โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Guilt Trip : อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นคนผิด เพียงเพราะคำพูดของอีกฝ่าย

Dek-D.com

เผยแพร่ 05 พ.ค. 2566 เวลา 07.15 น. • DEK-D.com
เคยมีใครทำให้รู้สึกแย่ ทั้งๆ ที่เราไม่ได้เป็นคนผิดมั้ย?

เคยมีใครทำให้รู้สึกแย่ ทั้งๆ ที่เราไม่ได้เป็นคนผิดมั้ย?

สวัสดีค่ะ ชาว Dek-D.comเคยมั้ยคะ? อยู่ดีๆ เราก็กลายเป็นคนผิด เพียงเพราะคำพูดหรือการกระทำของอีกฝ่าย ทั้งที่ความเป็นจริงเราไม่ได้ทำอะไรผิดเลยด้วยซ้ำ และสุดท้ายก็เป็นเราที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษ หรือยอมทำตามในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการด้วยความอึดอัดใจ ซึ่งพฤติกรรมนี้ เรียกว่า ‘Guilt Trip’

Guilt Trip คืออะไร?

นักจิตวิทยา อธิบายเอาไว้ว่า Guilt Tripคือพฤติกรรมที่คนคนหนึ่งพยายามยัดเยียดความรู้สึกผิดให้กับอีกฝ่าย เพื่อเปลี่ยนแปลงความคิด ควบคุมอารมณ์ และการกระทำ ให้เป็นในแบบที่ตัวเองต้องการ ผ่านการสื่อสารหรือการแสดงออก เช่น “ไม่รักกันแล้วหรือ ทำไมแค่นี้ทำให้ไม่ได้” “ถ้าเลิกกับมันอีกไม่ต้องมาให้ปลอบอีกนะ” ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยที่ผู้กระทำตั้งใจหรืออาจไม่รู้ตัว

Shane Birkel นักจิตบำบัดกล่าวว่า Guilt Trip เป็นพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงการไร้ความสามารถในการสื่อสาร ด้วยวิธีที่สร้างสรรค์และวิธีที่ดีต่อสุขภาพจิต

Guilt Trip สามารถพบเห็นได้ในทุกความสัมพันธ์ แต่ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ของคนที่มีความใกล้ชิดกันเช่น คนรัก เพื่อนสนิท ครอบครัว แม้กระทั่งระหว่างเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานค่ะ เพราะถ้าไม่ใช่คนสนิทกัน เราก็คงไม่ได้สนใจหรือแคร์ความรู้สึกของกันและกันสักเท่าไหร่

ประเภทของพฤติกรรม Guilt Trip

บังคับ (Manipulation)

อย่างที่บอกไปค่ะว่า Guilt Trip เป็นพฤติกรรมที่ทำเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้กระทำ ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ถูกกระทำคงไม่ได้เต็มใจทำอยู่แล้ว แต่เพราะการถูกบังคับ (ทางอ้อม) ของอีกฝ่ายจึงต้องจำใจทำสิ่งนั้น เช่น A อยากไปเที่ยว จึงชวน B ไป โดยใช้คำว่า “เพื่อน” มาอ้าง หรือพูดประมาณว่า “คราวที่แล้วฉันยังไปกับแกเลย” มากดดันให้อีกฝ่ายต้องไปด้วย

หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง (Conflict Avoidance)

เวลาที่มีปัญหาหรือมีข้อขัดแย้งที่ไม่ลงรอยกัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะพูดถึงเรื่องอื่นขึ้นมา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจหรือเป็นข้ออ้าง ให้อีกฝ่ายหยุดพูดถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น ณ ขณะนั้น เช่น “อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องหางานทำได้มั้ย แค่เรื่องเรียนทุกวันนี้ก็เครียดมากพอแล้ว” ซึ่งบางครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของอีกฝ่าย หรือแม้กระทั่งคนรอบตัว

สั่งสอนทางศีลธรรม (Moral Education)

สำหรับ Guilt Trip ประเภทนี้ เป็นรูปแบบของการที่พยายามเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอีกฝ่ายให้เป็นเหมือนตัวเองค่ะ โดยไปพูดตัดสินว่าสิ่งที่อีกฝ่ายทำนั้น ‘ผิด’ แต่สิ่งที่ตัวเองทำอยู่ ‘ถูก’ เช่น “ทำแบบนี้ไม่เวิร์คหรอก เธอลองทำตามฉันสิ ผลงานน่าจะออกมาดีนะ”

เรียกร้องความเห็นอกเห็นใจ (Elicit Sympathy)

กรณีนี้มักมาในรูปแบบของการสร้างสถานการณ์ รับบทนักแสดงท่านหนึ่ง เล่นบทเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำ เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกผิด และคิดว่าเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดสถานการณ์นี้ ซึ่งในบางครั้งสถานการณ์ที่สร้างขึ้นมานั้นมันอาจได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ได้ แต่แน่นอนว่าการกระทำแบบนี้ย่อมสร้างความลำบากใจในความสัมพันธ์อยู่แล้วค่ะ

