบอำนาจ เพราะไม่เหลือหลักศีลธรรม ไม่มีกลุ่มประชาธิปไตย แล้วยังสลายฝ่ายอนุรักษ์นิยม ดังนั้น การละครครั้งนี้ จึงแทบไม่เหลือหลักยึดการวิเคราะห์อนาคตของบ้านเมืองอีกแล้ว
อีกทั้งระบุว่า สิ่งสำคัญการเมืองกับการโหวตนายกฯนั้น สะท้อนถึงการยึดอำนาจที่ผ่านมาได้คืนความสุขกลับไปให้พรรคเพื่อไทยที่ถูกยึดอนาจไปเรียบร้อยตามกระบวนการ คสช. ผ่านตัวแสดงในรัฐสภาของ สว. ที่แต่งตั้งมา อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้การชำแหละของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่เปิดประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ไว้ถึง 3 ครั้ง ย่อมสะเทือนรัฐบาลเสียงข้างมากให้หมดสิ้นความชอบธรรมจนอยู่ไม่ได้
"จากนี้ไปเรื่องราวที่คุณชูวิทย์ เปิดประเด็นไว้จะไม่สูญเปล่า เพราะจะมีทั้งคดีอาญา และจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงน่าติดตามสิ่งที่น่าจะเป็นไป เมื่อฝ่ายหนึ่งดูเสมือนได้ชัยชนะ แต่อีกฝากหนึ่งรู้สึกเสียหน้าตามสมควรย่อมคิดเอาคืนถัดจากนี้ไป"
พร้อมกล่าวว่า การโหวตนายกฯ ที่ผ่านมา ยังแสดงถึงพรรคก้าวไกลกับเพื่อไทยจะเป็นฝ่ายตรงข้ามกันอย่างชัดเจน และคงไม่เผาผีกัน ส่วนฝ่ายเสื้อแดงประชาชธิปไตยหัวก้าวหน้าก็อาจตีจากจากเพื่อไทย และกลุ่มแนวร่วมที่ยึดมั่นในสัจจะวาจาต้องแยกย้ายกันไป ประกอบกับเพื่อไทยคงเดินไปถึงจุดถูกยุบพรรคในวันที่ประชาชนไม่เหลืออะไรเลยซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่สถานการณ์ที่ง่ายเลยของบ้านเมือง
"ดูร่องรอยแล้วมีอะไรแปลกแปร่งอยู่หลายกรณีมากที่ผิดวิสัย ผิดปกติ ผิดทำนองคลองธรรม มีการการตระบัดสัตย์และไปจับมือพรรคที่ประกาศว่าไม่จับมือด้วยก็หนักอยู่แล้ว แต่นี่ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา โหวตเห็นชอบ (นายกฯ เศรษฐา) ยิ่งเป็นสิ่งที่กองเชียร์เพื่อไทยต้องใคร่ครวญว่า จะยินดีด้วยหรือไม่กับชัยชนะอันเริงร่าครั้งนี้"
นายจตุพร กล่าวว่า การโหวตนายกฯ ที่ผ่านมานั้น ได้เห็นความสมยอมของอำนาจ เสมือนประชาชนถูกต้ม ขณะที่นายนิติธร ล้ำเหลือ วิทยากรคณะหลอมรวมอีกคนหนึ่งเห็นว่า เป็นการแสดงละครทางอำนาจโดยนำสถาบันกษัตริย์มาอ้างหาประโยชน์ เท่ากับหยามหน้าประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งพรรคก้าวไกลคงถูกนำเรื่องนี้มาอ้างเช่นกันและก็น่าเป็นไปได้
สำหรับโผ ครม.นั้น นายจตุพร กล่าวว่า คงหา รมต.คลัง ที่ชำนาญการมาเป็นได้ยาก ขณะเดียวกันกลับมีความชัดเจนในโผ รมต.พลังงาน ที่พรรคคุมมาก่อนต้องได้ดูกระทรวงนี้ต่อไป ถึงที่สุดแล้ว ทั้งหมดเป็นเพียงโผ ครม. ที่ยังไม่ชัดเจน แต่พฤติกรรมรีบเร่งหลังการโหวตนายกฯ เสร็จแล้ว กลับมีการแต่งชุดขาวของหลายคนรอรับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกฯ ซึ่งต้องรอเก้อ เพราะถูกเลื่อนออกไป
อีกทั้งย้ำว่า เมื่ออำนาจเห็นร่องรอยเปิดหน้าเล่นกันชัดเจน จึงแสดงถึงสงครามนี้คงไม่จบกันง่ายๆ เพราะร่องรอยที่นายชูวิทย์ เปิดทิ้งไว้จะสำแดงและระบาดอย่างคาดไม่ถึง จึงต้องประเมินปรากฎการณ์์ในช่วง 20 กว่าวัน ก่อนถึงวันที่รัฐบาลจะได้มีอำนาจปฎิบัติหน้าที่จริงอีกครั้ง
"ดังนั้น ประชาชนจะมีความภูมิใจกับการตระบัตดสัตย์ในรอบนี้หรือไม่ หรือชอบใจกับผู้ยึดอำนาจมายกมือให้กับผู้ถูกยึดอำนาจหรือไม่ ถ้ายอมรับกันได้ว่าต้องการแบบนี้ แสดงว่าที่ผ่านมาประชาชนไม่ต้องต่อสู้อะไรกันแล้ว ต้องเลิกต่อสู้เพราะไม่มีความหมายใดๆ เลย แล้วคนเสื้อแดงที่ตายก็ตายไป เมื่อวันหนึ่งยังมาสนับสนุนผู้ได้รับผลประโยชน์กันหมด เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีการกระทำตรงไปตรงมา และตลบตะแลง แล้วทำเหมือนประชาชนรู้สึกว่าโง่ ถูกต้ม"
นายจตุพร กล่าวว่า กลุ่มที่กำลังเริงร่ากับชัยชนะได้ตั้งรัฐบาล ก็เชิญหาความสำราญได้เต็มที่ แต่เมื่อวันใดประชาชนตั้งหลักได้ แล้วตามหาร่องรอยแปลกแปร่งต่างๆ ที่มีอำนาจแต่ไม่เกี่ยวข้องกับประเทศชาติได้ประโยชน์เลย คงทำให้ประชาชนต้องคิดมากที่สุดในวันถัดๆ ไป
ส่วนการกลับไทยของทักษิณ ชินวัตร นั้น นายจตุพร กล่าวว่า ตามหลักแล้วโทษติดคุก 8 ปีต้องผ่านด่าน 1 ใน 3 ของโทษคดีแรก 3 ปีก่อน คือ 1 ปี จึงจะขอพระราชทานอภัยโทษได้ เมื่อถูกนำตัวเข้าเรือนจำพิเศษ ถูกกักขังที่สถานพยาบาล แดน 7 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องขังกองนอกมีหน่้าที่ลอกท่อ เมื่อไปทำงานแล้วจะได้ลดโทษแบบวันเว้นวัน ซึ่งนักโทษใฝ่ฝันอยากไปลอกท่อที่สุด เพราะหนึ่งเดือนได้ลดโทษเหลือติดคุกแค่ 15 วัน
ส่วนการขอพระราชทานอภัยโทษนั้น นายจตุพร กล่าวว่า คงต้องแยกพิจารณาเป็นรายคดี ที่มีทั้งสิ้น 3 คดี แต่ต้องผ่านการติดคุกก่อน ดังนั้น การขอพระราชทานฯ กรมราชภัณฑ์ต้องชี้แจงให้ชัดว่า จะเริ่มจากโทษคดีแรก 3 ปีก่อน เมื่อครบแล้ว จากนั้นจึงมาเข้ากระบวนการของคดีที่ 2 และ 3 รวมอีก 5 ปี
รวมทั้ง ระบุว่า อาคารพยาบาล แดน 7 นั้น ผู้ต้องขังอย่างนายราเกซ สักเสนา นายวาสนา เพิ่มลาภ นายปริญญา นาคฉัตรรีย์ หรือใผ่ ดาวดิน และนายเพนกวิน ตลอดจนนักการเมืองหหลายคน เคยถูกคุมตัวมาก่อน โดยช่วงนั้นจะมีแยกซอยเป็นห้องเล็กๆ เพื่อคุมขัง แต่เดี๋ยวนี้ปรับปรุงยกชั้น 2 ของอาคาร ให้เป็นที่กักขังนักโทษชื่อ ทักษิณ คนเดียว
นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อทักษิณ กลับไทย ได้โรคสุขภาพจาก รพ.ราชทัณฑ์ พบเป็นโรคประจำตัวถึง 4 โรค คือ โรคหัวใจ ปอดอักเสบ ความดันโลหิตสูง และโรคกระดูกสันหลังเสื่อม ซึ่งหนักสาหัสสากรรจ์จึงต้องมีหมอและพยาบาลประจำไว้คอยดูแลพิเศษ