ผลกระทบที่เกิดจากพฤติกรรม Guilt Trip

การทำให้คนอื่นรู้สึกผิด เพื่อให้เขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นส่งผลกระทบในหลายๆ ด้าน และไม่ว่าความรู้สึกผิดเหล่านั้นจะถูกสร้างด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ล้วนสร้างผลกระทบอยู่ดี ผลกระทบที่เกิดจากพฤติกรรม Guilt Trip มีอะไรบ้าง ไปดูกัน

ความสัมพันธ์พัง

พฤติกรรม Guilt Trip อาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ใกล้ชิด มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า คนที่เจ็บปวดจากการวิจารณ์ของคนรัก มักจะใช้ความรู้สึกเจ็บปวดเหล่านั้น มาทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผิด ซึ่งการทำแบบนี้มันสามารถบั่นทอนความไว้วางใจ และทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเขากำลังถูกบงการอีกด้วย

สร้างความไม่พอใจ

สาเหตุหนึ่งที่ Guilt Trip สามารถทำลายความสัมพันธ์ได้ก็เพราะว่ามันอาจนำไปสู่ความรู้สึกขุ่นเคืองใจที่ยาวนาน ทำให้เกิดความเกลียดชังที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกผิดพร้อมกับความรู้สึกไม่พอใจเมื่อถูกควบคุม หากอีกฝ่ายทำให้เรารู้สึกในสิ่งที่เราไม่ได้ทำ มันสามารถลดความใกล้ชิด ความเชื่อใจได้

สุขภาพจิตแย่

พฤติกรรม Guilt Trip ที่มากเกินไป ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตหลายอย่าง เช่น วิตกกังวล เสียใจ และนอนไม่หลับ รวมถึงภาวะซึมเศร้า และโรคย้ำคิดย้ำทำ อีกด้วย และเมื่อเวลาผ่านไปความรู้สึกผิดเหล่านี้อาจนำไปสู่ความรู้สึกอับอาย และส่งผลต่อภาพลักษณ์ของตัวเอง จนนำไปสู่การถอนตัวและแยกตัวออกจากสังคมในที่สุด

เด็กมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ!

พฤติกรรม Guilt Trip ที่เกิดจากคนในครอบครัวสามารถทำร้ายเด็กได้เพราะครอบครัวอาจใช้วิธีการสื่อสารหรือการแสดงออกที่ทำให้เด็กรู้สึกผิด เป็นวิธีการแก้ปัญหา หรือออกคำสั่ง เพื่อให้เด็กทำตามหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เช่น “ทำไมต้องกลับบ้านดึก” “ทำแบบนี้แม่จะไม่รักนะ” ไปจนถึงการแสดงออกด้วยสีหน้าบึ้งตึงเวลาที่เด็กทำอะไรให้ไม่พอใจ ซึ่งความรู้สึกผิดที่ถูกสร้างขึ้นมา โดยที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดนั้น สามารถทำให้เด็กเชื่อว่าไม่มีอะไรที่ตัวเองสามารถทำได้ดี ส่งผลให้เขามี Self-esteem ต่ำ กลายเป็นเด็กที่สุขภาพจิตแย่ หรือปมในใจได้

วิธีรับมือกับมนุษย์ Guilt Trippers

วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับเหล่า Guilt Trippers คือ กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาที่เกิดขึ้น และบอกเขาไปตรงๆ เลยว่า พฤติกรรมที่พวกเขาทำมันสร้างความไม่พอใจให้กับเรามากน้อยแค่ไหน และมันจะส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างเราและเขายังไงบ้างทั้งนี้เราเองก็ต้องรับฟังเหตุผลที่เขาพยายามทำให้เรารู้สึกผิดด้วยนะคะ อย่างน้อยพอฟังแล้วเราก็จะได้เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของเขามากขึ้นนั่นเองค่ะ

แม้ว่า Guilt Trip จะเกิดขึ้นจากความตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่พฤติกรรมเหล่านี้ก็ส่งผลเสียต่อความรู้สึกและความสัมพันธ์อยู่ดี เพราะเมื่อฝ่ายที่โดนกระทำซ้ำๆ เขารู้สึกไม่พอใจจนอยากตีตัวออกห่างเมื่อไหร่ นั่นหมายความว่า ความสัมพันธ์เริ่ม Toxic มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วล่ะค่ะ ดังนั้น การพูดคุยกันแบบตรงไปตรงมา สื่อสารในสิ่งที่ตัวเองต้องการให้ชัดเจนก็จะเป็นผลดีต่อความสัมพันธ์มากกว่าการพูดให้อีกฝ่ายรู้สึกผิดใครเคยอยู่เฉยๆ แล้วกลายเป็นคนผิดบ้าง? มาคอมเมนต์คุยกันหน่อยค่ะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...